ภาษีทรัมป์ สะเทือน ไทย หนักสุดในเอเชีย แนะทบทวนนโยบายแจกเงิน ดึงงบใช้รับมือ
KKP ประเมิน สหรัฐเก็บภาษี 37% สะเทือนเศรษฐกิจไทยมากกว่าแผ่นดินไหวเดือนมี.ค. คาดหาก ไทย ไม่เร่งเจรจาจีดีพีไทยลดลง 1.1% มีโอกาสเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย แนะทบทวนนโยบายแจกเงิน นำงบช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คาดกนง.หั่นดอกเบี้ย
4 เม.ย. 2568 ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ไทยเจอผลกระทบจาก 2 เหตุการณ์ใหญ่ในขณะนี้ เหตุการณ์แรก คือแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่มองว่าผลต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะเป็นผลกระทบระยะสั้น โดยกระทบในด้านการท่องเที่ยวที่อาจจะเห็นการยกเลิกทริปบ้าง แต่โชคดีที่ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวทำให้คาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาได้ในช่วงไฮท์ซีชั่นปลายปี
ส่วนผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อาจจะทำให้คนไม่อยากใช้จ่ายในช่วงนี้ แต่รายจ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพราะต้องซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายและอาจจะกระทบต่อการจ่ายหนี้บ้าง นอกจากนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาจากยอดขายที่อาจจะชะลอไป
ส่วนภาคธนาคารมีผลกระทบในเชิงมูลค่าหลักประกันบ้างแต่ไม่เยอะ ขณะที่กลุ่มประกันภัยก็มีการส่งประกันต่อออกไปทำให้ลดผลกระทบลงไป อย่างไรก็ดียังมีกลุ่มได้รับประโยชน์อยู่ด้วยเช่น กลุ่มค้าวัสดุก่อสร้าง และพลังงานที่มีความต้องการบริโภคมากขึ้น
“ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยจะเห็นได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะมีผลกระทบทางลบในระยะสั้น ผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างเดียวไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจไทยยาวนาน แต่ไทยเจอแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าแผ่นดินไหวจริงๆและกระทบกับเศรษฐกิจไทยคือเมื่อวันที่ 2 เม.ย.จากReciprocal Tariffs ของทรัมป์ที่เก็บภาษีจากไทย 37%”
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า การประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการประกาศสงครามการค้าในวงกว้างทุกอุตสาหกรรมทุกประเทศ เพราะแม้แต่ประเทศที่มีแต่แพนกวินยังโดนไปด้วย ซึ่งการประกาศของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการค้าของสหรัฐฯกลับหัวกลับหาง
เพราะหากจำกันได้ สหรัฐฯเคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการลดภาษีศุลกากรในอดีตเพื่อสนับสนุนภาคการค้าโลกเสรีเมื่อเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันสหรัฐเป็นผู้นำในการขึ้นภาษี ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐปรับขึ้นจาก 10% ไปถึง 20% นับเป็นอัตราภาษีที่ขึ้นเร็วและแรงมาก สำหรับประเทศไทยถูกเก็บภาษีเฉลี่ยจากสหรัฐประมาณ 11% และมีการคาดการณ์ว่าหากไทยโดนเก็บเพิ่มเป็น 15 – 20% ก็นับว่าสูงแล้ว แต่ไทยถูกเก็บ 37% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
“ผลจากการประกาศ Reciprocal Tariffs ของทรัมป์ในครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัว โดยสหรัฐเองจะเกิด Stagflation หรือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อสูง ส่วนประเทศคู่ค้าของสหรัฐจะเกิดภาวะเงินฝืด (Deflation) และไม่มีทางที่จะปล่อยให้เกิดขึ้นได้นานทำให้เกมการค้าโลกที่เล่นในตอนนี้เป็นเกมของการต่อรองไม่ใช่เกมทางภาษี เรียกว่าเป็นการเคาะกะลาเรียกคนมานำเสนอเงื่อนไขที่สหรัฐอยากได้”
ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า แล้วทำไมทรัมป์ต้องขึ้นอัตราภาษีนำเข้า ก็เพราะเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาลที่ประเมินไว้ที่ 100-400 พันล้านดอลลาร์ และทรัมป์ต้องการส่งเสริมการลงทุนในภาคการผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ และต้องการปรับสมดุลการค้า เพราะทรัมป์ประกาศไว้ว่าการขาดดุลการค้าเท่ากับสหรัฐถูกเอาเปรียบ
นอกจากนี้เป็นเครื่องมือในการทำสงครามการค้ากับจีน ปิดช่องโหว่ที่จีนเคยเลี่ยงผลกระทบโดยการย้ายฐานผลิตไปประเทศอื่น นอกจากนี้ทรัมป์ยังใช้อำนาจการเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกเป็นเครื่องมือต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
“ภาษีที่สหรัฐประกาศขึ้นมาแล้วไม่มีโอกาสกลับไปในระดับเดิมได้อีก แต่อัตราภาษีที่ขึ้นอาจจะน้อยลงจากที่ทรัมป์ประกาศออกมาได้ เพราะมีโอกาสที่การเจรจาจะทำให้อัตราภาษีลดลงมา ซึ่งหากสามารถเจรจราได้ก็อาจจะเห็นการปรับขึ้นจริง 5 – 10%”
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทรัมป์เสนอทางเลี่ยงการใข้มาตรการตอบโต้ทางภาษีเอาไว้ เช่น ต้องผลิตสินค้าในสหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าตอบแทนให้สหรัฐ ลดมาตรการกีดกันการค้า อย่าแทรกแซงค่าเงิน ต้องซื้อสินค้าสหรัฐฯ โดยความเสี่ยงและผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์คือ การตอบโต้จากประเทศที่ได้รับผลกระทบและราคาสินค้าในสหรัฐฯแพงขึ้น รวมทั้งการค้าโลกมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น
สำหรับทางเลือกของประเทศไทย คือ
1. สู้ (retaliate) ที่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
2. หมอบ (negotiate) โดยวิธีเจรจาโดยใช้กลุ่มอาเซียนเพิ่มอำนาจในการต่อรอง โดยแนวทางที่จะต่อรองได้ เช่น ลดภาษีศุลกากร ในกลุ่มเนื้อสัตว์ อาหาร เกษตรกรรม และเปิดตลาดที่อาจมีความอ่อนไหว กลุ่มเกษตรกรรม เนื้อหมู ไก่ อาหารสัตว์ ที่หากใช้แนวทางนี้ก็จะทำให้กระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดียังมีทางเลือกในการลดอุปสรรคด้านบริการ audiovisual services, พระราชบัญญัติธุรกิจการแพร่ภาพและพระราชบัญญัติบริการโทรคมนาคม, บริการทางการเงิน (รวมถึงการชำระเงิน ประกันภัย และใบอนุญาตธนาคารเสมือน) ลดอุปสรรคด้านการลงทุน เช่น กฎหมายให้ธุรกิจคนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจ
รวมทั้งซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้น เช่น พลังงาน (น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว), ถั่วเหลือง, ข้าวโพด เครื่องบิน เครื่องจักร อาวุธปราบ หรือการปราบปรามการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ (Rerouting) ทำตามที่สหรัฐฯร้องขอ เช่น การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงาน รวมทั้งการลงทุนในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นและข้อเสนอทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์
3. ทน (tolerate, stimulate) ที่มีผลกระทบส่งออกที่ต้องเทียบกับผลกระทบในประเทศ
“หากไทยเลือกที่จะทน จะเกิดผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจเพราะไทยส่งออกไปสหรัฐค่อนข้างมาก ถ้าทนรับภาษีที่ระดับนี้ทั้งปีจีดีพีไทยจะลดลงอีก 1.1% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเอเชีย
ไทยมีทางเลือกในการเจรจาต่อรอง แต่ต้องรู้ว่าจะต่อรองอะไรและจะเลือกอะไรไปต่อรอง เพราะแต่ละเรื่องเป็นเรื่องอ่อนไหวมากและจะมีผลกระทบตามมา แต่หากเจรจาช้าเจรจาไม่ได้ผลกระทบก็จะนานขึ้น และโอกาสที่เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยก็จะมีและต้องเจอสงครามค้าเงินอย่างเลี่ยงไม่ได้”
ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการใช้นโยบายการคลังมาช่วยบรรเทาผลกระทบก็ต้องทำอะไรมากขึ้นหลังจากนี้ โดยรัฐบาลอาจจะต้องทบทวนนโยบายแจกเงิน เพราะทรัพยากรทางการคลังเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ควรพิจารณาทบทวนเรื่องนโยบายประชานิยม นโยบายแจกเงินที่อาจจะมีผลต่อจีดีพีได้ค่อนข้างจำกัด แต่หากนำงบประมาณที่มีไปมองหานโยบายที่จะทำให้มีผลระยะยาว หรือไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแบบเจาะจงมากกว่าแจกเงินแบบหว่านและรั่วไหลไปที่อื่น
ส่วนนโยบายการเงินคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในสิ้นเดือนเม.ย.นี้และจะลดลงอีกครั้งในปี 2568 จนอยู่ที่ 1.5% จากที่อยู่ในระดับ 2% ในปัจจุบัน และในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.25% และหากผลกระทบจากสหรัฐมีมากกว่าที่คาดก็มีโอกาสที่จะเห็นดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่า 1.25% ในปีหน้าได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ในปัจจุบันยังสูงกว่าระดับที่เคยอยู่ในปี 2558 - 2562 ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐกิจไทยคือ 1.5% แต่ด้วยความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนทำให้กนง.ไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงมา แต่ปัจจุบันสถานการณ์หนี้เริ่มเบาลงมีโอกาสที่กนง.จะลดดอกเบี้ยได้
“ผลกระทบตอนนี้ลดดอกเบี้ยไม่สามารถช่วยได้ทันที แต่หากผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่คาดมีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปต่ำกว่า 1.5% ได้ เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงมาก เช่นตอนโควิด 19 ดอกเบี้ยนโยบายเคยลดลงไปถึง 0.5% เท่ากับตอนนี้กนง.ยังมีกระสุน 6 ครั้งที่จะใช้ แต่วันนี้ยังไม่มีวิกฤตทางภาคการเงินขนาดนั้น”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- TDRI แนะ 3 ทางรอดไทยใน สงครามการค้า ห่วงต่างชาติทบทวนลงทุนในไทย
- สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้ไทย 37% กระทบตลาดการเงินไทย ธปท. รอประเมินผลกระทบ
- รมว. คลัง เร่งเจรจาสหรัฐ รับมือ มาตรการภาษี ทรัมป์ ชี้หากไม่ทำอะไรเลยกระทบจีดีพีไทย 1%
- ทำเนียบขาว ออกเอกสารภาคผนวก “ภาษีตอบโต้” หลายประเทศอัตราภาษีเพิ่มอีก 1% “ไทย” บวกเพิ่มเป็น 37%