โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัชชาติ : ผู้นำที่แข็งแกร่ง ในรัฐที่อ่อนแอ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 เม.ย. 2568 เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2568 เวลา 05.42 น.

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/

ชัชชาติ : ผู้นำที่แข็งแกร่ง

ในรัฐที่อ่อนแอ

ภาพอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั่งกลางซากตึกถล่ม เป็นภาพที่ใครเห็นก็สะเทือนใจ

เพราะไม่เพียงจะแสดงให้เห็นอาจารย์ชัชชาติตัวเล็กนิดเดียวท่ามกลางผืนปูนและแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ที่พังทลาย

ภาพยังทำให้เห็นความยากลำบากของการกู้ภัยซึ่งเดิมพันคือ 70 ชีวิตซึ่งอาจรอดหรือไม่รอดหลังตึกถล่มลงมา

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ โวหารของภาพอาจารย์ชัชชาติที่ กทม.เผยแพร่นำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวาง

พรรคเส้นด้ายบอกว่า “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ ประชาสัมพันธ์มากกว่าปฏิรูป ไม่มีผลงานเชิงระบบ ฯลฯ

ส่วนคนอีกกลุ่มก็บอกว่า “ชัชชาติ” ทำให้ กทม.ดีขึ้นเยอะ ไม่เคยมีผู้ว่าฯ คนไหนดีเท่านี้เลย ฯลฯ

“ชัชชาติ” จะทำงานดีหรือไม่เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างมีสิทธิคิดตาม “เกณฑ์” (Criteria) ซึ่งแต่ละคนใช้ในการประเมินที่ต่างกัน

แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือในภาวะที่สังคมไทยเผชิญ “วิกฤต” จากแผ่นดินไหวและตึกถล่ม “ชัชชาติ” คือเจ้าหน้าที่รัฐที่แสดงบทบาทโดดเด่นที่สุดในเวลาที่รัฐไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“ภาพจำ” ที่คนมีต่อรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คือแค่ส่ง SMS เตือนภัยยังทำไม่ได้ แผ่นดินไหวผ่านไปแล้ว 5 วันถึงสรุปทางแก้เรื่อง SMS โดยกลับไปใช้โทรทัศน์ถ่ายทอดสด

แต่ “ชัชชาติ” ใช้เวลาแค่ 20 นาทีเซ็ตระบบประสานหน่วยงานต่างๆ จนปฏิบัติการกู้ภัยและฟื้นฟูสถานการณ์ปกติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แผ่นดินไหวปลายมีนาคมเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยเจอ ถึงแม้ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจะไม่มากเท่าเหตุการณ์สึนามิปี 2547 และน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุรุนแรงอย่างตึกถล่มและระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดพังพินาศอย่างไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละคนจะจำเหตุการณ์เดียวกันต่างกัน แต่ไม่ว่าจะถามคนไทยคนไหนต่อเหตุแผ่นดินไหวครั้งนั้น ความทรงจำรวมหมู่ที่คนจำนวนมากมีคล้ายกันแน่คือความโกลาหล เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรและควรทำอย่างไร รวมทั้งการดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดโดยรัฐบาลแทบไม่ได้ช่วยอะไร

ที่พึ่งคนไทยยามแผ่นดินไหวคือทวิตเตอร์, โซเชียลมีเดีย, เดินเท้ากลับบ้าน หรือออกนอกเมืองไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งทั้งหมดนี้คือการช่วยตัวเองตามสัญชาตญาณพื้นฐานโดยรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย

ผู้สนับสนุนรัฐบาลบางคนบอกว่าคุณแพทองธารเพิ่ง 38 และทันทีที่รู้ว่าแผ่นดินไหวก็เรียกประชุมข้าราชการฝ่ายต่างๆ ซึ่งถือว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับอายุ

แต่ผมว่าคำอธิบายนี้อวยไปหน่อย เพราะคนอายุ 38 คนอื่นอาจทำดีกว่านี้ก็ได้ ไม่ต้องพูดว่าสิ่งที่ทำไปคงเถียงกันได้ว่าจริงหรือที่เรียกว่า “ดี”

ดุสิตโพลสำรวจความเห็นประชาชนหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2568 และพบว่า คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีคะแนนนำคุณแพทองธารราว 10% ซ้ำความนิยมต่อฝ่ายค้านก็เพิ่มสวนกับความนิยมรัฐบาลที่ลดลง และผมเชื่อว่าถ้ามีการสำรวจอีกหลังเหตุตึกถล่ม-แผ่นดินไหว คะแนนนิยมคุณแพทองธารจะยิ่งต่ำกว่าเดิม

แผ่นดินไหวและตึกถล่มเป็นภัยพิบัติที่เป็นวิกฤตแน่ๆ และคุณสมบัติอย่างหนึ่งของ “ผู้นำที่ดี” คือผู้นำที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในยามวิกฤตได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “รัฐ” นับตั้งแต่เกิดเหตุวิกฤตยังไม่มีสัญญาณที่ดีขึ้นเลย

“รัฐ” ไม่ใช่ “รัฐบาล” เพราะ “รัฐบาล” เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในโครงสร้างของรัฐทั้งหมด และเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐแห่อพยพจากสถานที่ราชการต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นภาพสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาคารสถานที่ ต่อให้รัฐบาลจะยืนยันว่าทุกตึกปลอดภัยแล้วก็ตาม

ขณะที่คุณแพทองธารหายวับไปในวิกฤตแบบนี้ ไม่ผ่านเกณฑ์ง่ายๆ อย่างส่ง SMS เตือนภัย “ชัชชาติ” กลับถูกวิจารณ์ว่าไม่แก้ปัญหาเชิงระบบ แก้แต่เรื่องปลีกย่อยแบบปะผุปัญหารายวัน ซึ่งแปลว่าคุณแพทองธารเทียบชัชชาติไม่ได้ ต่อให้ประเมินด้วยเกณฑ์ที่ง่ายกว่าเกณฑ์ประเมินชัชชาติก็ตาม

ผมชอบที่ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ใช้คำว่า “เมืองที่ทนแผ่นดินไหว” และขอขยายความต่อว่า “กรุงเทพฯ” เป็น “เมืองที่รอดแผ่นดินไหว” ได้เพราะความร่วมมือของหลายฝ่าย รัฐบาลเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งทั้งที่ควรเป็นองค์ประกอบหลัก ขณะที่องค์ประกอบหลักจริงๆ คือทุกองคาพยพที่ประกอบเป็น “ประชาชน”

อะไรทำให้คุณแพทองธารซึ่งมีอำนาจมากกลับแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ส่วน “ชัชชาติ” ซึ่งมีอำนาจน้อยกลับแก้ปัญหาได้มากกว่า “แพทองธาร”?

ผมคิดว่าคำตอบของเรื่องนี้มีอยู่ 3 ประเด็น

1) รัฐบาลแพทองธารมุ่งแก้วิกฤตโดยอาศัยกลไกระบบราชการ แต่ระบบราชการไทยรวมศูนย์จนต้องรอผู้บังคับบัญชาให้กดปุ่มสั่งการเท่านั้น เมื่อนายกฯ ไม่มีประสบการณ์จนไม่รู้จะสั่งการอะไรในยามวิกฤต ระบบราชการรวมศูนย์ก็ไม่ต่างจากยักษ์ตาบอดที่ไม่รู้จะเอากระบองไปตีอะไร

นอกจากระบบราชการไทยจะรวมศูนย์เชิงอำนาจที่ส่วนกลาง ระบบราชการแต่ละหน่วยงานยังสร้างอาณาจักรของตัวเองจนอ่อนแอเพราะไม่มีใครฟังใครในระนาบเดียวกันด้วย ผลก็คือ ต่อให้แผ่นดินไหวจนควรมีใครทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือไม่มีหน่วยราชการไหนทำอะไรเลย

ทำไมรัฐบาลแพทองธารซึ่งเป็น “ฝ่ายการเมือง” กลับแก้วิกฤตโดยอาศัยระบบราชการไม่ได้เลย เรื่องนี้กองเชียร์รัฐบาลอ้างว่าเป็นเพราะระบบราชการไม่ฟังคุณแพทองธาร แต่ผมคิดว่าคำอธิบายนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว แต่อีกครึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความไม่มีสมรรถภาพของคุณแพทองธารและทีมเองจริงๆ

2) รัฐบาลและระบบราชการไม่มีวัฒนธรรมความรับผิด ผลก็คือ เมื่อผู้นำไม่มีความสามารถสั่งการและระบบราชการไม่ทำอะไรเกินคำสั่ง ความเสียหายเพราะไม่มีใครทำอะไรที่ควรทำยามวิกฤตก็ถูก “ปล่อยจอย” จนปัญหาง่ายๆ อย่างส่ง SMS, ตึกถล่ม หรือเร่งตรวจสภาพตึกเดินหน้าตามยถากรรม

ถ้าเหตุการณ์ตึกถล่มหรือส่ง SMS ช้าเกิดในญี่ปุ่นหรืออเมริกา สิ่งที่เราจะเห็นแน่ๆ คือการลาออกของผู้ว่าการ สตง, ประธาน กสทช., อธิบดีป้องกันภัยฯ, รัฐมนตรี DE หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยคือไม่มีใครต้องรับผิดชอบกับความเละอะไรเลย มีแต่การโทษไปมาว่าใครผิดกว่ากัน

ทันทีที่ประชาชนเห็นตึก สตง.ถล่ม หรือความช่วยเหลือที่ล่าช้า ผลที่จะตามมาคือความไม่เชื่อมั่นต่อผู้นำ, ต่อรัฐ และต่อระบบราชการที่รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อทุกคนที่ทำงานห่วยกลับลอยหน้าลอยตาอย่างหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ตัวระบบย่อมไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าสร้างความปลอดภัยได้เลย

3) พลังที่ไม่ใช่รัฐและราชการคือฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของการเปิดโปงปัญหาที่เกี่ยวพันกับแผ่นดินไหวและตึกถล่ม ปัญหาเรื่องเหล็ก, การใช้เงินผิดปกติใน สตง. หรือการตรวจสภาพคอนโดฯ ล้วนถูกผลักดันโดยวิศวกร, สื่ออิสระ, พรรคการเมือง และภาคประชาชนโดยรัฐเข้าไปรับลูกอีกที

ความสำเร็จของ “ชัชชาติ” อยู่ที่ความสามารถ Synergy พลังราชการกับพลังนอกระบบราชการให้เกิดประโยชน์ที่สุดในยามวิกฤต ขณะที่ความล้มเหลวของ “แพทองธาร” คือการไม่สามารถรวมพลังแบบนี้ได้จนต้องทำงานภายใต้ระบบราชการที่ไม่มีวัฒนธรรมรับผิดหรือริเริ่มแก้ปัญหาอะไรเลย

ผมอยากขยายความต่อด้วยว่า ขณะที่คุณแพทองธารเป็นนายกฯ ซึ่งมีอำนาจสูงสุดใน “โครงสร้าง” คุณแพทองธารกลับไม่สามารถทำให้ “โครงสร้าง” ตอบสนองวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที

ส่วนคุณชัชชาติแม้ไม่มีอำนาจสูงสุดใน “โครงสร้าง” กลับพบช่องทางที่จะใช้ “โครงสร้าง” เพื่อแก้ปัญหาสังคม

แผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่การแก้ปัญหาหลังแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ทำให้คนไทยเห็นว่า “รัฐ” มีรอยโหว่เยอะไปหมด ระบบราชการไม่ฉับไวพอจะแก้ปัญหายามวิกฤต การตรวจสอบภายในระบบราชการไม่ทำให้เกิดวัฒนธรรมรับผิดชอบ ฯลฯ ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนี้อีกต่อไปเลย

ถ้ารัฐอ่อนแออยู่ภายใต้ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ สังคมทั้งสังคมก็เสี่ยงจะเผชิญภาวะที่มีรัฐบาลเหมือนไม่มีมากขึ้น ทางแก้ของเรื่องนี้มีทางเดียวคือการมีผู้นำที่เข้าใจปัญหาเรื่อง “โครงสร้าง” พอจะทำให้รัฐมีประสิทธิภาพขึ้นและสามารถทำงานร่วมกับพลังที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ราชการ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชัชชาติ : ผู้นำที่แข็งแกร่ง ในรัฐที่อ่อนแอ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...