โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ข้าวราคาดิ่ง สต๊อกโลกทะลัก ชาวนาขอรัฐประกันตันละ 1.2 หมื่นบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.พ. 2568 เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2568 เวลา 00.00 น.

วิกฤตข้าวนาปรัง หลังข้าวเปลือกเจ้าราคาตกต่ำเหลือแค่ 8,000 กว่าบาท สมาคมชาวนาร้องขอประกันราคาข้าวตันละ 1.2 หมื่นบาท บอกปัด 3 มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล “ช่วยค่าฝากเก็บ-ชดเชยดอกเบี้ยโรงสี-เปิดจุดรับซื้อ” ไม่ตอบโจทย์ พร้อมขู่ระวังสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล สมาคมผู้ส่งออกข้าวกังวล ข้าวไทยตอนนี้แพงสุดในโลก ต้องแข่งเดือด อินเดีย-เวียดนาม ซ้ำเติมสต๊อกข้าวโลกล้นทะลัก แถมยังไม่มีออร์เดอร์ “บิ๊กลอต” เข้ามา จับตาเดือน มี.ค.-เม.ย. ข้าวนาปรังจะออกสู่ตลาดมากสุด ฉุดราคาดิ่งลงเหว

ข้าวเปลือกนาปรังปี 2567/2568 คาดการณ์ผลผลิต 6.53 ล้านตัน ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดกำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ หลังราคาข้าวเปลือกเจ้ารูดลงมาเฉลี่ยเหลือแค่ 8,650 บาท/ตัน หรือปรับลดลงมา 30% จากราคาช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าต่ำกว่า 10,000 บาท จนสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยต้องออกมา “กดดัน” รัฐบาล ขอให้ออกมาตรการช่วยเหลือด้านราคาข้าวนาปรัง ก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปรังกว่า 4.42 ล้านตัน จะออกสู่ตลาดมากที่สุดในระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายนนี้

เข็นมาตรการช่วยข้าวนาปรัง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ด้านการตลาด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 3 มาตรการ ในการช่วยเหลือราคาข้าวนาปรัง ได้แก่ 1) การให้สินเชื่อชะลอข้าวนาปรังปี 2568 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน มีระยะเวลาในการจัดเก็บ 1-5 เดือน แบ่งเป็น ค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน ใช้วงเงิน 1,219 ล้านบาท ทั้งนี้ หากเกษตรกรเก็บข้าวในยุ้งฉางตัวเองจะได้รับค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน แต่หากเก็บกับสหกรณ์ สหกรณ์จะได้ค่าฝากเก็บ 500 บาท/ตัน และเกษตรกรได้รับ 1,000 บาท/ตัน

2) การชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้กับโรงสีข้าวในอัตรา 6% เพื่อเก็บสต๊อกข้าวนาน 2-6 เดือน มีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการโรงสีข้าวรับซื้อข้าวเปลือกในราคา “สูงกว่า” ราคาตลาด 200 บาท/ตันขึ้นไป เป้าหมายเพื่อเก็บสต๊อกข้าวเปลือก 2 ล้านตัน ใช้วงเงิน 524 ล้านบาท

และ 3) การเปิดจุดรับซื้อข้าว โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 500 บาท/ตัน มีเงื่อนไขผู้ประกอบการจะต้องรับซื้อข้าวในราคาที่ “สูงกว่า” ราคาตลาด 300 บาทต่อตันขึ้นไป มีเป้าหมายรับซื้อข้าว 300,000 ตัน ใช้วงเงิน 150 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะช่วยเหลือราคาข้าวนาปรัง 1,893 ล้านบาท คาดการณ์จะใช้เงินจากงบฯกลาง และกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)

“มาตรการช่วยเหลือด้านราคาข้าวนาปรังทั้ง 3 มาตรการของรัฐบาลมีขึ้นเพื่อจูงใจและดันราคาข้าวในตลาดให้สูงขึ้น เป้าหมายราคาข้าวเปลือกไม่ต่ำกว่า 8,500 บาท/ตัน” นายพิชัยกล่าว

ส่วนนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มีเป้าหมายช่วยชาวนาให้ได้ราคาข้าวเปลือกสดไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท หากตอนนี้ราคาข้าวเกี่ยวสดได้ 7,000 บาท ชาวนาก็จะได้เงินเพิ่มจากมาตรการชะลอฝากเก็บ 1,000-1,500 บาท เท่ากับว่าจะได้เงิน 8,000-8,500 บาท/ตัน ซึ่งเป็นไปตามที่ชาวนาต้องการ

คำถาม 9 ข้อของ ส.ชาวนาไทย

ก่อนหน้านี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้ยื่นหนังสือไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่น 3 ข้อเสนอ ได้แก่ 1) ชดเชยการห้ามเผาฟางไร่ละ 500 บาท ตามพื้นที่เพาะปลูกจริง 2) ช่วยเหลือราคาข้าวไร่ละ 500 บาท จ่ายตามพื้นที่ปลูกจริง และ 3) ช่วยเหลือปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา น้ำมันนั้น ล่าสุดภายหลังจากที่ประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ มีมติกำหนดมาตรการช่วยเหลือราคาข้าวนาปรัง 3 มาตรการ ได้แก่ การขยายโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปรัง ด้วยการช่วย “ค่าฝากเก็บ” ตันละ 1,500 บาท, โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการโรงสีในการเก็บสต๊อกข้าว 6% และการเปิดจุดรับซื้อข้าวนั้น

ล่าสุดสมาคมได้ออกแถลงการณ์แสดงให้เห็นถึง ข้อจำกัดและผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณ (1,893.53 ล้านบาท) การเปิดช่องให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย และความไม่พร้อมของสถาบันที่จะเข้าร่วมโครงการ ประกอบกับมาตรการทั้ง 3 มาตรการที่ออกมานั้น “ยังไม่ตรงตามความเดือดร้อนของเกษตรกร” ด้วย ดังนั้นสมาคมจึงขอให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ “ทบทวนและวางมาตรการช่วยเหลือชาวนาใหม่” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และป้องกันการสุ่มเสี่ยงทางด้านเสถียรภาพของรัฐบาลเอง

ด้วยการ 1)ขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการประกันราคาข้าวเปลือกจ้าวนาปรัง ความชื้นไม่เกิน 15% ราคา ไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท/ตัน ความชื้นไม่เกิน 25% ราคาไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/ตัน 2)ขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีงดเผาตอซังข้าวไร่ละ 500 บาทตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนไว้ 3)ขอให้มีการควบคุมปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา น้ำมันเชื้อเพลิง 4)พิจารณาชดเชยพื้นที่ที่เป็นทุ่งรับน้ำตามที่เกษตรกรรเองขอ และ 5)ขอให้รัฐพิจารณาโครงการไร่ละ 1,000 บาทไว้คงเดิม อันเป็นการวางมาตรการความเสี่ยงในเรื่องของต้นทุนการผลิต

พร้อมกันนี้ ในแถลงการณ์ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ตั้งคำถามถึงรัฐบาล 9 ข้อ ได้แก่ 1) พื้นที่นาปรัง 10 ล้านไร่ ผลผลิต 6.53 ล้านตัน แต่โครงการช่วยเหลือราคาข้าวนาปรังของรัฐบาลมีเป้าหมายซื้อเพียงแค่ 3.8 ล้านตัน คำถามคือ ข้าวเปลือกส่วนที่เหลือจะทำอย่างไร และชาวนาที่เกี่ยวไปแล้วจะทำอย่างไร 2) ราคาข้าวที่ตั้งไว้ “ไม่ต่าง” จากราคาตลาดที่มีการซื้อขาย ข้าวแห้ง (คช.15%) ที่ 8,500-8,800 บาท/ตัน ข้าวสด (คช.ประมาณ 25%) 7,200-7,500 บาท/ตัน

3) ต้องใช้หลักฐาน เช่น ใบขึ้นทะเบียนเกษตรกรและอื่น ๆ หรือไม่ เพื่อยืนยันสิทธิและจำนวนข้าวที่ขาย และจะป้องกันอย่างไรว่า ไม่เป็นการเอาข้าวของผู้ประกอบการมาสวมแล้วใช้สิทธิของชาวนาในการรับส่วนต่าง 1,000 บาท/ตัน 4) ชาวนาที่ขายข้าวนาปรังไปก่อนหน้านี้แล้ว จะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร 5) การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวในฤดูนาปรังมีจำนวนพื้นที่และจำนวนชาวนากี่ราย 6) ข้อเท็จจริงที่ในวงการค้าข้าวและชาวนารับรู้กันว่าปัจจุบัน มีเกษตรกรนำข้าวที่ไม่เป็นพันธุ์ข้าวของไทยมาปลูกจำนวนมากในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ในส่วนนี้จะมีการจำกัดสิทธิเข้าโครงการหรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรอย่างไร

7) ชาวนาเพาะปลูกข้าวในฤดูนาปรังมีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมปทุม พันธุ์ข้าวกลุ่มข้าว 5% กข.79 พื้นนุ่ม ข้าวเหนียว จะดูแลแต่ละกลุ่มข้าวอย่างไร ควรจะกำหนดมาตรการในคราวเดียวกัน 8) สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้นำเสนอ ให้จ่ายเงินโดยตรงให้ชาวนา 500 บาท/ไร่ หรือที่ชาวนาที่ออกมาเรียกร้องเสนอให้มีการ “ประกันรายได้” เพราะเหตุผลใดจึงไม่นำมาพิจารณา ทำไมไม่จ่ายตรงให้กับชาวนาเลย ทำไมต้องซื้อข้าวไปเก็บแล้วจ่ายค่าฝากให้ชาวนา 1,000 บาท/ตัน และจ่ายให้สหกรณ์และ/หรือโรงสี ที่เข้าร่วม 500 บาท/ตัน ทั้งที่เกษตรกรได้รับประโยชน์ไม่ทั่วถึง และ 9) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสีที่เก็บฝาก เดิมที่ให้ 3% เพิ่มชดเชยอีก 3% รวมเป็น 6% หรือว่าขึ้นโครงการใหม่เป็น 6% โดยรัฐบาลจะต้องใช้วงเงินเพิ่มอีก 500 กว่าล้านบาท ประโยชน์จะถึงมือชาวนาจริงหรือไม่ และยังมีคำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ประกอบการ (โรงสีข้าว) จะซื้อข้าวในราคานำตลาด 200 บาทจริง

ชดเชย ดบ. 6% โรงสีขอดูก่อน

ด้านผู้ประกอบการโรงสีข้าวกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการที่ออกมาทั้ง 3 ข้อนั้น “ถือว่าดีพอใช้” เพราะมีเป้าหมายต้องการช่วยที่จะยกระดับราคาข้าวในตลาดและช่วยเหลือชาวนา แต่ก็ยังเป็นห่วงในส่วนของการนำ “ข้าวสด” ไปฝากเก็บกับกลุ่มสหกรณ์ แม้จำนวนและปริมาณสหกรณ์จะมีเพียงพอ แต่ยังมีสหกรณ์หลายกลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะในส่วนของไซโลและโรงอบข้าว เพราะข้าวสดที่นำมาฝากเก็บจำเป็นจะต้องนำมาอบ และเก็บในไซโลอย่างดี เพื่อยังคงรักษาคุณภาพและปริมาณข้าว ซึ่งสหกรณ์ที่มีไซโลและโรงอบข้าวมีจำนวนยังน้อย

ส่วนมาตรการช่วยผู้ประกอบการโรงสีชดเชยดอกเบี้ย 6% มองว่า “ยังชดเชยน้อยไป” หากเทียบกับความคุ้มทุนและระยะเวลาในการฝากเก็บ เพราะจากการพิจารณามาตรการแบบเดียวกันนี้ในช่วงฤดูกาลผลิตข้าวนาปี เมื่อผู้ประกอบการมีการฝากเก็บในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามกำหนด แต่ผลปรากฏว่า ราคาข้าวในตลาดลดลง ยกตัวอย่าง รับฝากเก็บในราคาที่ 16 บาท/กก. แต่ราคาข้าวลดลงมาอยู่ที่ 13 บาท/กก. ทำให้ผู้ประกอบการโรงสีข้าวขาดทุนในบางช่วง เพราะยังไม่สามารถระบายข้าวออกไปได้ เนื่องจากมีกำหนดเงื่อนไขในการฝากเก็บอยู่ ดังนั้นการเข้าร่วมโครงการชดเชยอัตราดอกเบี้ย 6% ครั้งนี้ โรงสีข้าวอาจจะต้องศึกษาและพิจารณาดูเงื่อนไขอย่างละเอียด เพราะหากโรงสีกระทำผิดเงื่อนไขอาจจะถูกดำเนินคดีและทำตามกฎหมายหรือไม่

ปัดประกันราคาข้าวทำไม่ได้

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ออกแถลงการณ์ “ไม่เห็นด้วย” กับมาตรการช่วยเหลือราคาข้าวนาปรัง 3 ข้อ ของคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ด้านการตลาด ว่าได้โทรศัพท์ไปพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ และชี้แจงกับสมาคมชาวนาฯแล้วว่า มาตรการอาจจะไม่ตรงใจเกษตรกรทั้งหมด “ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ และสามารถที่จะเจรจาพูดคุยกันได้” โดยในส่วนของข้อเสนอสมาคมชาวนาฯที่ต้องการให้รัฐบาลใช้มาตรการประกันราคาผลผลิตข้าวเปลือกเจ้าในฤดูนาปรังปีการผลิต 2568 ความชื้นไม่เกิน 15% ราคาไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท/ตัน และความชื้นไม่เกิน 25% ราคาไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/ตันนั้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 สมัยที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ครม.กำหนดให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงต่อเกษตรกร และให้พิจารณาใช้มาตรการสนับสนุนการเพิ่มระดับการผลิตแทน เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งอาจเข้าข่ายผิดเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO) อีกด้วย

นอกจากนี้ สมาคมชาวนาฯยังได้เสนอให้ขยายโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปรัง ช่วยค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน ให้ครอบคลุมไปยังโรงสีข้าว นอกเหนือไปจากสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมรับข้อเสนอและเตรียมจะหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ถึงความเป็นไปได้และแนวทางที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ส่วนคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนั้นอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด เบื้องต้นอาจพิจารณาจากรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวนาปีไว้กับกรมวิชาการเกษตร โดยจะต้องพิจารณากำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์อีกครั้ง เนื่องจากในอดีตรัฐบาลไม่เคยมีมาตรการช่วยเหลือด้านราคาข้าวนาปรังมาก่อน คาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อเสนอให้ นบข. พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า

ข้าวไทยแพงสุดในตลาดโลก

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ตลาดข้าวในปี 2568 มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกที่คาดว่า “จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อลดลง” โดยจะพบว่า ผู้นำเข้าข้าวอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งนำเข้าข้าวในปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 4-5 ล้านตันไปแล้ว ดังนั้นในปีนี้ อินโดนีเซียจึงไม่มีแนวโน้มที่จะนำเข้าข้าว เนื่องจากยังมีสต๊อกคงเหลือ ส่วนประเทศอินเดียก็กลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง หลังจากที่ไม่มีการส่งออกข้าวในตลาดโลกมาถึง 2 ปี ซึ่งจะมีผลต่อราคาข้าวในตลาดโลกมาก

นอกจากนี้ยังพบว่า อินเดียมีปริมาณสต๊อกข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ประกอบกับผลผลิตในปีนี้ก็สูงสุดในรอบ 30 ปี คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก รวมไปถึงประเทศผู้ผลิตต่าง ๆ เช่น เวียดนาม, ปากีสถาน, เมียนมา และกัมพูชา รวมไปถึงประเทศไทย คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวในปีนี้จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก “ผมมองว่าสถานการณ์ข้าวโอเวอร์ซัพพลาย ส่วนความต้องการนำเข้ายังคงต้องติดตาม สำหรับการส่งออกข้าวไทยในเดือนมกราคม 2568 ไทยส่งออกข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 500,000-600,000 ตัน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อที่อยู่ระหว่างส่งมอบ ส่วนคำสั่งซื้อใหม่มีบ้าง แต่เป็นออร์เดอร์เล็กน้อย ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งซื้อข้าวจำนวนมาก ๆ เข้ามา” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีการส่งออกและระบายข้าวเข้าสู่ในตลาดมากขึ้น ภายหลังจากที่ไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีปัญหาภายใน ดังนั้นข้าวที่เวียดนามนำออกมาขาย “จึงมีราคาถูก” เนื่องจากจำเป็นจะต้องเร่งระบายข้าวเดิมก่อนที่ข้าวใหม่จะออกมา โดยราคาข้าวขาวของเวียดนามถูกสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 390-395 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนปากีสถานราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 400-405 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ข้าวไทย ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 410-415 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือตอนนี้ข้าวขาวไทยมีราคาแพงสุด

ข้าวล้นตลาดโลก

ด้านตัวเลขปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลก กระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDR) ได้คาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกในปี 2568 ไว้ที่ 532 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา โดยประเทศที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ จีน คาดว่าอยู่ที่ 145.28 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 0.5%, อินเดีย 145 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.2%, อินโดนีเซีย 34 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 3%, เวียดนาม 26.50 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนผลผลิตข้าวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 20.10 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 0.5%

ขณะที่การบริโภคข้าวในตลาดโลกในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 530.52 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 1.3% โดยประเทศที่มีการบริโภคเพิ่มขึ้น เช่น อินเดียเพิ่มขึ้น 4%, อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 1.4%, ปากีสถานเพิ่มขึ้น 2.5%, ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 3.6% ด้านการส่งออกข้าวในตลาดโลกปีนี้ คาดว่าจะมีปริมาณ 58.53 ล้านตัน โดยประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวมากสุดก็คือ อินเดีย 22.50 ล้านตัน หรือขยายตัว 26.4%, ไทย 7.50 ล้านตัน หรือหดตัว 24.2%, เวียดนาม 7.50 ล้านตัน หรือหดตัว 17%, ปากีสถาน 5.30 ล้านตัน หรือหดตัว 18.2% และกัมพูชา ส่งออกอยู่ที่ 3.40 ล้านตัน หรือหดตัว 8.1%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้าวราคาดิ่ง สต๊อกโลกทะลัก ชาวนาขอรัฐประกันตันละ 1.2 หมื่นบาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...