"มาม่า" ลงทุนสวนเศรษฐกิจตกต่ำ คนไทยกินบะหมี่สำเร็จรูปเฉลี่ย 54 ซอง/ปี
ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโตต่อเนื่องกว่า 2.27 หมื่นล้านบาท เผยคนไทยกินบะหมี่สำเร็จรูปเฉลี่ยปีละ 54 ซอง “มาม่า” ครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่ง 48.6% กวาดกำไรปีล่าสุด 4,481 ล้านบาท ขยายตัว 18% TFMAMA สวนกระแสเศรษฐกิจตกต่ำ เร่งลงทุนขยายไลน์ผลิตรับดีมานด์โตต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถือเป็นสินค้ายามยาก เพราะเป็นสินค้าที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ถือเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ คือสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว แต่จะพบว่ายอดขายบะหมี่สำเร็จรูปอย่างมาม่า และแบรนด์อื่น ๆ จะขายดีหรือมียอดขายเติบโตอย่างน่าสนใจ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 แม้จะยังไม่วิกฤต แต่ก็เข้าใกล้ภาวะวิกฤต
ข้อมูลจากบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” เปิดเผยว่า ปี 2567 ตลาดบะหมี่และเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยยังคงแสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 54 ซองต่อคนต่อปี ด้วยมูลค่าตลาดรวมประมาณ 22,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.9 จากปี 2566
โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “มาม่า” รักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 48.6 ทั้งนี้บริษัทได้ยกระดับการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในรอบปี 2567 มีการเติบโตด้วยรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 29,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,942.02 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.02 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 เป็นผลจากการขยายตัวของยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่และการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุก ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 4,481.71 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 18.64 จากปี 2566
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัท มุ่งเน้นรักษาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ธุรกิจในประเทศของบริษัท มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 7.35 เป็นการเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ร้อยละ 7.71 และผลิตภัณฑ์เส้นขาว โจ๊ก และข้าวต้มที่ร้อยละ 3.76 โดยความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ OK ประกอบกับการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรสชาติดั้งเดิมมียอดขายเพิ่มขึ้นด้วย
ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีผลการดำเนินงานเติบโตที่ร้อยละ 22.66 โดยกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโตร้อยละ 24.65 ซึ่งได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายของบริษัทย่อยในประเทศเมียนมา ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มเส้นขาว โจ๊ก และข้าวต้ม มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 12.00
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันจะทำให้เงินในกระเป๋าของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องคัดเลือกสินค้าที่จะซื้อมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับมาม่านั้น เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ระดับราคาจับต้องง่าย ขณะที่ปัจจุบันความต้องการ (ดีมานด์) สินค้ายังล้น แม้บริษัทจะใช้กำลังผลิตของโรงงานจนเต็มแล้ว เนื่องจากดีมานด์ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นตั้งแต่ปี 2568 ไปอีก 2-3 ปี จะเป็นช่วงเวลาของการลงทุนขยายกำลังผลิตทั้งในไทยและต่างประเทศ
สำหรับในไทยบริษัทเตรียมเพิ่มเครื่องจักรอีก 3-4 เครื่อง เพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น หลังเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่มไลน์ผลิตใหม่อีก 1 ไลน์ ส่วนต่างประเทศกำลังสร้างโรงงานในกัมพูชา
ขณะที่โรงงานในเมียนมาเริ่มเดินเครื่องแล้ว ทั้งนี้เพื่อรองรับโอกาสที่จะเข้ามาได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดีมานด์ในประเทศ หรือการขยายตลาดในต่างประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “มาม่า” ลงทุนสวนเศรษฐกิจตกต่ำ คนไทยกินบะหมี่สำเร็จรูปเฉลี่ย 54 ซอง/ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net