โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ผบช.สอท. ยัน 119 ผู้ต้องหาคนไทยจากปอยเปต มีความผิดทั้งหมด

The Reporters

อัพเดต 04 มี.ค. 2568 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 08.34 น.

แบ่งเป็น 100 คน ผิดอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนอีก 19 คน มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พบ บอสชาวจีน แปลงเงินเป็นสกุลดิจิทัลนำออกนอกประเทศ เร่งหารือ ก.ล.ต. อุดช่องโหว่

วันนี้ (4 มี.ค. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบปากคำผู้ต้องหาชาวไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ถูกจับกุมในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา จำนวน 93 รายว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนผู้ต้องหา ซึ่งมีการสอบไปแล้วประมาณกว่า 20 ปาก โดยทั้ง 20 คนให้การรับสารภาพ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานที่ตึกในย่านพลูตาสวนเป็นที่ทำการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง และมีการหลอกลวงหลายรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเพิ่มว่ามีการหลอกลวงลักษณะข่มขู่ และมีการหลอกให้รักและลงทุนอีกด้วย ซึ่งคำให้การสอดคล้องกับข้อกล่าวหาของผู้เสียหายที่อยู่ในระบบไทยโปลิสออนไลน์ และยังสอดคล้องกับผลการสอบสวนของทางการกัมพูชาที่พบว่าคนเหล่านี้สมัครใจไปทำงานส่งมาให้กับทางการไทย โดยทางตำรวจจะทำการตรวจพิสูจน์โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตัวกับผู้ต้องหามาด้วย

ส่วนมาตรฐานการคัดกรองว่าเป็นผู้ต้องหาหรือเหยื่อ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหน่วยงานหลัก ส่วนตำรวจไซเบอร์จะสืบสวนเฉพาะคดีอาญาจนนำไปสู่การได้พยานหลักฐาน และออกหมายจับ

สำหรับข้อหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้น จะต้องเป็นกลุ่มคนอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป และครั้งนี้เฉพาะคนไทยอย่างเดียวนับร้อยคน และจะต้องเป็นความผิดตั้งแต่ 2 รัฐขึ้นไป ซึ่งกรณีนี้มีการกระทำความผิดเพราะที่ตั้งอยู่ในกัมพูชา และโทรศัพท์หรือแชทมาหลอกคนไทยในประเทศไทย รวมถึงความผิดในข้อหาของไทยที่มีอัตราโทษตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ทั้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, อั้งยี้ซ่องโจร และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ทั้งหมดจึงเข้าข่ายการเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

ส่วนแผนภูมิขององค์กรนี้ เบื้องต้นตำรวจสามารถออกหมายจับชาวจีนได้ 2 ราย ที่เชื่อว่าเป็นระดับบอสสั่งการ เพราะคนไทย 119 คนเป็นเพียงพนักงาน ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงาน โดยในการสืบสวนพบว่า มีระดับผู้บริหารจำนวน 20 คน ที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบทางเส้นทางการเงิน

อีกทั้ง ยังพบว่า เมื่อได้เงินจากการหลอกเหยื่อแล้วจะโอนไปซื้อเงินสกุลดิจิทัล และนำออกนอกประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยไปแล้ว และวันนี้ได้หารือกับทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. โดยเฉพาะแนวทางสืบสวนว่าเส้นทางการเงินของสกุลดิจิทัลว่ามีปลายทางไปอยู่ที่ใด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุอีกว่า จากการสอบปากคำพบว่ากลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีรายได้ต่อคน คนละ 20,000 บาท ส่วนค่าคอมมิชชั่นได้ 5% แต่เมื่อข้ามแดนไปจะต้องมีค่าดำเนินการที่ต้องติดหนี้กับทางบริษัทคนละ 70,000 บาท ดังนั้นหากจะไม่ทำงานจะต้องหักเงินมาใช้หนี้ก่อน หรือทำงานเพื่อให้หักรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเชื่อว่ากลอุบายนี้คนที่ข้ามไปทำงานจะต้องทำงานอย่างน้อย 7 เดือน

นอกจากนี้ การสอบสวน ตำรวจยังพบว่า 15 คนไทย ที่ยังไม่ออกหมายจับ ผลการคัดกรองไม่ได้ระบุว่าเป็นเหยื่อ แต่สมัครใจไปทำงานเว็บพนัน จึงยังไม่เข้าข่ายความผิดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนจะมีความผิดที่เกี่ยวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีก 100 คนหรือไม่ อยู่ระหว่างการขยายผล แต่เบื้องต้นพบว่ามีความผิดเข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ซึ่งตำรวจ ตม.ได้มีการเปรียบเทียบปรับไปแล้ว

ส่วนอีก 2 คนที่เป็นเยาวชนเข้าข่ายความผิดร่วมในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ จะมีรูปแบบมาตรการดำเนินคดีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่การสอบปากคำคาดว่า อย่างช้าสุดจะเสร็จสิ้นในวันพรุ่งนี้เช้า (5 มี.ค. 68) และอาจจะมีความชัดเจนของคนที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี โดยพรุ่งนี้เวลา 09:30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ จะมาแถลงข่าวอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...