“จีน ระงับสั่งซื้อถั่วเหลือง-ข้าวโพดจากสหรัฐ หันซื้อจากบราซิลแทน เกษตรกรสหรัฐเรียกร้องรัฐบาลเจรจา
"จีน" ระงับสั่งซื้อถั่วเหลือง-ข้าวโพดจากสหรัฐ หันซื้อจากบราซิลแทน ส่งผลให้ความต้องการถั่วเหลืองบราซิลพุ่งสูงและกระทบราคาตลาดโลก ด้านเกษตรกรสหรัฐเร่งเรียกร้องรัฐบาลเจรจา
วันที่ 21 เมษายน 2568 เวลา 05.03 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า จีนได้ระงับการสั่งซื้อถั่วเหลืองและข้าวโพดจากสหรัฐตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของจีนมีเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ และหันไปซื้อจากประเทศอื่น เช่น บราซิล เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอุปทาน
การตัดสินใจนี้มีลักษณะเหมือนกับการตอบโต้ต่อเกษตรกรอเมริกันและกลุ่มต่าง ๆ ที่สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มสงครามการค้ากับจีนในสมัยแรกที่ดำรงตำแหน่ง และได้ประกาศมาตรการภาษีต่อหลายประเทศนับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว
ข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคมเป็นต้นมา ไม่มีคำสั่งซื้อถั่วเหลืองและข้าวโพดใหม่จากบริษัทจีนเลย โดยแม้บางสัญญาจะไม่ระบุปลายทางแน่ชัด แต่ก่อนหน้านั้นมีคำสั่งซื้อมาจากธุรกิจจีนต่อเนื่องทุกเดือนจนถึงเดือนธันวาคม
ทรัมป์ให้คำมั่นในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2567 ว่าจะกำหนดภาษี 60% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมด และตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนเมษายน รัฐบาลทรัมป์ได้เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจีนถึง 145%
ในเดือนมีนาคม จีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นถึง 15% สำหรับถั่วเหลือง ข้าวโพด ไก่ และสินค้าอื่น ๆ จากสหรัฐ
สำหรับจีน บราซิลกลายเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญแทนสหรัฐ Mauricio Buffon ประธานสมาคมผู้ปลูกถั่วเหลืองบราซิล เปิดเผยว่า จีนได้ลงนามในสัญญาซื้อถั่วเหลืองอย่างน้อย 2.4 ล้านตันภายในสัปดาห์เดียวในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่จีนบริโภคในหนึ่งเดือน ถือเป็นคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาล
นับตั้งแต่สงครามการค้าในสมัยแรกของทรัมป์ จีนได้ลดการพึ่งพาถั่วเหลืองจากสหรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 สหรัฐมีสัดส่วนเกือบ 40% ของการนำเข้าถั่วเหลืองของจีน แต่ในปี 2567 ตัวเลขลดลงเหลือประมาณ 20% ขณะที่ส่วนแบ่งของถั่วเหลืองบราซิลเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 70%
ทั้งนี้ความต้องการถั่วเหลืองจากบราซิลที่พุ่งสูงได้ผลักดันให้ราคาพุ่งตามไปด้วย โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ราคาถั่วเหลืองบราซิลมักสูงกว่าราคาฟิวเจอร์สที่ตลาดชิคาโก ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงทั่วโลก ราว 10% ทั้งที่ปกติช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ราคาถั่วเหลืองบราซิลจะถูกกว่าเนื่องจากมีอุปทานมาก
Hideki Hattori นักวิเคราะห์ธัญพืชชั้นนำของบริษัท Nippn ในญี่ปุ่น กล่าวว่า ความต้องการถั่วเหลืองบราซิลสูงขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการขึ้นราคาและขาดแคลนน้อยกว่าสินค้าจากสหรัฐ
ขณะเดียวกันจีนยังพยายามลดการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่น ๆ จากสหรัฐด้วย โดยข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า การนำเข้าฝ้ายดิบจากสหรัฐในเดือนมีนาคม ลดลงถึง 90% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐในไตรมาสแรกของปี 2568 มีเพียง 1% ของปริมาณที่นำเข้าในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
นอกจากนี้จีนยังลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐลง 30% ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตามการดำเนินการของจีนสร้างความกังวลให้กับเกษตรกรสหรัฐอย่างมาก Caleb Ragland ประธานสมาคมถั่วเหลืองแห่งสหรัฐ (American Soybean Association) ได้ส่งจดหมายถึงทำเนียบขาวในเดือนนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์เร่งเจรจากับจีนเพื่อบรรลุข้อตกลงโดยเร็ว
สมาคมถั่วเหลืองฯ ประเมินว่า สงครามการค้าในสมัยแรกของทรัมป์ทำให้ภาคเกษตรกรรมสหรัฐสูญเสียรายได้ราว 26,000 ล้านดอลลาร์ และสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีนไปมากกว่า 10%
อ้างอิง : nikkei.com