โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ฉันคือนายใหญ่ของบ้านเรา แต่สำหรับบ้านนั้น ฉันคือชั้นผู้น้อย” ภาพสะท้อนชีวิตจริงของลูกสะใภ้ เมื่อ (ว่าที่ )สามียังเป็นลูกแหง่ไม่กล้าขัดใจแม่ จากซีรีส์ When Life Gives You Tangerines

Mirror Thailand

อัพเดต 27 มี.ค. 2568 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2568 เวลา 09.07 น.
ภาพไฮไลต์

“ฉันคือนายใหญ่ของบ้านเรา แต่สำหรับบ้านนั้น ฉันคือชั้นผู้น้อย” - กึมมยอง

‘When Life Gives You Tangerines ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน’ ซีรีส์อบอุ่นหัวใจที่บอกเล่าเรื่องราวชั่วชีวิตของ ‘แอซุน’ (รับบทโดย ไอยู และ มุนโซรี) หญิงสาวที่เติบโตบนเกาะเชจู ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก นับตั้งแต่วัยเยาว์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความฝัน วัยผู้ใหญ่ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้น จนถึงช่วงเวลาแห่งการร่วงโรย เปรียบดั่ง 4 ฤดูกาลตลอดปี

ซีรีส์ดำเนินมาถึงตอนที่ 12 หรือฤดูกาลที่ 3 อย่างฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พร้อมนำเสนอเรื่องการสูญเสียคนรัก ซึ่ง ‘กึมมยอง’ (รับบทโดย ไอยู) ลูกสาวคนโตของแอซุนกำลังเผชิญปัญหาไม่ลงรอยกับแม่ (ว่าที่) สามี ขณะเตรียมงานแต่งกับ ‘ยองบอม’ (รับบทโดย อีจุนยอง) เนื่องจากแม่ฝ่ายชายไม่ยอมรับ แสดงท่าทีดูถูก คอยพูดจาเหน็บแนมเธอและครอบครัวทุกครั้งที่มีโอกาส

นอกจากนี้ ซีรีส์ยังเล่าย้อนกลับไปในอดีตว่า แอซุนเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นเดียวกับกึมมยองในปัจจุบัน นั่นคือแอซุนต้องคอยบริการอาหารให้ครอบครัวฝั่งสามี จนตัวเองแทบจะไม่ได้กินอาหารที่ดีเลย การเชื่อมโยงจากพาร์ตแม่สู่พาร์ตลูก ฉายให้เห็นว่า ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ปัญหาครอบครัวสามีกดทับลูกสะใภ้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจกล่าวได้ว่า เนื้อเรื่องในฤดูกาลที่ 3 ของซีรีส์ ‘When Life Gives You Tangerines ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน’ เหมือนสร้างมาจากชีวิตจริงของ ‘ลูกสะใภ้’ ที่โดนแม่สามีกดขี่ข่มเหง เพียงเพราะหลังแต่งงานกัน ฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ต้องย้ายเข้าไปอาศัยอยู่กับครอบครัวฝั่งผู้ชาย รวมถึงสาเหตุด้านฐานะทางการเงินที่แตกต่างกัน โอกาสนี้ เราจึงอยากชวนมองประเด็นครอบครัวและความรัก ผ่านปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้สุดคลาสสิก ที่ในชีวิตจริงของหลายๆ คนคงขมไม่แพ้ในซีรีส์

หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

ชีวิตลูกไม่ใช่ของพ่อแม่

“ทำไมฉันต้องอยู่เฉยด้วย ชีวิตแก 80 เปอร์เซ็นต์เป็นของฉัน แกคือความภูมิใจของฉัน คือชีวิตของฉันนะ” - แม่ยองบอม

ขณะที่ยองบอมกับกึมมยองคบหากัน แม่ฝ่ายชายไม่เคยสนับสนุนความสัมพันธ์นี้ รวมถึงพยายามขัดขวางไม่ให้งานแต่งเกิดขึ้น ด้วยการพูดจาดูถูกเหยียดหยามกึมมยองและครอบครัวมาโดยตลอด เนื่องจากกึมมยองมาจากครอบครัวธรรมดา เธอจึงมองว่าลูกชายของตัวเองนั้นสูงส่งกว่า

ตัวละคร ‘แม่ยองบอม’ (รับบทโดย คังมยองจู) คือตัวแทนของพ่อแม่ที่มองว่าตัวเองเป็น ‘เจ้าของชีวิตลูก’ โดยใช้อำนาจจาก ‘ความเป็นผู้ให้กำเนิด’ มาตั้งกรอบกฎเกณฑ์ทุกอย่าง จนลูกไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตที่ตนต้องการ ครอบครัวประเภทนี้มักอ้างเหตุผลว่า “ทำเพื่อลูก” หรือ “เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง แต่ก็ไม่อาจลบล้างความเห็นแก่ตัวที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของพ่อแม่ได้

ซีรีส์ยังตอกย้ำให้เห็นว่า มุมมองความคิดดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ผ่านบทสรุปของ ‘ยองบอม’ ซึ่งจำยอมแต่งงานกับผู้หญิงชาติตระกูลดีที่แม่เลือกให้ ทว่า หลังจากเลิกรากับกึมมยองไป ตัวเขาก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น ‘แม่ยองบอม’ ยังตกอยู่ในที่นั่งลำบากแทนเสียเอง จากที่เคยวางตัวเหนือครอบครัวกึมมยอง ท้ายที่สุดกลับทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา และใช้ชีวิตอย่างเกรงอกเกรงใจลูกสะใภ้คนใหม่แทน

ในวันที่ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และพร้อมเข้าสู่ช่วงวัยที่จะมีครอบครัวของตัวเองแล้ว พ่อแม่ต้องเคารพการตัดสินใจของลูก และปล่อยให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ มิใช่พยายามพรากชีวิตลูกมาเป็นของตัวเอง ด้วยการเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง และหยิบยื่นสิ่งที่ตัวเองมองว่าถูกต้อง โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของลูก เนื่องจากความหวังดีที่มากเกินไปของพ่อแม่ อาจย้อนกลับมาทำร้ายชีวิตลูกจนไม่เหลือชิ้นดี

ไม่มีลูกคนไหน อยากให้แม่เกลียดคนที่ตัวเองรัก ดังนั้น การดูถูกเหยียดหยาม และปฏิบัติกับครอบครัวอีกฝ่ายอย่างไร้มารยาท จึงไม่ต่างอะไรจากการทิ้ง ‘ก้อนหินแห่งความทุกข์’ ฝากไว้ในใจของลูกชายตัวเอง ทำให้ลูกชายซึ่งเป็นคนกลางต้องเผชิญกับสภาวะที่น่าอึดอัดใจ เพราะต้องเลือกระหว่าง ‘แม่ผู้ให้กำเนิด’ กับ ‘ผู้หญิงที่รักและอยากใช้ชีวิตต่อจากนี้ไปด้วยกัน’

“ชีวิตของผมต่างหาก ชีวิตน่าสมเพชที่ไม่เคยได้สิ่งที่ต้องการเลยสักครั้ง แต่อย่างน้อยแม่มีความสุขก็พอแล้ว มีความสุขใช่ไหม ดูสิครับ งานแต่งงานของผมมีแม่ยิ้มร่าอยู่คนเดียวเลย” - ยองบอม

ลูกสะใภ้ไม่ใช่ทาสรับใช้

“แต่หนูคือไม้ประดับ หนูเองก็เติบโตมาอย่างล้ำค่าในเรือนกระจกที่ปลอดภัยมากๆ เกินกว่าจะอธิบายได้ เพราะฉะนั้นได้โปรดอย่าทำกับหนูตามอำเภอใจ แม่กับพ่อหนูเสียใจนะคะ” - กึมมยอง

เพราะคำว่ารัก กึมมยองจึงอดทนอดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ และยอมให้แม่ (ว่าที่) สามีล้ำเส้นอยู่หลายครั้ง เช่น ในการพบญาติผู้ใหญ่ครั้งแรก ครอบครัวฝ่ายชายมาสายถึงหนึ่งชั่วโมง อีกทั้งแม่ของยองบอมยังพูดจาเหน็บแนมเรื่องงานบ้านงานเรือนของกึมมยอง คอยกดดันให้เธอลาออกจากงานประจำ เพื่อมาเป็นแม่บ้านดูแลสามี รวมถึงก้าวก่ายการเตรียมงานแต่งงาน โดยตัดสินใจทุกอย่างตามความต้องการของตนเองเพียงฝ่ายเดียว แม้กระทั่งเรื่องสีชุดของแม่เจ้าสาว จนทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า งานแต่งครั้งนี้เป็นของใครกันแน่?

ประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ ‘When Life Gives You Tangerines ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน’ คือความยากลำบากของการเป็นลูกสะใภ้ เพราะครอบครัวเอเชียส่วนใหญ่มีแนวคิดที่ว่า ผู้หญิงจะต้องทำงานบ้าน จัดการงานครัว และปรนนิบัตสามีทุกอย่าง ตามกรอบบทบาททางเพศอันล้าหลัง ซึ่งแบ่งหน้าที่ตามเพศกำเนิด (ชาย-หญิง) แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่อยากเป็นแม่บ้านเต็มตัว

แนวคิดที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้ ทำให้ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ฝ่ายหญิงมักปฏิบัติต่อลูกเขยอย่างดี เพราะกังวลว่าครอบครัวฝ่ายชายจะไม่ยอมรับลูกสาวของตน ในทางตรงกันข้าม ครอบครัวฝ่ายชายกลับมองว่า ลูกชายของตนมีค่ามากกว่า และปฏิบัติต่อลูกสะใภ้อย่างใจร้าย ทั้งที่ลูกสะใภ้เองก็เป็นลูกสาวที่มีค่าของครอบครัวเช่นกัน เธอเพียงแต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก มิได้ยินยอมเป็นทาสรับใช้ของใคร

“ฉันก็เรียนที่เดียวกับนาย เป็นลูกสาวที่มีค่ากับพ่อแม่เหมือนกัน ทำไมฉันต้องรู้สึกผิดที่ตักซุปสาหร่ายไม่ได้ ใครอยากจะแต่งงานกับความภูมิใจของแม่คนอื่นกัน นายเลือกเลย จะเป็นลูกที่ดี หรือจะเป็นสามีที่ดี เลือกอย่างเดียวพอ ฉันไม่อยากได้ผู้ชายที่ดีกับทุกคนทีละนิดทีละหน่อย” - กึมมยอง

รักตัวเองมากกว่า

“คุณแม่ไม่เคยพูดจาให้เกียรติเลยแม้แต่ครั้งเดียว เหตุผลที่หนูยอมอดทนมาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะหนูไม่ดีพอ แต่อดทนเพราะรู้ดีว่ายองบอมต้องขายหน้าเพราะแม่ตัวเองมากแค่ไหน หนูไม่เคยรู้สึกอายเพราะพ่อแม่ตัวเองสักนิด ตลอดการเตรียมงานแต่งครั้งนี้ ทางบ้านเรามีความสง่างามกว่าทางบ้านคุณแม่มากๆ” - กึมมยอง

ตัวละคร ‘กึมมยอง’ ถือเป็นผู้หญิงที่เคารพตัวเอง เพราะเธอกล้าต่อสู้เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรี ด้วยการไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาและตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับยองบอมอย่างเด็ดขาด เมื่อความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคน ปัญหาในความสัมพันธ์จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวกึมมยองเพียงลำพัง แต่ยังสร้างความเจ็บปวดให้ครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย

หากครอบครัวฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพลเชิงลบต่อความสัมพันธ์มากเกินขอบเขต แต่ (ว่าที่) คู่ชีวิตไม่สามารถปกป้อง เป็นที่พึ่ง และอยู่เคียงข้าง รวมถึงไม่กล้าแสดงจุดยืนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เราควรกลับมาทบทวนว่า ความสัมพันธ์ครั้งนี้คุ้มค่าที่จะไปต่อหรือไม่

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังแต่งงาน ผู้หญิงยังมีสิทธิ์เลือกเดินออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic) ได้เสมอ ในเมื่อครอบครัวเลี้ยงดูเรามาอย่างดี เหตุใดต้องยอมให้คนอื่นโขกสับอย่างไม่เป็นธรรม? การแต่งงานกับคนที่ทำให้เราต้องอยู่ในสถานะ ‘เบี้ยล่าง’ จะทำให้เรารู้สึกสงสารตัวเองและครอบครัวไปตลอดชีวิต ยิ่งเราเจ็บปวดมากเท่าใด พ่อแม่ยิ่งใจสลายมากขึ้นเท่านั้น

ชีวิตของเรามีคุณค่าเกินกว่าจะเอาไปเสี่ยงกับคนที่ไม่พร้อมจะเป็นคู่ชีวิตที่ดี ยอมตัดขาดแล้วเสียใจตอนนี้ ดีกว่าโดนกดขี่และเสียน้ำตาทั้งชีวิต

“ฉันชอบนายมากนะ… แต่ฉันก็ชอบตัวเองเหมือนกัน ฉันรู้สึกสงสารตัวเอง ไปต่อไม่ไหวจริงๆ ถ้าเรากลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เราคงทำร้ายและเกลียดกันไปแน่ๆ” - กึมมยอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...