ช้าก่อน! ไม่ต้องรีบเข้าลงทุน PTTEP กูรูชี้ อาจบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ฉุดงบ Q4 ไม่เด่น แถมราคาน้ำมันผ่านจุดพีคแล้ว
Wealthy Thai
อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 23.46 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2566 เวลา 13.08 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์ราคาหุ้น PTTEP หรือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในปี 2565 ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นปิดการซื้อขายของปีที่ระดับ 176.50 บาท เพิ่มขึ้น 49.58% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นหุ้นที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 5 ของ SET50
แต่ล่าสุดเปิดต้นปี 2566 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน หากอิงราคาล่าสุด ณ วันที่ 5 ม.ค.ที่ระดับ 168.50 บาท เท่ากับว่าราคาหุ้นปรับตัวลดลง 4.53% เมื่อนับจากต้นปีถึงวันดังกล่าว โดยดูเหมือนว่า PTTEPจะมีปัจจัยกดดันผลประกอบการ
ทั้งนี้หากถอดมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางพื้นฐานมองว่ายังไม่ต้องรีบเข้าลงทุนเนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 4/65ไม่โดดเด่น และโมเมนตัมกำไร รวมทั้งราคาน้ำมันปี 2566ผ่านจุดที่ดีสุดไปแล้ว คงราคาเหมาะสม 176บาท
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/65 คาดจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลง 47%จากไตรมาสก่อน เพราะประเมินว่าจะบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนมากรวมราว 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลสุทธิจาก 1.การตั้งสำรองค่าใช้จ่ายการไกล่เกลี่ยกับกลุ่มผู้เลี้ยงสาหร่ายจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของแหล่งมอนทารา
2.การด้อยค่าสินทรัพย์จากเหตุการณ์ล่าช้าของโครงการโมซัมบิก และการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุน 2.5% ในแปลงปิโตรเลียมที่ประเทศแองโกลา 3.ขาดทุน Hedging เล็กน้อยจากการ Settlement สถานะป้องกันความเสี่ยงน้ำมัน 3.85ล้านบาร์เรล/ไตรมาส 4) การกลับรายการ Contingent Payment การ M&A โครงการ Oman Block61 และ 5.กำไรอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินบาท มาเลเซียริงกิตแข็งค่า
อย่างไรก็ตามคาดกำไรสุทธิยังเติบโต 20%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานหลักที่แข็งแกร่ง โดยหากนับเฉพาะกำไรปกติคาดทำได้ 2.4 หมื่นล้านบาท เพติบโต 3%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 39%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากปริมาณขายที่คาว่าจะเพิ่มขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 5 แสนบาร์เรลต่อวัน จากการเริ่มรับรู้สัมปทานฉบับใหม่, การเร่งผลิตโครงการประเทศไทย และการเริ่มส่งมอบน้ำมันจากโครงการ Algeria HBR เป็นครั้งแรก ขณะที่ Margin ยังทรงตัวระดับสูงหนุนด้วยการปรับเพิ่มสัญญาราคาขายก๊าซเป็น 6.8 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันปี 2566 คาดปรับตัวลดลงจากค่าเฉลี่ยปี 2565 ที่ 96ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับสูง เพราะอุปทานในตลาดมีแนวโน้มตึงตัวจากนโยบายตอบโต้การซื้อขายสินค้าพลังงานรัสเซียจากชาติตะวันตก, Spare Capacity ในตลาดเหลือจำกัด, ข้อจำกัดการเพิ่มปริมาณผลิตเพราะที่ผ่านมาผู้ผลิตจัดสรรเม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจฟอสซิลเข้าสู่พลังงานสะอาด, สินค้าคงคลังอยู่ระดับต่ำ รวมทั้งโอกาสการเข้าซื้อน้ำมันกลับเข้าคลัง SPR ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามหากเทียบกับปี 2565 ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง เพราะการเติบโตของอุปสงค์ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวโดยเฉพาะยุโรป – สหรัฐฯ, ปริมาณ ผลิตของ Non-OPEC สูงขึ้น โดยเฉพาะตามจำนวนแท่นขุดเจาะของสหรัฐฯ และการบริหารจัดการด้านอุปทานของยุโรปที่ดีขึ้น แม้ 2 วันที่ผ่านมาราคาน้ำมันปรับฐาน 9% จากความกังวลเศรษฐกิจโลก และการแพร่ระบาดในจีน
อย่างไรก็ตามมองว่าราคาน้ำมันระดับ 70ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ถือว่ามี Downside ระยะสั้นจำกัด เพราะ OPEC อาจมีมาตรการกระตุ้นราคาน้ำมันเพิ่มเติม และสหรัฐฯ อาจเข้าซื้อน้ำมันเข้าคลัง SPR เพิ่มเติม เนื่องจากปริมาณสต็อกน้ำมัน SPR อยู่ต่ำสุดรอบ 39 ปี โดยเดือนธ.ค.ราคาน้ำมันอยู่ระดับ 70-80ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สหรัฐฯ เริ่มเข้าซื้อน้ำมันเข้าคลัง SPR 3 ล้านบาร์เรล คงสมมติฐานราคาน้ำมัน 85ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยทุก 1ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลต่อกำไร 830 ล้านบาร์เรล และราคาเหมาะสม 2.20 บาท
ดังนั้นหากไตรมาส 4/65 เป็นไปตามคาด ประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 จะมี Downside เล็กน้อยราว 6% สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษช่วงปลายปี แต่กำ ไรปกติถือว่าเป็นไปตามคาด สำหรับปี 2566 คงประมาณการกำไรสุทธิที่ 7.2 หมื่นล้านบาท ประคองตัวจากปีก่อน