โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอกนัฏ” สั่งฟัน 4 โรงงานรีไซเคิล หลังทำชาวนาเกลือเดือดร้อน เบื้องต้นให้หยุดประกอบกิจการเพื่อแก้ปัญหา

The Better

อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2568 เวลา 02.37 น. • THE BETTER
รมว.อุตสาหกรรม ส่งทีมสุดซอยสางปัญหาชาวนาเหลือ หลังพบ 4 โรงงานรีไซเคิลฝ่าฝืนปล่อยน้ำเสีย เบื้องต้นให้หยุดกิจการ 60 วัน เพื่อแก้ไขปรับปรุง หากละเมิดเตรียมใช้ยาแรง

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่า ได้รับผลกระทบทางมลพิษจากกลุ่มบริษัทรีไซเคิล จำนวน 4 ราย ในบริเวณดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้นาเกลือ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนละแวกนั้น กลายเป็นเกลือสีดำ ทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งคาดว่าเกิดจากการหลอมโลหะหนักของกลุ่มโรงงานรีไซเคิลจนมีเขม่าและละอองรวมทั้งปัญหาน้ำเสียจากโรงงานที่ไหลซึมลงสู่นาเกลือ อีกทั้งยังมีปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่มีการเดินเครื่องเตาหลอม จึงได้ส่งทีมตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งในจำนวนนี้มีโรงงานที่เคยถูกสั่งระงับการประกอบกิจการชั่วคราว ตามหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาครด้วย

“เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ทั้ง 4 โรงงานมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่พบการขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงาน และไม่พบการแจ้งการขนส่ง เป็นต้น จึงสั่งให้ดำเนินคดีในทุกการกระทำผิดอย่างเด็ดขาด” นายเอกนัฏ ระบุ

นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมจะพิจารณาออกหรือปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อควบคุมการจัดการมลพิษของโรงงานที่ประกอบกิจการประเภทแยกและบดย่อยชิ้นส่วน รวมทั้งที่ประกอบกิจการกำจัดกากอุตสาหกรรมและเศษอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนกำหนดแนวทางเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นำโดย พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก. 5 บก.ปทส. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร (สอจ.) หน่วยงานส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน ในการเข้าตรวจสอบ 4 โรงงานในพื้นที่ ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาครได้แก่ 1) บริษัท เจิงฉิว (ประเทศไทย) จำกัด 2) บริษัท กิจรุ่งเรืองถาวร จำกัด 3) บริษัท อัมพรประเสริฐ จำกัด และสถานประกอบการวิชนี และจากการตรวจพบว่าทั้ง 4 โรงงานมีการกระทำผิดกฎหมาย และสอจ.สมุทรสาคร จึงได้สั่งให้หยุดประกอบกิจการและสั่งปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 60 วัน และไม่ให้มีการขยายเวลาต่อ ทั้งนี้เรื่องสิ่งแวดล้อม การปล่อยมลพิษทางอากาศ และน้ำเสียหากมีการฝ่าฝืนคำสั่ง ลักลอบประกอบกิจการรวมถึงไม่เร่งปรับปรุงให้แล้วเสร็จตามกำหนด จะดำเนินการยกระดับคำสั่งและดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด

ส่วนผลการตรวจสอบทั้ง 4 โรงงาน คือ 1) บริษัท เจิงฉิว (ประเทศไทย) จำกัด พบกระทำผิดเพิ่มเติม มีการตั้งและประกอบกิจการโรงงานผิดประเภท โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการนำกากอุตสาหกรรม (เศษพลาสติก) ปล่อยน้ำเสีย ออกนอกโรงงานมาไว้บนพื้นที่ข้างเคียง โดยไม่ได้รับอนุญาต 2) บริษัท กิจรุ่งเรืองถาวร จำกัด พบการกระทำผิดเพิ่มเติมสภาพโรงงานไม่ปลอดภัย การติดตั้งเครื่องจักรไม่ตรงตามอนุญาต และมีการลักลอบฝังกากอุตสาหกรรม 3) บริษัท อัมพรประเสริฐ จำกัด พบการกระทำผิดลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่ต้องสงสัยเป็นตะกรันอะลูมิเนียมดอสในพื้นที่โรงงานประมาณ 3.5 หมื่นตัน และ 4) สถานประกอบการวิชนี พบการกระทำผิดเพิ่มเติม มีการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมต้องสงสัยเป็นตะกรันอะลูมิเนียมดอสในพื้นที่โรงงานประมาณ 30 ตัน โดยทั้ง 4 โรงงานไม่มีการแจ้งขออนุญาตขนกากอุตสาหกรรมออกจากพื้นที่ และลักลอบฝังในพื้นที่ตนเอง เข้าข่ายครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต

“เบื้องต้นได้ยึดอายัดกากอุตสาหกรรมที่ต้องสงสัยเป็นอะลูมิเนียมดรอสจำนวนรวมกว่า 3.5 หมื่นตันไว้เพื่อนำตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ หากยืนยันว่าเป็นอะลูมิเนียมดรอส ก็จะดำเนินคดีฐานครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งโทษครอบครองวัตถุอันตรายจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องทำการกำจัดวัตถุอันตรายให้ถูกต้องตามกฎหมายและดำเนินการอยู่บนหลักของความปลอดภัยไม่ให้มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...