จัดพอร์ตรับความผันผวน บลจ.กสิกรไทย แนะกระจายเสี่ยง ผ่าน “กองทุนผสม” สร้างผลตอบแทนระยะยาว
ตลาดการลงทุนทั่วโลกยังเผชิญกับความผันผวน จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา บลจ.กสิกรไทย แนะนำกลยุทธ์จัดพอร์ตผ่าน “กองทุนผสม” รับมือความผันผวน พร้อมชู “Life Path Model” ปรับพอร์ตอัตโนมัติตามช่วงอายุ สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่มั่นคง
เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตรับความผันผวน สร้างผลตอบแทนระยะยาว
วิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่อาจทำให้ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีข่าวสารที่ส่งผลต่อตลาดเกิดขึ้นตลอดเวลา
ดังนั้น นักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน แนะนำให้พิจารณากองทุนผสม ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ช่วยให้พอร์ตมีเสถียรภาพมากขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เหนือค่าเฉลี่ย
กลยุทธ์การจัดพอร์ตที่ บลจ.กสิกรไทย แนะนำ คือการแบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. Core Portfolio (80%) เน้นกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงในตลาดทั่วโลก และ 2. Satellite Portfolio (20%) เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ คือ Life Path Model หรือการจัดพอร์ตตามช่วงอายุ โดยแนวคิดหลักคือ หากอายุยังน้อยสามารถรับความเสี่ยงได้มาก จึงควรลงทุนหุ้นในสัดส่วนสูง แม้จะมีความผันผวน แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่หากอายุมากขึ้นควรลดความเสี่ยง และเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ เพื่อรักษาเงินต้นและสร้างความมั่นคง
โดยระบบนี้จะมีการปรับพอร์ตโดยอัตโนมัติทุกวันเกิดของนักลงทุนในแต่ละปี ทำให้สามารถควบคุมความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ซึ่งปัจจุบันได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของนักลงทุนคือการจับจังหวะตลาดที่ผิดพลาด โดยแนะนำว่าการลงทุนระยะยาวและการจัดพอร์ตอย่างเหมาะสม สำคัญกว่าการปรับพอร์ตบ่อยครั้ง เพราะอาจทำให้เสียโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
“หากต้องการให้พอร์ตมีเสถียรภาพ อย่าปรับพอร์ตบ่อยจนเกินไป”
จับตานโยบายทรัมป์ “ป่วนตลาด” หรือ “โอกาสลงทุน”
บลจ.กสิกรไทย ชี้ให้เห็นว่า การกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการลงทุนทั่วโลก โดยนโยบาย “America First” ส่งสัญญาณถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การตั้งกำแพงภาษี, การจำกัดแรงงานอพยพ และการลดบทบาทกลาโหมกับ NATO เพื่อเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น คาดว่าจะสร้างความผันผวนอีกสักระยะ
แต่หากนักลงทุนสามารถจับจังหวะ และวิเคราะห์แนวโน้มได้ดี ก็อาจเป็นโอกาสในการเข้าสะสมสินทรัพย์ลงทุนเพิ่มเติมได้เช่นกัน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด กองทุนซีรีส์ K-Wealth Plus เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยมี 3 กองทุนย่อย ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
กองทุนดังกล่าวเป็น กองทุนรวมผสม ที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งในและต่างประเทศ โดยลงทุนผ่าน กองทุนรวมตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจด้วย
ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสสะสม เน้นหุ้นปันผลสูง
สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงกว่า 13% จากต้นปี สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าคาดการณ์ โดยในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.5% ต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่เติบโตมากกว่า 3% ส่งผลให้ราคาหุ้นและกำไรของบริษัทจดทะเบียนชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ปี 2568 นี้คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เนื่องจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว แม้ว่าการเติบโตต่ำกว่าคาดอาจกดดันตลาด แต่ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ EPS Growth ปีนี้จะขยายตัวได้ ซึ่งจะช่วยหนุน Sentiment เชิงบวก
โดยดัชนีที่ระดับต่ำกว่า 1,200 จุด ถือเป็นระดับเดียวกับช่วงโควิด-19 ทั้งที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้แล้ว ทำให้มองว่ามี Downside จำกัด และมูลค่าทางปัจจัยพื้นฐาน เช่น P/BV และ P/E อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนโอกาสในการเข้าลงทุน
ทั้งนี้ พบว่าหุ้นปันผลสูงยังคงให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวม โดยดัชนี SETHD ซึ่งรวมบริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง มีผลตอบแทนรวม (Total Return) สูงกว่า SET Index 5 ปีย้อนหลัง (ตั้งแต่ปี 2563) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาว
หากพิจารณาจากมูลค่าหุ้นในเชิง P/E และมีสมมติฐานว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโตเลย Downside คาดว่ากรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ดัชนีจะอยู่ที่ 1,050 จุด แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดัชนีหลังมีการปรับคาดการณ์ EPS ลดลงแล้ว มีโอกาสขึ้นไป 1,350 จุด
แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มเติบโตต่ำ แต่ยังมีหุ้นขนาดใหญ่ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มที่สามารถให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างมั่นคง เช่น กลุ่มธนาคาร ที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างน่าสนใจ และกลุ่มสื่อสาร หลังการควบรวมกิจการช่วยลดการแข่งขัน และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การโยกเม็ดเงินจากกองทุน LTF ไปยังกองทุน Thai ESGX จะช่วยซัพพอร์ตตลาด และลดแรงขายต่อเนื่องของนักลงทุน เนื่องจากเงินที่โยกเข้าสู่กองทุนใหม่นั้น นักลงทุนยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
วิน พรหมแพทย์ กล่าวอีกว่า บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) สู่ 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท โดยมุ่งมั่นว่าจะเป็น บลจ. ที่ได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อใจจากนักลงทุน จากการสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ดีให้กับลูกค้า เสริมความแข็งแกร่งของพาร์ทเนอร์ทั้งธนาคารกสิกรไทยและเจ.พี.มอร์แกน (JPMAM) รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยี AI และ RPA ด้วย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จัดพอร์ตรับความผันผวน บลจ.กสิกรไทย แนะกระจายเสี่ยง ผ่าน “กองทุนผสม” สร้างผลตอบแทนระยะยาว
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath