วันแรงงานปี’68 คึกคัก แห่ท่องเที่ยว-ซื้อของเพิ่ม ดันเงินสะพัด 2.1 พันล้าน
ม.หอการค้าฯคาด “วันแรงงาน” ปี’68 คึกคักกว่าปีที่แล้วถึง 49.6% พบพฤติกรรมท่องเที่ยวช่วงวันหยุดต่อเนื่อง ซื้อของเพิ่ม ใช้จ่ายเฉลี่ยรายละ 1,790 บาท ดันเม็ดเงินสะพัด 2,185 ล้านบาท
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจแรงงานไทยทั่วประเทศจำนวน 1,250 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน 2568
แรงงานกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่า ในปี 2568 นี้ บรรยากาศวันแรงงานจะคึกคักมากกว่าปี 2567 อยู่ที่ 49.6% ส่งผลให้มีมูลค่าการใช้จ่ายในวันแรงงานปีนี้อยู่ที่ 2,185 ล้านบาท ขยายตัว 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งปี 2567 มีมูลค่าการใช้จ่ายอยู่ที่ 2,117 ล้านบาท
โดยกิจกรรมในช่วงวันหยุดแรงงานของแรงงานกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไปซื้อของ 46.4% ทานอาหารนอกบ้าน 27.3% ใช้จ่ายเฉลี่ย 1,790.72 บาท เพิ่มขึ้น 62.9% ท่องเที่ยว 13.9% ใช้จ่ายเฉลี่ย 3,890.31 บาท เพิ่มขึ้น 63% และพักผ่อนอยู่บ้าน 31.9% ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดแรงงานเฉลี่ย 2,890 บาทต่อราย ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายในภาพรวมของปี 2568 ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 29.9%
รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าวต่อไปว่า ปีนี้สถานการณ์มีความใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และคาดว่าจะมีความคึกคักมากกว่าปี 2567 ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ทรัมป์ 2.0 ยังไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ จากตัวเลขมูลค่าการใช้จ่ายที่มากขึ้น 29.9% ประกอบกับปริมาณจำนวนการซื้อที่เพิ่มขึ้น 32.2% แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงวันหยุดพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม ต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์ ทำให้มีเวลาสำหรับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายมากขึ้น
“ปีนี้วันแรงงานคึกคัก คาดว่าจะมีเงินสะพัด 2,185 ล้านบาท ขยายตัว 3.2% เทียบกับปีที่แล้วที่ขยายตัว 2.4% แรงงานมีการผ่อนคลายทางการเงิน มีวันหยุดที่มากขึ้น”
สำหรับสถานการณ์ของแรงงานไทยในปีนี้เริ่มดีขึ้น จากพฤติกรรมที่มีเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 38.6% มีการใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่รับถึง 52.1% และใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ที่รับ 25.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สอดคล้องกับการชำระหนี้ต่อเดือนในปี 2568 ลดลงจากปีก่อนที่ 9,295.56 บาท เหลือ 8,407.55 บาท
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีมาตรการแปลงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ระบบมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทำให้กลุ่มตัวอย่างนำเงินส่วนดังกล่าวไปชำระหนี้ รวมถึงมาตรการคุณสู้ เราช่วยจะมีส่วนในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสถานภาพแรงงานที่ดีขึ้น
“กลุ่มตัวอย่างมีการผ่อนชำระที่ลดน้อยลง ตัวเลขการออมก็มีสัดส่วนที่สูงขึ้นจาก 33.8% ในปีที่แล้วมาเป็น 38.6% แสดงว่าแรงงานมีการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ได้ก่อหนี้เพิ่ม แต่ประคับประคองไว้ เรายังมองไม่เห็นความน่ากังวลของการสำรวจเลย” รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าว
รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าวอีกด้วยว่า คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ได้มีการประชุมมาแล้ว 2 รอบ ในเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากที่ประชุมมีความเห็นต่างกัน จึงให้จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมและจัดประชุมใหม่ในเดือนพฤษภาคม
รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่่า 400 บาททั่วประเทศ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศ เนื่องจากเกิด Trade War ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
หากขึ้นค่าแรงทั้งประเทศจะกระทบผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งในช่วงเมษายน 2567 ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ใน 10 จังหวัดนำร่อง ซึ่งเป็นเพียงบางเขตพื้นที่และบางจังหวัดเท่านั้น
ประกอบด้วย กรุงเทพฯ (เขตปทุมวัน/วัฒนา) กระบี่ (เขต อ.อ่าวนาง) ชลบุรี (เขตพัทยา) เชียงใหม่ (เขตเทศบาลนครเชียงใหม่) ประจวบคีรีขันธ์ (เขตหัวหิน) พังงา (เขตเทศบาลคึกคัก) ภูเก็ต ระยอง (เขตบ้านเพ) สงขลา (เขตหาดใหญ่) สุราษฎร์ธานี (เขตเกาะสมุย) กลุ่มกิจการโรงแรม 4 ดาวขึ้นไป และมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป และมกราคม 2568 ในอีก 4 จังหวัด 1 อำเภอ (ภูเก็ต, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และเกาะสมุย)
“รัฐบาลอยากให้วันที่ 1 พฤษภาคมมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท แต่ยังสรุปไม่ได้ น่าจะมาจากคณะกรรมการไตรภาคียังไม่ได้ข้อสรุป ขณะเดียวกันนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าและมีการเลื่อนออกไป 90 วัน รวมถึงการส่งมอบสินค้าในอัตราภาษีที่ไม่ถูกตอบโต้นั้น ผู้ประกอบการเองยังไม่มีความมั่นใจว่าทรัมป์ 2.0 จะส่งผลกระทบกับไทยอย่างไรในอนาคต” รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วันแรงงานปี’68 คึกคัก แห่ท่องเที่ยว-ซื้อของเพิ่ม ดันเงินสะพัด 2.1 พันล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net