โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

IRPC ชี้ธุรกิจปิโตรเคมีปีนี้ยังเสี่ยง อุปทานล้น-ตั้งงบ 5 ปีลงทุนแค่ 1.3 หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.พ. 2568 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 09.50 น.
เทอดเกียรติ พร้อมมูล

IRPC ชี้ปิโตรเคมีปี’68 ยังเสี่ยง เจอซัพพลายล้นจากกำลังผลิตจีน แถมทรัมป์ เอฟเฟ็กต์ ขึ้นภาษีนำเข้าป่วนโลก ตลาดน้ำมันปั่นป่วน เพราะจีนนำเข้ามากสุด คาดราคาพลังงานผันผวน ขณะที่กฎเหล็ก Climate Change ผู้นำเข้ายุโรป-อเมริกาก็ยังเข้มงวด ตั้งงบฯ ลงทุนเซฟสุด 5 ปีแค่ 1.3 หมื่นล้าน เผยปี’67 ยอดขาย 2.8 แสนล้าน แต่เจอพิษสต๊อกน้ำมันขาดทุน บวกหักค่าเสื่อมเฉียดหมื่นล้าน ทำให้ขาดทุนสุทธิ 5,193 ล้านบาท

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจปี 2568 อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากกำลังผลิตใหม่ในจีน ขณะที่ดีมานด์เติบโต 1-3% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีบางรายต้องบริหารกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งในแต่ละอุตสาหกรรมปลายทางมีอัตราเติบโตที่แตกต่างกัน เช่น ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นฟิล์มและกล่องพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ขวดพลาสติก คาดจะเติบโตได้ดีจากภาคการบริโภคและการบริการที่ยังคงแข็งแกร่ง รวมไปถึงกลุ่มสินค้าด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทน เช่น อาคาร บ้าน และรถยนต์ มีอัตราเติบโตที่ต่ำกว่า เนื่องจากความเชื่อมั่นและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ทรัมป์ 2.0 ป่วนตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ปริมาณการค้าโลกที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศทั่วโลก และอาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึงความต้องการใช้เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากเกิดสถานการณ์รุนแรงหรือลุกลามไปยังประเทศอื่น ๆ จะส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนมากขึ้น

โดยปี 2568 คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกอยู่ที่ประมาณ 106 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับปี 2567 ที่ 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความหวังในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันจากนโยบายทรัมป์ เช่น การเจรจาสงบศึกระหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงการเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบในประเทศ อีกทั้งการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อาจกระทบการค้าและการผลิตของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก

งบฯ ลงทุน 5 ปีแค่ 1.3 หมื่นล.

ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายดังกล่าว IRPC ได้วางแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2568-2572) วงเงินรวม 13,093 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯ ลงทุนที่ขอผูกพันต่อเนื่อง 3,002 ล้านบาท งบฯ ลงทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานปกติ 10,062 ล้านบาท โครงการลงทุนเพื่อเสริมการแข็งแกร่ง 29 ล้านบาท สำหรับปี 2567 IRPC เร่งปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน บริหารจัดการลงทุนทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมสร้างความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทำงาน และพัฒนาบุคลากร เพื่อพร้อมคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ด้วยนวัตกรรมวัสดุพลังงานตอบโจทย์เมกะเทรนด์ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โดย IRPC สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มผ่านโครงการ Ultra Clean Fuel (UCF) ซึ่งเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 โดยผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 และน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ตามมาตรฐานสากล JIG (Joint Inspection Group) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิต Floating Solar เฟส 2 อีก 8.5 เมกะวัตต์ และพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนที่ดินของบริษัท เพื่อสร้างรายได้และเสริมศักยภาพด้านพลังงานสะอาดในอนาคต

แจงปี’67 ขาดทุน 5.1 พันล้าน

ผลการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 281,711 ล้านบาท ลดลง 6% เทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุจากปริมาณขายลดลง 4% และราคาขายเฉลี่ยลดลง 2% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 2,496 ล้านบาท หรือ 0.98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่มีการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NRV) 953 ล้านบาท หรือ 0.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 879 ล้านบาท หรือ 0.35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ (Net Inventory Loss) รวม 664 ล้านบาท หรือ 0.25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 17,691 ล้านบาท หรือ 6.99 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 3% จากปีก่อน และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 4,476 ล้านบาท ลดลง 1,278 ล้านบาท หรือลดลง 22%

นอกจากนี้ บริษัทบันทึกค่าเสื่อมราคา 9,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เป็นผลจากสินทรัพย์ที่เพิ่มจากโครงการ Ultra Clean Fuel (UCF) ประกอบกับมีต้นทุนทางการเงินสุทธิ 2,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามตลาด อย่างไรก็ตาม มีกำไรจากการลงทุน 989 ล้านบาท จากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHA IER) ที่เริ่มรับรู้รายได้จากการจำหน่ายที่ดินตั้งแต่ไตรมาส 2/2567 จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทขาดทุนสุทธิ 5,193 ล้านบาท มากกว่าปี 2566 ที่ 78%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : IRPC ชี้ธุรกิจปิโตรเคมีปีนี้ยังเสี่ยง อุปทานล้น-ตั้งงบ 5 ปีลงทุนแค่ 1.3 หมื่นล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...