โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 16.30 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2567 เวลา 09.09 น. • Kawebook
เกิดใหม่พร้อมระบบเถาเป่าสุดเทพ คุณหนูตกอับวัย 6 ขวบจะกอบกู้ตระกูลอันแสนอบอุ่นนี้เองเจ้าค่ะ!

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่พร้อมระบบเถาเป่าสุดเทพ คุณหนูตกอับวัย 6 ขวบจะกอบกู้ตระกูลอันแสนอบอุ่นนี้เองเจ้าค่ะ!

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
ประพันธ์โดย : 火柴
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : zhaoyihui09

จากสาวนักช็อปวัย 26 สู่คุณหนูตกอับวัย 6 ขวบ!

ต้องมาตกระกำลำบากที่บ้านเกิดของบิดา

แต่ถ้าหากต้องอาศัยจวนตระกูลอวิ๋น… เกรงว่าอนาคตคงจะไม่สดใสเท่าไหร่!

ทว่าชาตินี้ “อวิ๋นเจียว” จึงได้พกพา “ระบบเถาเป่า” มาด้วย

ขนมล่าเถียว เมล็ดพันธุ์ เครื่องประทินผิว ของกิน ของใช้ ครบจบได้ด้วยระบบเถาเป่า

อยากได้อะไรก็แค่ควักออกมา! ถ้าไม่ใช้ก็แค่คืนระบบไปเพื่อแลกของชิ้นใหม่!

ในเมื่อครอบครัวนี้ทำให้นางได้สัมผัสความอบอุ่นว่าเป็นอย่างไร…

ดังนั้น… เพื่อให้พวกเขาสุขกายสบายใจ ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองตราบนานเท่านาน

ต่อให้ต้องทุ่มแต้มเถาเป่าหมดหน้าตัก นางก็ยินดี!

.

นิยายเรื่องนี้

ไม่มีพี่ชายใจร้าย ไม่มีพ่อแม่ขี้เหนียว

ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว สุดจะเฟี้ยวมีเถาเป่าอยู่ในมือ!!

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ

“การเสียสละที่ไร้ค่าในชีวิตก่อนจะต้องหมดไป “จิ่งเยี่ยนกุย” จะใช้โอกาสครั้งใหม่แก้ไขอดีตที่ผิดพลาด และหนีออกจากบ้านที่เป็นดั่งนรกนี้ซะ!”

อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

ตอนที่ 1 กลับบ้านเกิด

แม้ย่างเข้าต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทว่าสายลมพัดเอื่อยยังคงพาเอาไอเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก

น้ำแข็งและหิมะละลายไปจากท้องทุ่ง เผยให้เห็นยอดหญ้าสีเขียวอ่อนแตกหน่อแทรกพื้นดินขึ้นมา ต้นไม้สองข้างทางของทางหลวงต่างผลิใบอ่อน แตกยอดกิ่งก้านสาขาโอนเอนตามสายลมใต้แสงตะวัน

รถม้าสองคันแล่นไปตามทางอย่างไม่รีบร้อน ดึงดูดสายตาชาวบ้านตามท้องไร่ให้หันมอง ทุกคนต่างคาดเดาว่ารถม้าคันนี้จะมุ่งหน้าไปบ้านใคร

บนรถม้าเต็มไปด้วยหีบสัมภาระ ดูไม่เหมือนจะไปเยี่ยมญาติ หากจะว่าย้ายบ้าน ผู้ที่มีเงินพอจะซื้อรถม้าได้ จะมีใครยอมมาปักหลักอยู่ในหุบเขาทุรกันดารเช่นนี้เล่า?

อวิ๋นเจียวแง้มม่านรถม้าขึ้น มองดูหมู่บ้านเล็กๆ บนหุบเขาที่นี่ก็คือบ้านเกิดของอวิ๋นโส่วจงผู้เป็นบิดาของนางงั้นหรือ

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหวานนุ่มนวลของฟางซื่อดังขึ้นข้างใบหูของนาง "เจียวเอ๋อร์ อีกไม่นานก็ถึงบ้านเกิดของท่านพ่อเจ้าแล้ว ที่นั่นอาจไม่สะดวกสบายเท่าเมืองหลวง แต่ชนบทก็ย่อมมีสิ่งดีงามในแบบของมันเอง มีสิ่งแปลกใหม่มากมายให้เจ้าได้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ทำให้เจ้าเบื่อหน่ายเป็นแน่ และเจ้าก็ไม่ต้องกลัวไป อย่างไรเสียก็มีข้ากับท่านพ่อเจ้าอยู่ข้างๆ ทั้งคน"

อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองฟางซื่อ ดวงตากลมโตเป็นประกายฉายแววตื่นเต้น ริมฝีปากแดงระเรื่อเผยรอยยิ้มหวานหยด

"ท่านแม่วางใจเถิด ข้าไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ! ยิ่งไปกว่านั้นแค่มีพี่ใหญ่พี่รองอยู่เป็นเพื่อนข้าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ"

กล่าวจบก็กระโจนตัวเข้าสู่อ้อมอกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของฟางซื่อ ท่าทางออดอ้อนเช่นนี้เรียกรอยยิ้มจากฟางซื่อได้เป็นอย่างดี

ฟางซื่อใช้ปลายนิ้วจิ้มหน้าผากของนางเบาๆ แววตาฉายประกายเอื้อเอ็นดูและหวานล้ำจนน่าอิจฉา "เจ้าลิงน้อย ชอบออดอ้อนเสียจริง!"

อวิ๋นเจียวหัวเราะคิกคัก พลางซุกตัวในอ้อมกอดฟางซื่อแล้วหาท่านอนที่สบาย ในใจพลันทอดถอนใจครุ่นคิดว่าเวลาผ่านไปเร็วราวพริบตา นางทะลุมิติมายังแคว้นต้าเยี่ยก็ผ่านไปสองเดือนแล้ว

วันคนโสด [1] อวิ๋นเจียวกำลังสนุกกับการชอปปิงออนไลน์บนเถาเป่า [2] อยู่ จู่ๆ นอกหน้าต่างก็มีเสียงฟ้าร้องดังสนั่น จอคอมพิวเตอร์ดับวูบ นางก็หมดสติไปพร้อมกับกลิ่นไหม้ พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองได้เกิดใหม่ในร่างของเด็กสาววัยหกขวบที่มีชื่อเดียวกันกับนาง

ฟางซื่อรักอวิ๋นเจียวมาก ไม่เพียงแต่ฟางซื่อ อวิ๋นโส่วจง อวิ๋นฉี่เยว่ และอวิ๋นฉี่ซาน ต่างก็รักและเอ็นดูนางอย่างสุดหัวใจ ปกป้องนางราวกับแก้วตาดวงใจ

ก่อนที่จะทะลุมิติมา อวิ๋นเจียวเป็นเด็กกำพร้าในเทียนเฉาในช่วงยี่สิบหกปีที่นางอาศัยอยู่ในเทียนเฉา สิ่งที่นางปรารถนามากที่สุดคือความรักใคร่จากครอบครัว นางไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะมีวันนี้ วันที่นางได้นอนซุกตัวออดอ้อนในอ้อมกอดอันอบอุ่นของผู้เป็นมารดา

อวิ๋นเจียวจะรักถนอมของขวัญล้ำค่าที่สวรรค์ประทานอย่างดียิ่ง

นางไม่ทราบว่าเหตุใดอวิ๋นโส่วจงถึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายจากเมืองหลวงกลับบ้านเกิด ตอนที่นางทะลุมิติมานั้น ทุกคนในครอบครัวก็กำลังเดินทางกันแล้ว

แต่นั่นไม่สำคัญ สำหรับนางแล้ว ที่ใดมีพ่อแม่และพี่ชาย ที่นั่นก็คือบ้าน

ยิ่งไปกว่านั้น ชาติที่แล้วนางดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่มานานกว่าหกเจ็ดปี นางเบื่อหน่ายหมอกควันเต็มที จึงใฝ่ฝันอยากใช้ชีวิตสงบสุขในชนบทมาโดยตลอด

"เจ้า… เจ้ารองหรือ? นั่นโส่วจงใช่หรือไม่?" จู่ๆ รถม้าก็หยุดลง อวิ๋นเจียวได้ยินเสียงบุรุษเอ่ยขึ้นด้วยความลังเล

จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นของอวิ๋นโส่วจง "พี่ใหญ่! ข้าเอง!"

อวิ๋นเจียวรีบแง้มม่านรถม้าขึ้น ก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหลี่ยม สวมชุดที่เต็มไปด้วยรอยปะ ยืนน้ำตาคลอมองอวิ๋นโส่วจง จอบในมือร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงดัง ‘เคร้ง’ มุมปากสั่นเทา ดูเหมือนมีเรื่องมากมายอยากจะพูดแต่กลับไม่รู้จะเริ่มเอ่ยปากอย่างไร

ดวงตาของอวิ๋นโส่วก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำสีใสในพริบตา เขากระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งตรงเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายแน่น

"พี่ใหญ่!"

"น้องรอง ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว!"

ฟางซื่อเคยเล่าให้อวิ๋นเจียวฟังว่าตระกูลอวิ๋นนั้นมีพี่น้องทั้งหมดสี่คน พี่ใหญ่อวิ๋นโส่วกวงกับอวิ๋นโส่วจงบิดาของนางเป็นพี่น้องร่วมมารดา ส่วนอวิ๋นโส่วเย่า น้องชายคนที่สาม อวิ๋นโส่วจู่ น้องชายคนที่สี่ และยังมีอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์น้องสาวคนเดียว เป็นบุตรของเถาซื่อผู้เป็นแม่เลี้ยง

ขณะนั้นฟางซื่อก็พาลูกๆ ทั้งสามคนลงจากรถม้า เดินเข้าไปสมทบอวิ๋นโส่วจง

"พี่ใหญ่ ท่านลุงใหญ่!"

ฟางซื่อพาอวิ๋นเจียวคำนับอวิ๋นโส่วกวง ส่วนอวิ๋นฉี่เยว่และอวิ๋นฉี่ซาน ก็คำนับตามแบบฉบับของผู้เยาว์

"ไม่กล้ารับ ไม่กล้ารับ!" อวิ๋นโส่วกวงรีบหลบด้วยท่าทางประหม่า แต่ความยินดีในแววตาจะอย่างไรก็ปกปิดไม่อยู่

อวิ๋นโส่วจงยิ้มพลางเอ่ยตำหนิ "พี่ใหญ่ ท่านเป็นถึงผู้ใหญ่ของพวกเด็กๆ และเป็นพี่ชายของข้า รับคำนับสักครั้งจะเป็นไรไปเล่า?"

อวิ๋นโส่วกวงหัวเราะอย่างซื่อๆ แล้วหันไปช่วยลากรถม้า "ไปๆ เข้าบ้านกันก่อน ท่านพ่ออยู่ที่บ้าน เจ้าจากบ้านไปนานถึงยี่สิบปี ท่านพ่อเอาแต่บ่นถึงเจ้าตลอด"

อวิ๋นโส่วจงก้มตัวอุ้มอวิ๋นเจียวขึ้นมา ส่วนอวิ๋นฉี่เยว่และอวิ๋นฉี่ซาน สองพี่น้องที่สนิทกับคนง่ายก็เดินตามอวิ๋นโส่วกวงต้อยๆ พลางชี้ไปตามทุ่งนาไร่สวนถามนู่นถามนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ทุกครั้งที่มีชาวบ้านถามถึงอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวด้วยความสงสัย อวิ๋นโส่วกวงก็จะตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "น้องรองของข้าเอง น้องรองข้ากลับมาแล้ว!"

เมื่อมาถึงบ้านตระกูลอวิ๋น อวิ๋นโส่วกวงผูกม้าไว้กับต้นไหวเก่าแก่ที่อยู่ข้างๆ บ้าน จากนั้นก็วิ่งแจ้นเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น

"ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! น้องรองกลับมาแล้ว!"

"ไอ้ลูกไม่รักดี! พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน เหตุใดเจ้าถึงวิ่งแจ้นกลับมาแล้วเล่า? ทำไม? งานในไร่ไม่ทำแล้วหรือไง? จะปล่อยให้ยายแก่อย่างข้า ไปทำหรือยังไง?"

"ท่านแม่… งาน… งาน… ข้าทำเสร็จแล้วขอรับ!"

"ทำเสร็จแล้วไม่รู้จักไปช่วยน้องสามของเจ้าหรือไง? กลับมาทำไมฮะ? จะให้ยายแก่เช่นข้าที่เดินเหินไม่สะดวกต้องมาปรนนิบัติเจ้าอย่างนั้นหรือ?"

เมื่อได้ยินเสียงดังลั่นมาจากในบ้าน ใบหน้าของอวิ๋นโส่วจงพลันมืดครึ้มลง ในขณะเดียวกันสีหน้าของฟางซื่อก็ไม่สู้ดีนัก

นางเองก็พลันหวั่นใจ ว่ากันว่ามีแม่เลี้ยงก็ต้องมีพ่อเลี้ยง หากต่อไปนี้ครอบครัวของนางต้องอาศัยอยู่กับตระกูลอวิ๋น… เกรงว่าอนาคตคงจะไม่สดใสสักเท่าไร!

ทุกคนเดินเข้าไปในลานบ้าน เถาซื่อทำหน้าเหลอหลาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางไม้กวาดในมือลง เปิดปากเอ่ยถามด้วยความลังเล "พวกเจ้ามาหาใคร?"

นางเห็นการแต่งกายของอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวแม้ว่าเรียบง่าย แต่สะอาดสะอ้าน ทั้งยังไร้รอยปะชุน ด้วยเหตุนี้น้ำเสียงจึงอ่อนลงไม่น้อย

"ท่านแม่ เขาคือน้องรองโส่วจงไง โส่วจงกลับมาแล้วขอรับ!"

ทันทีที่อวิ๋นโส่วกวงพูดจบ ชายชราวัยหกสิบกว่าปี สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าที่ซักจนสีซีดจาง ในมือถือกล้องยาสูบใบหน้าละม้ายคล้ายอวิ๋นโส่วกวงอยู่หลายส่วนก็เดินออกมาจากห้องโถง

"เจ้าใหญ่ว่าอย่างไรนะ?"

"ท่านพ่อ น้องรองโส่วจงกลับมาแล้วขอรับ!" อวิ๋นโส่วกวงเดินไปหาชายชราแล้วพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น

ได้ยินดังนั้นดวงตาของผู้เฒ่าอวิ๋นก็แดงก่ำ "เจ้ารอง เจ้า… กลับมาแล้วจริงๆ หรือ?"

อวิ๋นโส่วจงก้มตัววางอวิ๋นเจียวลงแล้วเดินข้ามเถาซื่อไปเบื้องหน้าบิดาของตน "ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วขอรับ!"

ผู้เฒ่าอวิ๋นคว้ามือของเขาไปจับแน่น น้ำตาสองสายไหลอาบแก้ม เอ่ยพึมพำ "กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว!"

นับตั้งแต่รถม้าทั้งสองคันมาจอดอยู่หน้าบ้านตระกูลอวิ๋น เด็กๆ ตระกูลอวิ๋นก็วิ่งแจ้นไปตามผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่ตามท้องไร่

"ท่านพ่อ พี่รอง เข้าไปคุยกันในบ้านเถิด!" สะใภ้ของน้องชายคนที่สี่เป็นคนมีไหวพริบ พอเห็นผู้เฒ่าอวิ๋นกับอวิ๋นโส่วจงพ่อลูกพบหน้ากันนางก็รีบเก็บกวาดห้องโถงให้เรียบร้อย

ผู้เฒ่าอวิ๋นปาดน้ำตา พยักหน้าซ้ำๆ "ใช่ๆ เข้าไปคุยกันในบ้าน" กล่าวจบก็หยิบเศษเงินสองสามก้อนที่หนักไม่กี่เฉียนออกมาจากสายคาดเอวยื่นให้อวิ๋นโส่วกวง "เจ้าใหญ่ ไปซื้อสุราสักไหกับเนื้อสักหน่อย คืนนี้…"

ทว่ายังไม่ทันพูดจบเถาซื่อก็เข้ามาแย่งเศษเงินในมือไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง "ซื้ออะไรนักหนา? ในบ้านใกล้จะไม่มีอะไรกินแล้วจะให้คนทั้งบ้านอดตายกันหมดหรือยังไง?"

เชิงอรรถ

[1] วันคนโสด หรือที่เรียกว่า Singles' Day (双十一) เป็นวันหยุดที่เริ่มขึ้นในประเทศจีน ตรงกับวันที่ 11/11 เลข 1 ที่เรียงกันในวันนี้มีความหมายถึงคนที่ไม่มีคู่ ปัจจุบันได้กลายเป็นช่วงเทศกาลชอปปิงออนไลน์ เพราะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาเป็นพิเศษในวันดังกล่าว

[2] เถาเป่า (淘宝) คือ แพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ของประเทศจีน คล้ายกับ Shopee และ Lazada ของประเทศไทย

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ

.

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

ตอนที่ 2 ตระกูลอวิ๋น

“แกนี่นะยายแก่! เอาเงินนั่นคืนข้ามา!” ผู้เฒ่าอวิ๋นใบหน้าแดงก่ำ ถลึงตาใส่เถาซื่ออย่างไม่สบอารมณ์ แต่เถาซื่อกลับไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

ฟางซื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ท่านแม่ ตอนพวกข้าผ่านในตำบลได้ซื้อสุราและอาหารมาแล้วเจ้าค่ะ”

จากนั้นก็หันไปสั่งสองพี่น้องฉี่เยว่และฉี่ซาน “พวกเจ้าสองคนไปตามอากุ้ยให้ยกไหสุราและอาหารเข้ามา แล้วของขวัญที่พ่อของเจ้าซื้อมาฝากทุกคนก็ยกเข้ามาพร้อมกันเลย”

ฟางซื่อพูดจบ คนตระกูลอวิ๋นก็กลับมาครบ

“ท่านพ่อ ใครมาที่บ้านเราหรือ? รถม้าสองคันที่จอดอยู่หน้าบ้านเป็นของใครกัน? ม้าพวกนั้นดูสง่างาม ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ คงราคาแพงไม่น้อยกระมัง”

อวิ๋นเจียวมองตามเสียง ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง อายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ สูงประมาณหนึ่งหมี่หกสิบห้า [1] หน้าตาคล้ายเถาซื่อ ข้างกายมีชายหนุ่มอีกคนที่มีรูปร่างและอายุใกล้เคียงกัน แต่หน้าตาคล้ายผู้เฒ่าอวิ๋นมากกว่า

พร้อมกันนั้นก็มีหญิงวัยสามสิบถึงสี่สิบสองคน และเด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกปีอีกสองคนเดินเข้ามาด้วย

อวิ๋นเจียวสังเกตเห็นว่านอกจากชายหนุ่มที่เพิ่งพูดจบไปกับหญิงสาวที่เชิญพวกนางเข้าไปในห้องโถงเมื่อครู่แล้ว เสื้อผ้าที่สวมบนร่างของคนอื่นๆ ในตระกูลอวิ๋นล้วนมีรอยปะชุนทั้งสิ้น

ชายหนุ่มผู้นั้นเพิ่งสังเกตเห็นว่าบรรยากาศในบ้านไม่สู้ดีนัก บิดาใบหน้าแดงก่ำ ส่วนมารดาของตนก็หน้าดำราวกับเถ้าถ่าน

“แค่กๆ… เจ้าสาม เจ้าสี่ พี่รองของพวกเจ้ากลับมาแล้ว!” ผู้เฒ่าอวิ๋นกระแอมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แล้วชี้ไปที่อวิ๋นโส่วจงพลางเอ่ยแนะนำ

“พี่รอง!” อวิ๋นโส่วจู่น้องชายคนที่สี่กลอกตาไปมา แล้วรีบยิ้มต้อนรับก่อนใคร

“พี่รอง!” อวิ๋นโส่วเย่าน้องชายคนที่สามเอ่ยทักทายตาม

“เข้าไปนั่งในห้องโถงกันเถอะ” เมื่อเห็นทุกคนกลับมาแล้ว ผู้เฒ่าอวิ๋นจึงให้ทุกคนเข้าไปในห้องโถง

ห้องโถงตระกูลอวิ๋นค่อนข้างใหญ่ ด้านซ้ายมีประตูเชื่อมไปยังห้องนอนของผู้เฒ่าอวิ๋นและเถาซื่อ

พอเข้ามาในห้องโถง ผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อก็นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน

อวิ๋นโส่วจงกับฟางซื่อคำนับบิดามารดาก่อน จากนั้นฟางซื่อก็พาลูกๆ คำนับสองผู้เฒ่า ทว่าก่อนคำนับ ชุนเหมยสาวใช้ที่ติดตามพวกเขามาได้นำเบาะรองนั่งปักลายสาลิกาเริงร่ากลางฤดูวสันต์มาวางไว้ตรงหน้าอวิ๋นเจียว เด็กๆ ทั้งสามคนจึงคุกเข่าลง “หลานชายอวิ๋นฉี่ซาน อวิ๋นฉี่เยว่ หลานสาวอวิ๋นเจียว ขอคารวะท่านปู่ท่านย่า!”

พอเห็นกิริยาของอวิ๋นเจียว ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าพลันบึ้งตึง

ส่วนผู้เฒ่าอวิ๋นกลับไม่คิดอะไรมาก เขาดีใจจนรีบเรียกหลานๆ ให้ลุกขึ้น “ลุกขึ้นๆ ไม่ต้องคำนับแล้ว”

ฉี่เยว่กับฉี่ซานถูกดึงไปยืนข้างกาย มองด้วยความเอ็นดูมิรู้คลาย หลานชายทั้งสองของเขาหน้าตางดงามน่ารัก ยิ่งมองยิ่งถูกใจโดยแท้

ส่วนอวิ๋นเจียวที่ถูกมองข้ามกลับไม่ใส่ใจ เพราะขนาดแถบชนบทในยุคปัจจุบันยังมีการเลือกปฏิบัติทางเพศอยู่เลย นับประสาอะไรกับในยุคโบราณเช่นนี้

หลังจากคำนับสองผู้เฒ่าเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ต้องทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ในตระกูลอวิ๋น เนื่องจากก่อนหน้านี้ท่านแม่ได้เล่าเรื่องราวของตระกูลอวิ๋นให้ฟังแล้ว ดังนั้นอวิ๋นเจียวเพียงแค่ต้องจดจำใบหน้าของแต่ละคนให้ตรงกับชื่อเท่านั้น

แต่มีจุดหนึ่งที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยคือ นางมีญาติผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นมาสองคนคืออวิ๋นโส่วหลี่และอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ ทั้งสองคนเกิดหลังจากที่อวิ๋นโส่วจงออกจากบ้านไป

อีกอย่างก็คืออวิ๋นโส่วหลี่ศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาเอกชนในตำบล ปกติไม่ค่อยได้กลับบ้าน ส่วนอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็แต่งงานไปแล้ว ทั้งยังแต่งออกไปกับพ่อค้าในตำบล ฉะนั้นนางจึงไม่มีโอกาสได้พบทั้งสองคนนี้

หลังจากทักทายทุกคนแล้ว อวิ๋นเจียวรอให้ฟางซื่อนั่งลงจากนั้นก็เดินไปซุกตัวในอ้อมกอดของฟางซื่อ

ขณะนั้น พี่ชายคนโตของตระกูลอวิ๋นก็ช่วยอากุ้ยยกหีบไม้สองใบที่ฟางซื่อพูดถึงเข้ามา เมื่อเห็นว่ามีเพียงสองใบ บางคนในห้องโถงก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา โดยเฉพาะเถาซื่อและอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ที่แสดงออกมาชัดเจนที่สุด

“การเดินทางยาวไกล อีกทั้งยังต้องพาครอบครัวมาด้วยหลายคน พวกข้าจึงไม่ได้เตรียมอะไรมามากนัก น้ำใจเพียงเล็กน้อยทุกคนอย่าได้รังเกียจเลย”

ฟางซื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคนในบ้าน แต่ก็ยังคงเปิดหีบไม้ออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย เริ่มแจกจ่ายของขวัญ

ของขวัญสำหรับผู้เฒ่าอวิ๋นคือผ้าต่วนสีเข้มสองพับ ผ้าฝ้ายเนื้อดีสองพับ พร้อมด้วยโสมภูเขาสองราก และใบชาอีกหลายกระปุก ส่วนเถาซื่อก็ได้ผ้าต่วนสองพับและผ้าฝ้ายเนื้อดีสองพับเช่นกัน พร้อมกับกำไลเงินหนึ่งคู่

ของขวัญที่ให้คนอื่นๆ เป็นผ้าฝ้ายเนื้อดีคนละสองพับ และญาติผู้หญิงแต่ละคนได้ปิ่นปักผมเงินเพิ่มคนละหนึ่งอัน

ส่วนเด็กที่ยังไม่ได้แต่งงานได้อั่งเปาคนละหนึ่งซอง ข้างในมีก้อนเงินขนาดเท่าเม็ดถั่วลิสงสองเม็ด

พอเห็นของขวัญพวกนี้ สีหน้าของเถาซื่อก็ยิ่งดูแย่ลง เถาซื่อรู้สึกไม่พอใจ มองอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวยิ่งมองก็ยิ่งไม่พอใจ

ส่วนพี่ใหญ่อวิ๋นโส่วกวงและครอบครัว รวมถึงอวิ๋นโส่วเย่าน้องชายคนที่สามต่างขอบคุณอวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อด้วยความยินดี

เนื่องจากฟางซื่อไม่รู้ว่าตระกูลอวิ๋นมีอวิ๋นโส่วหลี่และอวิ๋นเหมยเอ๋อร์เพิ่มขึ้นมา จึงไม่ได้เตรียมของขวัญสำหรับพวกเขา อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ที่ไม่ได้รับของขวัญจึงจ้องมองอวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อด้วยสายตาอาฆาต

พอเห็นกิริยาของแม่ลูกคู่นี้ แม้อวิ๋นโส่วจงจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่ดี ถึงกระนั้นเขาก็รีบอธิบาย “ข้าจากบ้านไปนานหลายปี ไม่รู้ว่าที่บ้านมีคนเพิ่มขึ้นมา จึงไม่ได้เตรียมของขวัญสำหรับโส่วหลี่และเหมยเอ๋อร์ เหมยเอ๋อร์อย่าน้อยใจไปเลย อีกสองสามวันข้าจะเข้าไปดูในตำบล ซื้อของขวัญมาชดเชยให้พวกเจ้า”

“ยังจะซื้ออะไรอีก? แค่นี้ก็เสียเงินไปเยอะแล้ว! เจ้ารองใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกก็ลำบากมาไม่น้อย หากเหมยเอ๋อร์อยากได้ ก็ยกผ้าสองพับของข้าให้นางไปก็แล้วกัน!” ผู้เฒ่าอวิ๋นเคาะกล้องยาสูบพลางเอ่ยขึ้น

สิ้นประโยค อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เถาซื่อก็โวยวายขึ้นมา “เจ้านี่นะ ตาแก่ไม่ตาย! ผ้าที่คนอื่นซื้อมาให้เจ้าตัดชุดโซ่วอี [2] เจ้ายกให้เหมยเอ๋อร์ได้ลงคอหรือ? ดูสีทึบๆ นั่นสิ! ไม่รู้ว่าเก็บไว้กี่ปีถึงขายไม่ออก เจ้ายังกล้าเอามาให้ลูกสาวเจ้าอีกหรือ?”

คำพูดของเถาซื่อทำให้เด็กๆ ในบ้านต่างตกใจจนพากันวิ่งไปหลบหลังพ่อแม่ ส่วนอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวก็ตกใจกับคำพูดนี้ไม่น้อย ฟางซื่อรีบดึงอวิ๋นเจียวเข้ามากอด ส่วนอวิ๋นฉี่เยว่และอวิ๋นฉี่ซาน มองเถาซื่อด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

พอเห็นว่าพี่ชายทั้งสองคนแทบจะทนไม่ไหว อวิ๋นเจียวจึงรีบชิงพูดขึ้นก่อนพวกเขา “ท่านปู่ คำว่า 'แก่ไม่ตาย' หมายความว่าอะไรหรือเจ้าคะ? ชุดโซ่วอีคืออะไร? เป็นชุดที่ผู้เฒ่าสวมใส่ในวันเกิดหรือเจ้าคะ?” จะอย่างไรอวิ๋นเจียวก็อายุยังน้อย เหมาะที่จะแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ที่สำคัญคือ นางทนเห็นคนอื่นรังแกพ่อแม่ของนางไม่ได้!

ดวงตาใสแจ๋วของอวิ๋นเจียวมองใบหน้าของผู้เฒ่าอวิ๋นที่สลับไปมาเป็นซีดเผือดกับเขียวคล้ำ ทันใดนั้นเขาก็ถลึงตาใส่เถาซื่อด้วยความโกรธ ก่อนจะเคาะกล้องยาสูบกับโต๊ะเสียงดังปึงๆ…

“เจ้าพูดบ้าบออะไร? เด็กๆ อยู่ที่นี่ เจ้าพูดจาหยาบคายเช่นนี้ได้ยังไง? ได้ของแล้วยังปิดปากเจ้าไม่ได้อีก หากเจ้ารังเกียจก็คืนเจ้ารองไปเสียสิ!”

ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกเสียหน้าอย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นเจียวคิดว่าหากเขาเคาะกล้องยาสูบต่อไป คงหักเป็นแน่

“ยัยเด็กนี่โง่เสียจริง! 'แก่ไม่ตาย' ก็คือด่าว่าทำไมยังไม่ตายเสียทีไงเล่า ส่วนโซ่วอี ก็คือชุดที่เอาไว้สวมให้ศพ…”

ผู้เฒ่าอวิ๋นเพิ่งพูดจบ ลูกชายวัยห้าหกขวบของบ้านอวิ๋นโส่วจู่ น้องชายคนที่สี่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูถูก

เด็กคนนั้นพูดไปก็มองเถาซื่อผู้เป็นย่าของตนด้วยแววตาภาคภูมิใจ บนใบหน้าเหมือนกำลังบอกว่า ‘ท่านย่าชมข้าเร็วๆ ชมข้าสิ!’

ทว่าเขายังไม่ทันพูดจบ บิดาก็ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ “หุบปาก เด็กอย่างเจ้ารู้เรื่องอะไร พูดจามั่วซั่วอะไร?”

“ฮือ… ข้าไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย ท่านพ่อตีข้าทำไม?” เด็กคนนั้นถูกตบก็ทิ้งตัวลงไปนอนกองกับพื้น ก่อนจะร้องไห้โวยวายกลิ้งไปมา

ผู้เฒ่าอวิ๋นกระทืบเท้า “สะใภ้สี่ ไยยังยืนเฉยอยู่อีก พาเจ้าหู่หยาจื่อ [3] ออกไปให้พ้นหน้า! พวกเจ้าจะเอายังไง? อยากสาปแช่งให้ข้าตายกันหรือยังไง? อยู่ด้วยกันดีๆ ไม่ได้หรือ? ต้องทำให้บ้านวุ่นวายไร้ความสงบให้ได้เลยหรือ?”

อวิ๋นโส่วจงมองบิดาด้วยสายตาล้ำลึก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านพ่อ เห็นท่านแข็งแรงดี ข้าก็วางใจแล้ว… งั้นพวกข้าขอตัวก่อน…”

เชิงอรรถ

[1] หมี่ (米) แปลว่าเมตร หนึ่งหมี่หกสิบห้าเท่ากับ 1.65 เมตร ซึ่งก็คือ165 เซนติเมตร

[2] โซ่วอี (寿衣) ชุดสำหรับสวมให้ศพ

[3] หยาจื่อ (伢子) หมายถึง เด็กหรือลูกชาย เป็นคำภาษาจีนท้องถิ่น ใช้เรียกแทนเด็กผู้ชายในครอบครัว หรือคำทักทายเด็กเล็กอย่างเป็นกันเอง

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ

.

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

ตอนที่ 3 ความในใจ

อวิ๋นโส่วจงผิดหวังอย่างมาก แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าเถาซื่อจะกล้าสาปแช่งให้บิดาของเขาตายต่อหน้าลูกหลานมากมายโดยไม่สนใจอะไรเช่นนี้

ที่สำคัญคือต่อให้เถาซื่อจะพูดจาร้ายกาจเพียงใด บิดาดูเหมือนจะตำหนิอย่างแรงแต่ก็ปล่อยผ่านไปด้วยการตำหนิเบาๆ ที่ไม่แสบไม่คันเพียงไม่กี่คำ

ในเวลานี้ ความหวังสุดท้ายในใจของอวิ๋นโส่วจงพังทลายลงหมดสิ้นแล้ว

“จะไปไหนอีก? กลับมาทั้งทีก็อยู่เสียที่นี่ ไม่ต้องไปไหนแล้ว! ต่อไปนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้ดีเถอะ!”

เด็กที่ชื่อหู่หยาจื่อถูกแม่ของเขาพาออกไปแล้ว ในห้องโถงพลันเงียบสงบลงมาก

เมื่อได้ยินอวิ๋นโส่วจงเอ่ยปากขอตัวกลับ ผู้เฒ่าอวิ๋นตกใจอวิ๋นโส่วกวงก็ตกใจไม่ต่างกัน เขารีบเอ่ยหว่านล้อมต่อ “น้องรอง กลับมาทั้งทีก็อยู่เสียที่นี่เถอะ!”

กล่าวจบอวิ๋นโส่วกวงก็หยิบผ้าสองพับที่ฟางซื่อมอบให้ยื่นให้กับเถาซื่อ พร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางระมัดระวัง “ท่านแม่ เช่นนั้นก็เอาผ้าสองพับนี้ไปให้เหมยเอ๋อร์เถิด ผ้าสองพับนี้สีสันสดใสดี”

เถาซื่อไม่ปริปากแต่ก็ยอมรับผ้าจากมืออวิ๋นโส่วกวง ก่อนจะส่งต่อให้อวิ๋นเหมยเอ๋อร์

อวิ๋นเหมยเอ๋อร์พิจารณาผ้าสองพับนั้นอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “สีสันฉูดฉาดเกินไป พี่สะใภ้ใหญ่เอาไม่อยู่หรอก เก็บไว้ก็เสียของเปล่า”

ทัศนคติของอวิ๋นเจียวถูกสองแม่ลูกคู่นี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางสบตากับฉี่เยว่และฉี่ซาน สามคนพี่น้องต่างเห็นแววความตกตะลึงในดวงตาของกันและกัน

อวิ๋นโส่วจู่ น้องชายคนที่สี่นึกถึงม้าตัวใหญ่สองตัวที่อยู่หน้าบ้าน ดวงตาวาววับกลอกไปมา ก่อนจะส่งสายตาให้เถาซื่อ แล้วเอ่ยปากหว่านล้อมพี่ชายด้วยรอยยิ้ม “พี่รอง ท่านพ่อท่านแม่ชอบพูดจาล้อเล่น ท่านอย่าใส่ใจเลย กลับมาแล้วก็อยู่เสียที่นี่เถอะ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกท่านจะพาทั้งครอบครัวไปไหนเล่า?”

กล่าวจบอวิ๋นโส่วจู่ก็หันไปถามบิดา “ท่านพ่อ บอกพี่ใหญ่ให้รีบไปเก็บกวาดห้องสองห้องให้พี่รองกับครอบครัวพักผ่อนก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด”

ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินก็พยักหน้าพลางสั่งอวิ๋นโส่วกวง “เจ้าใหญ่ เจ้าไปเก็บกวาดห้องที่เรือนตะวันออกสองห้องให้น้องรองของเจ้า”

เมื่อได้ยินผู้เฒ่าอวิ๋นบอกว่าจะให้อวิ๋นโส่วจงพักที่เรือนตะวันออกเถาซื่อก็ไม่ยอมทันที “เรือนตะวันออกไม่ได้ นั่นเป็นห้องของโส่วหลี่ หากจะเก็บกวาดห้องให้พวกเขา งั้นก็ไปเก็บกวาดสองห้องที่สร้างใหม่ทางทิศตะวันตกนั่นสิ!”

“เจ้านี่นะยายแก่ สองห้องทางทิศตะวันตกเป็นห้องเก็บฟืน จะให้อยู่ได้อย่างไร?”

“ทำไมจะอยู่ไม่ได้ ห้องนั้นมีน้ำรั่วลมพัดหรืออย่างไร นั่นไม่ใช่ห้องที่เพิ่งสร้างเมื่อปีที่แล้วหรอกหรือ?”

เมื่อเห็นทั้งสองคนเริ่มโต้เถียงกันอวิ๋นโส่วจงจึงรีบเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ไม่ต้องลำบากแล้วมีที่ให้อยู่ก็ดีแล้วขอรับ!”

เมื่ออวิ๋นโส่วจงเอ่ยปากเช่นนั้น ผู้เฒ่าอวิ๋นจึงไม่ขัดขืนอีก “เจ้าใหญ่ พาลูกๆ ไปเก็บกวาดห้องให้น้องรองของเจ้าด้วย”

“ท่านพ่อ ข้าก็ไปด้วย” กล่าวจบอวิ๋นโส่วจงก็พาครอบครัวเดินตามอวิ๋นโส่วกวงออกไป

ผู้เฒ่าอวิ๋นกำชับ “ไปเถอะ เก็บกวาดเสร็จแล้วก็มากินข้าวกัน พวกเราพ่อลูกจะได้ดื่มสุราฉลองกันเสียหน่อย”

“ท่านพ่อ พวกข้าไปช่วยอีกแรง” อวิ๋นโส่วเย่า น้องชายคนที่สามก็พาภรรยาตามไปด้วย

ห้องเก็บฟืนทางทิศตะวันตกสองห้องนั้นจริงๆ แล้วเป็นห้องดินสองห้องที่สร้างต่อออกมาจากลานบ้านตระกูลอวิ๋น ซึ่งเป็นสองห้องที่อยู่ห่างไกลที่สุดของตัวบ้าน

อวิ๋นเจียวสังเกตเห็นว่าเรือนตะวันออกที่ปู่ของนางเอ่ยถึงนั้น เป็นบ้านอิฐมุงกระเบื้อง แม้ลานบ้านตระกูลอวิ๋นจะกว้างขวาง แต่นอกจากเรือนตะวันออก ห้องโถง และห้องของผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อแล้ว ห้องที่เหลือล้วนเป็นบ้านดิน

ผู้ชายหลายคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่นานก็ขนย้ายข้าวของออกจากห้องเก็บฟืนหมด จากนั้นสะใภ้ใหญ่และสะใภ้สามก็ช่วยกันทำความสะอาดทั้งสองห้อง

จ้าวซื่อ สะใภ้ใหญ่ตระกูลอวิ๋นรูปร่างเตี้ยและผอม ใบหน้าธรรมดา สีหน้าซีดเหลือง ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นเพราะขาดสารอาหาร

ส่วนเฉาซื่อ สะใภ้สามตระกูลอวิ๋นแลดูดีกว่ามาก รูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ สีหน้าดูดีแต่ใบหน้าดูหยาบกระด้าง โครงหน้าไม่หวานละมุนเท่าใดนัก ทว่าดูไปแล้วก็เป็นคนซื่อๆ

หลังจากพวกผู้ชายช่วยกันขนย้ายหีบสัมภาระเข้าห้อง อวิ๋นโส่วเย่าน้องชายคนที่สามก็พาภรรยากลับไป ปล่อยให้อวิ๋นโส่วกวงได้คุยกับอวิ๋นโส่วจงตามลำพัง

ตอนแรกที่บ้านตระกูลอวิ๋นสร้างห้องเก็บฟืนสองห้องนี้ จริงๆ แล้วคิดไว้สำหรับบุตรชายทั้งสองคนของอวิ๋นโส่วกวงที่จะถึงวัยแต่งงานในอีกสองสามปี ถึงเวลานั้นจะได้มีห้องให้ใช้ ด้วยเหตุนี้แม้สร้างเสร็จแล้วจะเอามาใช้เก็บข้าวของ แต่ก็สร้างตามรูปแบบห้องชุดอยู่อาศัย มีห้องนอนและห้องนั่งเล่น แม้จะไม่มีเครื่องเรือน แต่ก็มีเตียงอุ่นก่อเอาไว้แล้ว

“พี่ใหญ่ พี่ไปเยี่ยมผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลกับข้าหน่อยสิ”

เดิมทีอวิ๋นโส่วจงตั้งใจว่าจะพักผ่อนสักคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปคารวะผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูล แต่พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาก็เริ่มไม่สบายใจ จึงตัดสินใจไปตอนนี้เลยเพื่อป้องกัน…

“ได้สิ!”

แน่นอนว่าอวิ๋นโส่วกวงไม่มีทางปฏิเสธ ตอนนี้ในสมองเขาคิดแต่ว่าน้องรองกลับมาแล้ว เขาก็สามารถอธิบายให้ท่านแม่ได้แล้ว

ด้านสองพี่น้องนำของขวัญออกจากบ้านไปคารวะผู้ใหญ่บ้าน ส่วนด้านจ้าวซื่อและฟางซื่อก็เริ่มพูดคุยกัน

อากุ้ยนำก้อนอิฐที่เหลืออยู่รอบๆ มาก่อเตาติดกำแพงแบบง่ายๆ สองเตา ส่วนชุนเหมยก็ต้มน้ำชงชาแล้วนำเข้าไปในห้อง

“ฮูหยินใหญ่ เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ!”

จ้าวซื่อที่ไม่เคยมีใครปรนนิบัติมาก่อนก็รีบลุกขึ้นจากเตียงอุ่นด้วยท่าทางประหม่า รีบโบกมือปฏิเสธ “แม่นาง ไม่ต้องลำบากแล้ว ข้าไม่คู่ควร…”

ฟางซื่อยิ้มๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ต้องเกรงใจหรอก เด็กคนนี้นางเป็นสาวใช้ของเจียวเอ๋อร์หลานสาวของท่าน ปรนนิบัติให้ท่านดื่มชาสักถ้วยก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”

อวิ๋นโส่วจงมักจะเล่าเรื่องความดีของพี่ชายให้ครอบครัวฟังเสมอ มารดาแท้ๆ ของเขาจากไปตั้งแต่เขาอายุเพียงสองขวบ บิดาของเขาแต่งแม่เลี้ยงเข้ามาตอนเขาอายุได้สามขวบ หากไม่ใช่เพราะพี่ชายคอยปกป้องดูแล เวลามีอาหารก็แบ่งอาหารให้เขาก่อนเสมอ อวิ๋นโส่วจงคิดว่าตนเองคงไม่อาจรอดชีวิตมาได้

ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นฟางซื่อ หรือลูกๆ ทั้งสามคนต่างก็เคารพอวิ๋นโส่วกวงและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

“ท่านป้าใหญ่ ลองชิมขนมนี้สิเจ้าคะ!”

“ท่านป้าใหญ่ ขนมไส้พุทราอร่อยมาก เจียวเอ๋อร์ชอบกินมากที่สุด”

“ท่านป้าใหญ่ ขนมไส้ถั่วแดงก็อร่อยนะเจ้าค่ะ”

ทันทีที่ฟางซื่อพูดจบเด็กๆ ก็รีบหยิบขนมที่ซื้อติดมือจากในตำบลมาวางเรียงรายตรงหน้าจ้าวซื่อ

ดวงตาของจ้าวซื่อแดงก่ำ นางแต่งงานเข้าตระกูลอวิ๋นมานานกว่ายี่สิบปี อย่าว่าแต่ขนมเลย แม้แต่อาหารยังไม่เคยได้กินอิ่มท้องสักมื้อ ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากสามี และลูกๆ ของนางกับคนของบ้านสามแล้ว ทุกคนในตระกูลอวิ๋นต่างก็เรียกใช้งานนางราวกับคนรับใช้

“เจียวเอ๋อร์เด็กดี ฉี่เยว่ ฉี่ซานก็เป็นเด็กดี พวกเจ้ากินเถิด ป้าใหญ่ไม่หิว ป้าใหญ่ไม่กินหรอก”

เมื่อเห็นเช่นนั้นอวิ๋นเจียวจึงหยิบขนมไส้พุทราขึ้นมาป้อนจ้าวซื่อพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าของอร่อยต้องแบ่งกันกินถึงจะอร่อยเจ้าค่ะ!”

“พี่สะใภ้ใหญ่ นี่เป็นน้ำใจของเด็กๆ ท่านก็กินเถิด!”

“อืมๆ งั้นป้าใหญ่ขอลองชิมสักหน่อย” จ้าวซื่อแทบจะกินขนมไส้พุทราทั้งน้ำตา รสชาติหวานละมุนในปากแผ่ซ่านไปถึงหัวใจ

“เอาล่ะ ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับป้าใหญ่ของพวกเจ้า ฉี่เยว่ พาน้องๆ ไปเล่นที่ห้องข้างๆ ก่อน”

“ขอรับ! ท่านป้าใหญ่นั่งพักก่อนนะขอรับ พวกข้าไปเล่นแล้ว”

“ท่านป้าใหญ่ ลองชิมขนมไส้พุทราอีกสักชิ้นสิเจ้าคะ!” ก่อนจากไปอวิ๋นเจียวยังคงไม่ลืมหยิบขนมไส้พุทราให้จ้าวซื่ออีกชิ้น

เมื่อเด็กๆ ออกไปหมดแล้ว ฟางซื่อจึงเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ อีกประเดี๋ยวเอาของกลับไปอีกสักหน่อย”

เดิมทีฟางซื่อเตรียมของขวัญไว้ให้ครอบครัวอวิ๋นโส่วกวงเป็นพิเศษ เพราะพวกเขากับบ้านพี่ใหญ่มีความสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ

ทว่าทันทีที่นางพูดจบ จ้าวซื่อก็รีบปฏิเสธ “น้องสะใภ้ ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องจริงๆ”

ฟางซื่อยิ้มๆ พลางเอ่ยตำหนิ “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่กับโส่วจงของพวกข้าเป็นพี่น้องร่วมมารดากัน ท่านไม่ต้องเกรงใจพวกเราไปหรอก เราสองครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันขนาดนั้น”

จ้าวซื่อยิ้มเจื่อนๆ “น้องสะใภ้ ข้าเข้าใจที่เจ้าพูด แต่… ต่อให้ข้ารับไว้ เดี๋ยวกลับไป… ท่านแม่ก็จะมาเอาไปอยู่ดี ไม่เหลือให้บ้านใหญ่ของพวกข้าแม้แต่น้อย เชื่อข้าเถอะ ปิ่นปักผมเงินที่เจ้าให้มาก่อนหน้านี้ก็คงรักษาไว้ไม่ได้”

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ

.

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...