โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Journey Begins! สรุป 8 ขั้นตอนเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ step-by-step #ฉบับมือใหม่

Dek-D.com

เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 23.00 น. • DEK-D.com
สรุป 8 ขั้นตอนเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ step-by-step

สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนค่า~ พี่ลูกหมูเชื่อว่าหลายๆ คนที่กำลังอ่านบทความนี้อาจมีความฝันที่ในการไปเรียนต่อต่างประเทศ ที่ผ่านมานั้นหลายคนอาจจะคิดว่ายากและเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ขอบอกว่าเราสามารถทำตามความฝันได้ไม่ยากเลยค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้มีข้อมูลมากมายให้เราได้ค้นหาและเตรียมตัวได้ด้วยตัวเอง

แต่ถ้าใครนึกภาพไม่ออกว่าควรจะเริ่มยังไงดี หรือเริ่มจากตรงไหน วันนี้พี่ลูกหมูก็มาแจก Step ในการไปวางแผนและเตรียมความพร้อมไปเรียนต่อมาให้แล้ว บอกเลยยิ่งแพลนดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ว่าแล้วก็มาดู Step-by-Step Guide เพื่อพิชิตเส้นชัยกัน!

1. เลือกหลักสูตร & มหาวิทยาลัย

ข้อแรกของการไปเรียนต่อเราควรเริ่มจากการที่เรารู้ตัวเองก่อนเลยค่ะ ว่าเราสนใจอยากเรียนต่ออะไร เรียนต่อทางด้านไหน จากนั้นก็กำหนดเป้าหมายซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เราวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • เลือกสาขาวิชาที่สนใจโดยอาจจะดูจาก Rankings ของ QS Rankingsหรือ The THE World University Rankings, Course Structure จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย และรีวิวจากนักศึกษาหรือรุ่นพี่เพื่อประกอบการตัดสินใจ (อ่านรีวิวประสบการณ์เด็กนอกจาก Dek-D )
  • เลือกประเทศที่เราสนใจอยากไปเรียนต่อโดยพิจารณาจากแง่ต่างๆ ทั้งเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ นอกจากนี้แต่ละประเทศอาจจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป เช่น เรื่องค่าใช้จ่าย/ค่าครองชีพ โอกาสทำงานหลังเรียนจบ ทุนการศึกษา ระยะเวลาเรียน (เรียน 1 ปี หรือ 2 ปี) เป็นต้น แนะนำให้ชั่งน้ำหนักจากหลายๆ ด้าน แล้วเราจะพบว่าที่ไหนตอบโจทย์กับเรามากที่สุด
  • เลือกมหาวิทยาลัยที่เราต้องการจะไปเรียนต่อถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะไปเรียนต่อที่ไหนดี ลองตรวจสอบจาก QS Rankings ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดอันดับสถาบันการศึกษาทั่วโลก ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลช่วยประกอบการตัดสินใจได้ดีเลยค่ะ (มีทั้งจัดอันดับภาพรวม, จัดอันดับเฉพาะสาขา และจัดอันดับในแง่มุมอื่นๆ ฯลฯ) หรือถ้าเรามีมหาวิทยาลัยในใจแล้วก็หาข้อมูลมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรนั้นๆ ได้เช่นกันค่ะ

Note:การเลือก “ประเทศ” หรือ “มหาวิทยาลัย” ก่อนนั้น ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและปัจจัยที่สำคัญสำหรับตัวเราเอง เช่น บางคนเลือก "ประเทศ" ก่อน แล้วค่อยเลือกมหาวิทยาลัยทีหลัง ซึ่งวิธีนี้อาจเหมาะสำหรับคนที่มีข้อจำกัดเรื่องภาษา, ค่าใช้จ่าย, โอกาสทำงานหลังเรียนจบ หรือถ้าใครที่เน้นคุณภาพการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยอันดับสูง ก็อาจจะเลือก "มหาวิทยาลัย" ก่อน แล้วค่อยดูว่าตั้งอยู่ในประเทศไหนค่ะ

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขการรับสมัคร

เมื่อเรามีลิสต์สาขาที่เราอยากเรียน และเลือกมหาวิทยาลัย/เลือกเมืองที่เราสนใจจะเรียนต่อแล้ว ต่อมาเราก็ต้องมาตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่เราเลือกไว้นั้นมีเกณฑ์อะไรบ้างเราสามารถที่จะเข้าเรียนได้ไหมนะ? โดยหลักๆ เกณฑ์ในการรับเข้าเรียน จะมีดังนี้

  • วุฒิการศึกษาที่ต้องมี(เช่น จบปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้อง)
  • เกรดขั้นต่ำที่ต้องการ(เช่น GPA 2.5 ขึ้นไป หรือ 3.0 ขึ้นไป ทั้งนี้อาจต้องเช็กระบบการคิดเกรดของประเทศที่เราจะสมัครด้วย จากนั้นก็ค่อยมาเทียบว่าเกรดเราอยู่ในระดับไหน เช่น ของประเทศเกาหลีใช้ระบบเกรดเต็ม 4.3-4.5)
  • ผลสอบภาษาอังกฤษเช่น IELTS, TOEFL, PTE, Duolingo หรือ GMAT/GRE (ถ้าหลักสูตรกำหนด)
  • ผลสอบภาษาอื่นๆ ในบางประเทศ/หลักสูตรที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน เช่น ญี่ปุ่น (JLPT), จีน (HSK, HSKK), เกาหลี (TOPIK) เป็นต้น
  • เอกสารอื่นๆ เช่น Statement of Purpose (SOP), Resume/CV, Letter of Recommendation (LOR) เป็นต้น // LOR อาจใช้เวลานาน เพราะต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือหัวหน้างานเป็นผู้เขียนให้ แนะนำให้เผื่อเวลาไว้เยอะๆ

ซึ่งถ้าเรามีเกณฑ์ครบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือถ้าเราต้องการยื่นขอทุนการศึกษา เราก็ควรศึกษาเงื่อนไขของทุนด้วยเช่น เกณฑ์ผลการเรียน ข้อผูกพันหลังเรียนจบ เป็นต้น และถ้าทุกอย่างผ่านหมดก็เตรียมยื่นสมัครได้เลย! // ป.ล. บางมหาวิทยาลัยอาจพิจารณาทุนจากเอกสาร SOP, LOR และคะแนนภาษาที่เรายื่นสมัครเรียนโดยอัตโนมัติ

3. Checklist เอกสารสมัครเรียน

Step นี้ต่อจากข้อที่แล้วเลยค่ะ เมื่อเราทำการเช็กว่าผ่านคุณสมบัติของมหาวิทยาลัยแล้วเราก็มาเตรียมเอกสารกันต่อเลยย~ โดยหลักๆ หลายมหาวิทยาลัยจะมีเอกสารที่ต้องใช้ ดังนี้ (อาจแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย//แนะนำให้เช็กกับทางเว็บไซต์ของทางมหาวิทยาลัย)

  • Transcript(ใบแสดงผลการเรียน)
  • Certification(ใบรับรองจบการศึกษา)
  • Resume/CV(ประวัติการศึกษาและการทำงาน)
  • Statement of Purpose (SOP)(จดหมาย/เรียงความแนะนำตัว เพื่อแสดงเจตจำนง)
  • Letter of Recommendation (LOR)(จดหมายแนะนำจากอาจารย์หรือหัวหน้างาน)
  • ผลสอบภาษาอังกฤษเช่น IELTS/TOEFL/PTE
  • Portfolio(ถ้าหลักสูตรต้องการ)

Note:

  • รอบสมัครส่วนใหญ่เปิด 6-12 เดือนก่อนเริ่มเรียน แนะนำให้เช็กที่ Calendar ในหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่เราสนใจ
  • ตรวจสอบ Deadline ของแต่ละมหาวิทยาลัย และเตรียมเอกสารให้ทัน (บางคอร์สฮิตๆ รับสมัครแบบ first come, first served)
  • ถ้าเอกสารเป็นภาษาไทย ต้องนำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาประเทศปลายทางก่อน หรือบางประเทศอาจจะต้องนำเอกสารไปรับรองที่กรมการกงสุลและสถานทูตฯ ของประเทศนั้นๆ ด้วย

4. เอกสารพร้อม ก็ยื่นใบสมัครรัวๆ

เมื่อเราเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปสมัครกันได้เลยค่า~ โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยมักให้ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มและอัปโหลดเอกสารผ่านระบบออนไลน์ แต่บางแห่งอาจต้องส่งเอกสารทางไปรษณีย์ หรือสมัครผ่านระบบกลาง เช่น UCAS(UK), Studielink(Netherlands), Uni-Assist(Germany) ซึ่งผู้สมัครควรศึกษาขั้นตอนการสมัครจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ นอกจากนี้บางมหาวิทยาลัยอาจมีพาร์ตเนอร์กับเอเจนซีที่ช่วยดำเนินการสมัครเรียนได้เช่นกัน

การใช้บริการเอเจนซีมีข้อดีหลายอย่างเนื่องจากบางมหาวิทยาลัยเป็นพาร์ตเนอร์กับเอเจนซี ซึ่งให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถช่วยค้นหาโปรแกรมที่เหมาะสม ดำเนินการสมัครทุกขั้นตอน คอยติดตามผล เรียกว่าดูแลตลอดเส้นทางจนบินไปเรียนต่อเลยค่ะ (ทั้งนี้ การเลือกใช้บริการเอเจนซีขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สมัครเองใครมีเวลาน้อย ไม่ชัวร์กับขั้นตอน ก็แนะนำให้ปรึกษาพี่ๆ เอเจนซีเลยค่า)

และเมื่อยื่นใบสมัครเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็รอจดหมายตอบรับเข้าเรียน (Offer Letter) จากมหาวิทยาลัยกันได้เลย // ลุ้นๆๆๆ O.O

Note:แนะนำให้สมัครไว้ สัก 2-3 มหาวิทยาลัยนะคะ เพราะอาจจะไม่ได้รับการตอบรับเสมอไป เราจะได้ไปลุ้นที่อื่นกันต่อค่า~

5. ขอทุน/วางแผนการเงิน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘เงิน’ เป็นปัจจัยสำคัญในการไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะบางที่ก็ค่าเรียนแพงเกิ๊น T_T ซึ่งเราอาจจะสมัครขอทุนเพื่อช่วยเซฟงบลดภาระทางด้านการเงิน โดยทุนการศึกษาก็อาจมีหลายประเภท (พิจารณาจากผลการเรียนและความขัดสนด้านการเงิน) ซึ่งมูลค่าและเงื่อนไขของแต่ละทุนจะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ ส่วนลดค่าเล่าเรียน, ทุนเรียนฟรี (ยกเว้นค่าเทอม 100%), ทุนค่าครองชีพรายเดือน ไปจนถึง ทุนเต็มจำนวน ที่ครอบคลุมค่าเล่าเรียน, เบี้ยเลี้ยง, ตั๋วเครื่องบิน, และค่าที่พัก เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดทุนได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยหรือสถานทูตของแต่ละประเทศเลย

ตัวอย่างประเภททุนการศึกษา

  • ทุนรัฐบาลต่างประเทศเป็นทุนที่มอบให้โดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ เช่น Fulbright, DAAD, Chevening, Erasmus+ เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีข้อผูกพันในการใช้ทุนหลังเรียนจบ แต่อาจจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติมแล้วแต่ทุน
  • ทุนรัฐบาลไทย (ทุน ก.พ.)เป็นทุนเต็มจำนวนสำหรับนักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อในระดับ ปริญญาตรี, โท, เอก หรือ โทควบเอก ในสาขาที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ได้รับทุนต้องกลับมาทำงานในหน่วยงานที่กำหนดหลังเรียนจบ ตัวอย่างทุนสำคัญ ได้แก่ ทุนเล่าเรียนหลวง, ทุนกระทรวงการต่างประเทศ, และทุน UiS เป็นต้น
  • ทุนมหาวิทยาลัยเป็นทุนที่มอบให้โดยมหาวิทยาลัย และบางทุนอาจจะมอบให้อัตโนมัติเมื่อเราสมัครเข้าเรียน (ไม่ต้องสมัครทุนอีกรอบ) หรือทุนการศึกษาที่มอบให้กับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่น
  • ทุนเอกชน/องค์กรเป็นทุนจากองค์กรที่มอบให้กับนักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอกในสาขาที่กำหนด โดยส่วนใหญ่เป็นทุนเต็มจำนวน และอาจมีเงื่อนไขให้ผู้รับทุนกลับมาทำงานกับองค์กรผู้ให้ทุน ตัวอย่างเช่น SCG New Gen Scholarship, KBank Annual Scholarship เป็นต้น

Note:ใครที่สนใจสมัครทุนควรตรวจสอบรายละเอียดและกำหนดเวลารับสมัครของแต่ละทุนล่วงหน้า เพื่อเตรียมเอกสารและคุณสมบัติให้พร้อม

6. ขอวีซ่านักเรียน

เมื่อคุณสมบัติพร้อม เอกสารพร้อม เงินพร้อม ได้ใบตอบรับเข้าเรียนแล้ว (แถมได้ทุนด้วย เย้!) ขั้นตอนต่อไปก็คือการขอยื่นวีซ่าค่ะ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำหลังจากได้รับ Letter of Acceptance (LoA) จากมหาวิทยาลัยแล้วโดยเงื่อนไขและเอกสารที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไปตามประเทศปลายทาง ระยะเวลาพิจารณา 2-8 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับประเทศ) และหากผ่านแล้ว ให้ตรวจสอบเงื่อนไขและวันหมดอายุของวีซ่าด้วยนะคะ

เอกสารพื้นฐานที่ใช้ทุกประเทศ

  • Letter of Acceptance (LoA)– หนังสือตอบรับจากมหาวิทยาลัย
  • แบบฟอร์มสมัครวีซ่า– กรอกออนไลน์หรือเอกสารที่สถานทูตฯ กำหนด
  • หนังสือเดินทาง (Passport)– ต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 6-12 เดือน
  • รูปถ่ายตามข้อกำหนดของสถานทูตฯ
  • หลักฐานทางการเงิน (Bank Statement)– แสดงว่ามีเงินพอสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ
  • ใบรับรองแพทย์และตรวจสุขภาพ – บางประเทศต้องตรวจ TB หรือวัคซีนเพิ่มเติม
  • ผลสอบภาษาอังกฤษ (IELTS/TOEFL/Duolingo)– ถ้ามีข้อกำหนดจากมหาวิทยาลัย
  • เอกสารเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น สูติบัตร, ทะเบียนบ้าน, ประวัติอาชญากรรม (ถ้าสถานทูตฯ กำหนด)

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการขอวีซ่า

  • เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน– จะช่วยลดโอกาสถูกปฏิเสธ
  • แสดงหลักฐานทางการเงินให้ชัดเจน– สถานทูตฯ ต้องมั่นใจว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะสามารถไปเรียนต่อได้
  • ซื้อตั๋วเครื่องบินหลังได้รับวีซ่า– ลดความเสี่ยงในการขอคืนเงิน
  • อย่าให้ข้อมูลเท็จหรือปลอมแปลงเอกสาร– อาจถูกแบนจากการขอวีซ่าในอนาคต

7. วางแผนที่พัก & การใช้ชีวิตในต่างประเทศ

การเตรียมตัวเรื่องที่พักและการใช้ชีวิตเรื่องสำคัญมากๆ และชวนให้ปวดหัวไม่น้อยเลยค่ะ 5555 เพราะการที่เราจะเริ่มต้นใหม่ในประเทศและสภาพแวดล้อมที่เราไม่คุ้นเคยนั้นมีเรื่องให้เตรียมตัวและเตรียมใจเยอะมากๆ ซึ่งถ้าเราวางแผนดีก็จะช่วยให้การปรับตัวเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงลดความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและความเป็นอยู่อีกด้วย

โดยวิธีหาที่พักสามารถหาได้จากหลายช่องทาง เช่น สมัครหอพักมหาวิทยาลัยล่วงหน้า (ถ้ามีให้บริการ) ใช้เว็บไซต์หาที่พัก เช่น Uniplaces, Student.com, HousingAnywhere, Airbnb, หรือ Facebook Marketplace หรือใช้บริการเอเจนซีหาที่พักในกรณีที่ต้องการความสะดวก นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีที่นิยม คือ เข้าร่วมกลุ่มนักศึกษาไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อหาห้องเช่า

นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของค่าครองชีพที่เราควรจะต้องวางแผนล่วงหน้า โดยหลักๆ จะแบ่งเป็น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง อุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (อินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์, บันเทิง ฯลฯ ) ซึ่งการคำนวณค่าครองชีพคร่าวๆ จะทำให้เราวางแผนการเงินและเตรียมตัวได้ถูกค่ะ โดยเราสามารถเช็กข้อมูลเบื้องต้นได้ที่เว็บไซต์ NUMBEO(เว็บนี้จะสรุปค่าใช้จ่ายรายเดือนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น อาหาร, ที่พัก, ค่าเดินทาง ฯลฯ และยังมีโปรแกรมเทียบค่าใช้จ่ายระหว่าง 2 ประเทศให้ใช้งานด้วย)

Note:

  • แนะนำให้ทำบัตรโดยสารรายเดือนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
  • การใช้บัญชีธนาคารดิจิทัล เช่น Wise, Revolut หรือ Monzo จะช่วยลดค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเงินตรา

8. Your Journey Begins! เดินทางไปเรียนกันเล้ยยย

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ตื่นเต้นที่สุดและทุกคนตั้งตารอคอย! นั่นคือการบินไปเรียนนั่นเองง ว่าแล้วก็มาดู step กันต่่อว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง~

  • เตรียม Visa, Passport, เอกสารสำคัญ ติดตัวไปด้วยให้พร้อม(อย่าลืม! ตรวจสอบของต้องห้ามที่ห้ามนำเข้าตามกฎของประเทศปลายทางด้วยนะคะ)
  • โหลดแอปพลิเคชันที่จำเป็น เช่น Google Maps, Bank App, Student Portal
  • การเดินทางจากสนามบินไปที่พัก- เราควรศึกษาล่วงหน้าว่าเมื่อถึงสนามบินแล้วจะไปที่พักยังไง ไม่ว่าจะเป็น แท็กซี่/Grab/Uber ขนส่งสาธารณะ หรือบริการรับส่งของมหาวิทยาลัย (ถ้ามี) หรือถ้าใครใช้บริการเอเจนซี ก็อาจจะมีคนมารับที่สนามบินพาไปส่งที่พักด้วยค่ะ
  • เช็กอินเข้าที่พัก และเริ่มต้นชีวิตนักเรียน - เมื่อถึงที่พักแล้ว ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องพัก ซื้อซิมการ์ด/เปิดใช้งานอินเทอร์เน็ต รวมถึงสำรวจร้านค้าใกล้เคียงและเส้นทางไปมหาวิทยาลัย

สิ่งที่ควรทำภายในสัปดาห์แรก

  • เปิดบัญชีธนาคารในประเทศนั้นๆ
  • ทำบัตรนักศึกษา (Student ID)
  • ลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัย
  • สมัครประกันสุขภาพ (ถ้าจำเป็น)

จากนั้นก็ปรับตัวกับชีวิตใหม่ และเริ่มต้นเรียนอย่างมีความสุขกันค่ะ หรือถ้าใครมีปัญหาหรือเจออุปสรรคอะไร ก็ลองอ่านคู่มือทักษะเอาตัวรอดเมื่อไปเรียนต่อนอก แบบฉบับ Squid Games 2 ดูค่ะ 55555 The Journey begins!

เป็นยังไงกันบ้างคะ แต่ละก้าวอาจดูมีเรื่องให้เตรียมตัวเยอะ แต่ถ้าวางแผนดีๆ ก็ได้ไม่ยากเลย ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดเลยคือเริ่มจาก เราต้องค้นพบตัวเองก่อนค่ะ ว่าเราอยากเรียนอะไร เรียนที่ไหน จากนั้นก็เตรียมตัวตาม Step ต่างๆ ได้เลย หรือถ้าใครอยากได้ข้อมูลแบบจัดเต็ม ก็มาหาข้อมูลได้ที่งาน Study Abroad Fair by Dek-Dบอกได้เลยว่างานนี้ชีเสิร์ฟข้อมูลเรียนต่อนอกไว้แบบครบมาก จะมีไฮไลต์อะไรเด็ดๆ บ้าง เช็กรายละเอียดด้านล่างเลยยย!


ทีมต่อนอกห้ามพลาด!

“Dek-D’s Study Abroad Fair”
พบกัน 26-27 เม.ย. 68 ที่ไบเทคบางนา

เคลียร์คิวให้พร้อม เพราะ Dek-D's Study Abroad Fairจะคัมแบ็กแบบเล่นใหญ่! พาว่าที่เด็กนอกเริ่มก้าวแรกเตรียมพร้อมออกเดินทาง เพื่อพิชิตฝันเรียนต่อต่างประเทศให้เป็นจริง

  • ปรึกษาฟรี 1:1 กับ 24 รุ่นพี่นักเรียนทุน ป.ตรี/โท/เอกอย่าพลาดโอกาสนี้! เพราะรอบนี้เราได้รับเกียรติจากทั้งศิษย์เก่าทุนรัฐบาลไทย, จีน, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อิตาลี, ฮังการี, สวีเดน, Franco-Thai, Fulbright TGS, Chevening, Erasmus+ รวมถึงทุนจากมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน(แถมมีบูทจาก DAAD ของรัฐบาลเยอรมนีด้วย) เปิดบูทให้ทุกคนสามารถ Walk-in เพื่อพูดคุย ปรึกษา หรือรีวิว SoP แบบตัวต่อตัวได้
  • แจกฟรี Planner วางแผนเรียนต่อนอกสำหรับมือใหม่
  • IELTS Mock Test- ทดลองสอบ IELTS ฟรีโดย British Council IELTS (Walk-in only)
  • Alumni’s Talk: #ทอล์กเด็กนอก รายการพูดคุย-สัมภาษณ์รุ่นพี่นักเรียนทุนจากหลากประเทศ & แชร์ประสบการณ์เรียนต่อ การใช้ชีวิต จัดเต็ม 24 หัวข้อสุด Exclusive
  • Top Uni’s Rankings Runway:ส่องอันดับ Top 10 มหาวิทยาลัยโลก ของ 41 สาขายอดฮิต
  • Dek-D’s Language Test:โปรแกรมทดสอบความรู้ภาษาต่างประเทศ วัดความพร้อมก่อนไปเรียนต่อนอก!
  • จัดพร้อม Dek-D’s TCAS Fair 2025 งานเรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทยที่ใหญ่ที่สุด มางานเดียวคุ้ม ได้เลือกทั้งไทยและต่างประเทศ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...