ปักหมุดกาแฟไทยบนแผนที่กาแฟโลก คุยกับ ดี้-ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ผู้พากาแฟไทยเข้าสู่โรงคั่วกาแฟนานาชาติ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คอกาแฟบ้านเราได้เริ่มเห็นกาแฟไทยในโรงคั่วต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ เราได้เห็นกาแฟปางขอน จ.เชียงราย ในโรงคั่ว Hasbean ได้เห็นกาแฟห้วยแม่เลี่ยม จ.เชียงราย ในโรงคั่ว Ozone Coffee Roasters และล่าสุดได้เห็นกาแฟดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ในโรงคั่ว Common Man Coffee Roasters
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแต่เป็นความตั้งใจของ ดี้-ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ นักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้านนโยบายสาธารณะ และนักศึกษาปริญญาเอกสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ตัดสินใจเบนเข็มจากสายวิชาการมาร่วมก่อตั้งบริษัท Beanspire Coffee เพื่อพัฒนาและส่งออกกาแฟพิเศษไทย เพราะต้องการพิสูจน์ให้ตลาดโลกเห็นว่า กาแฟไทยนั้นดีไม่แพ้หลาย ๆ ประเทศผู้ปลูกกาแฟชั้นนำ รวมทั้งยังต้องการทำให้คนไทยเห็นถึงความน่าตื่นเต้นของกาแฟไทยและยอมรับกาแฟไทยมากขึ้น
จากความกระหายที่จะเห็นกาแฟไทยวางขายในโรงคั่วต่างประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้ฟูอาดี้สามารถพากาแฟไทยเข้าสู่โรงคั่วระดับแชมป์ในต่างประเทศได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Hasbean และ Ozone Coffee Roasters ในอังกฤษ Rosso Coffee Roasters และ Rogue Wave Coffee Roasters ในแคนาดา Nog Coffee Roasters ในญี่ปุ่น Paradise Coffee Roasters Barismo Coffee และ Whole Foods Market ในอเมริกา คอลัมน์นี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จัก “กาแฟไทย” ให้มากขึ้นผ่านเรื่องราวการปักหมุดกาแฟไทยบนแผนที่กาแฟโลกของฟูอาดี้ ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับคุณภาพของกาแฟแต่ยังรวมไปถึงวิธีการทำงานและความสัมพันธ์ของผู้คนในอุตสาหกรรมนี้อีกด้วย
จากนักเรียน Ivy League สู่นักพัฒนากาแฟ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ฟูอาดี้หันมาสนใจเรื่องกาแฟคือคำถามที่ว่า ในช่วงที่กระแสกาแฟพิเศษ (specialty coffee) กำลังมาแรงในปี 2011 ทำไมถึงไม่มีกาแฟไทยในโรงคั่วต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ไทยสามารถปลูกกาแฟได้และเป็นกาแฟที่มีคุณภาพ “ตอนนั้น Blue Bottle Intelligensia Stumptown แบรนด์ดังๆ เริ่มมาแล้ว เราเรียนอยู่ที่บอสตันก็ได้ไปนั่งดื่มกาแฟหลาย ๆ ร้านเช่น George Howell, Barismo, Pavement เพราะว่าต้องอ่านหนังสือ ก็สังเกตว่ามันไม่มีกาแฟไทยในร้านเหล่านี้ เลยตั้งคำถามว่าทำไมกาแฟไทยถึงมาไม่ถึงร้านกาแฟระดับนี้ จริง ๆ เป็นเรื่อง Nationalistic ด้วยเลยอยากทำให้กาแฟไทยมาอยู่ตรงนี้ เราเห็นกัวเตมาลา เราเห็นคอสตาริก้า เลยทำให้รู้สึกว่ามันต้องมีกาแฟไทยสิ”
จากคำถามนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้ฟูอาดี้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับกาแฟและเดินทางขึ้นดอยต่าง ๆ ในบทบาทของ “Beans Hunter” นักล่ากาแฟผู้เฟ้นหากาแฟไทยที่น่าสนใจเพื่อส่งออก แต่ด้วยคุณภาพกาแฟไทยในช่วงปี 2011-2013 ที่เจอส่วนใหญ่ ยังมีคะแนนอยู่ระดับ 75-79 จาก 100 ซึ่งคะแนนยังไม่ถึงเกรดของกาแฟพิเศษด้วยซ้ำ ฟูอาดี้ต้องรับบทนักพัฒนากาแฟไปพร้อมกัน โดยหาข้อมูลต่าง ๆ มาคุยกับชาวสวนกาแฟเพื่อหาวิธีพัฒนาศักยภาพของกาแฟไทยที่มีพร้อมอยู่แล้วให้ดีในระดับที่ส่งออกได้ “เราเริ่มศึกษาเรียนรู้โดยขอขึ้นไปดูไร่กาแฟที่ดอยตุง หลังจากนั้นก็กลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้มันมาถึงจุดที่ว่ากาแฟพวกนี้ใช้ได้ ก็ใช้เวลา 3 ปีไปตามหาในดอยต่าง ๆ จนเจอกาแฟที่มีศักยภาพ ที่ชาวสวนทำกันได้ดีอยู่แล้วแค่ต้องปรับปรุงนิดหน่อย เช่น เรื่องหมักและการแปรรูป”
กาแฟพิเศษไทยด้วยฝีมือชาวสวนรุ่นใหม่
จากกาแฟไทยที่ได้คะแนนที่ 75-79 ทุกวันนี้กาแฟไทยได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนมีคุณภาพถึงระดับกาแฟพิเศษในแบบที่ฟูอาดี้อธิบายว่า “กาแฟไทยอยู่ในจุดที่ไม่ต้องอายใครแล้ว เป็นเรื่องว่าชอบหรือไม่ชอบมากกว่า ถ้าจะบอกว่ากาแฟไทยไม่ดี แปลว่าคนนั้นชิมไม่พอ” และการจะหากาแฟไทยที่ได้คะแนนสูงก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป “เมื่อก่อนเวลาเราสุ่มขึ้นไปหากาแฟบนดอย อาจจะเจอกาแฟคะแนน 75-79 มีกาแฟคะแนน 80-83 บ้างแต่ไม่เยอะ แต่ช่วงหลังเวลาสุ่มขึ้นไป กาแฟคะแนน 83-85 หาได้ไม่ยากแล้ว เพราะมีการพัฒนาเยอะมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ชาวสวนตื่นตัวกันมากว่าจะต้องทำให้ดีเพื่อจะให้ได้ราคาดี”
อันที่จริงกาแฟไทยนั้นมีราคาสูงกว่ากาแฟต่างประเทศมาตลอด ปีนี้ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 1.7 ดอลลาร์ต่อปอนด์ แต่ราคากาแฟไทยอยู่ที่ 4 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้กาแฟไทยราคาสูงก็เพราะบ้านเราเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (upper middle income country) ที่ปลูกกาแฟ ค่าครองชีพที่สูงจึงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการปลูกสูงตาม ราคากาแฟที่สูงและความต้องการกาแฟไทยในตลาดที่มีสูงขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะทิ้งงานในเมืองและกลับบ้านไปทำสวนกาแฟ ชาวสวนรุ่นใหม่นี้เองที่มีส่วนช่วยให้คุณภาพกาแฟไทยพัฒนาไปเร็วมาก เพราะพวกเขามีโอกาสเข้าถึงข้อมูลใหม่ ๆ สำหรับใช้ผลิตกาแฟ “คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือ เล่นอินเทอร์เน็ต เข้าถึงข้อมูลการพัฒนา เขาเห็นจากโซเชียลมีเดียได้ว่าคนที่โคลัมเบียทดลองอะไรกัน ชาวสวนที่ปานามาทำอะไรกัน แล้วก็ทำตาม หรือบางทีเพื่อน ๆ โรงคั่วก็ส่งรูปมาบอกว่าทำแบบนั้นสิ ความรู้เรื่องการทำกาแฟตอนนี้จึงไม่ได้ขี้เหร่เลย เพื่อน ๆ โรงคั่วที่มาเมืองไทยได้เห็นก็ประทับใจมาก มีบายเออร์คนหนึ่งเคยพูดว่าในประเทศที่เขาไปมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าตื่นเต้นที่สุดในเรื่องการแปรรูป ไม่แพ้โคลัมเบียหรือประเทศใด ๆ เลย”
พากาแฟไทยไปเวทีโลก
แม้กาแฟไทยทุกวันนี้จะมีคุณภาพไม่แพ้กาแฟต่างประเทศแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการส่งออกกาแฟไทยคือเรื่องง่าย ราคากาแฟไทยที่สูง ทำให้โรงคั่วในต่างประเทศซื้อกาแฟจากประเทศอื่นที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับกาแฟไทยได้ในราคาถูกกว่า การหาจุดแข็งในเชิงแบรนดิงของกาแฟไทยคือสิ่งที่มาช่วยเพิ่มมูลค่าและดึงดูดความสนใจจากโรงคั่วต่าง ๆ เรื่องราวจากแหล่งปลูกของไทยที่ไม่เหมือนใคร เช่น ปรากฏการณ์ที่ชาวสวนอายุน้อยรุ่นใหม่เต็มใจจะกลับบ้านไปทำกาแฟเพราะราคากาแฟดีพอซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศอื่น หรือการมีทั้งห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมกาแฟอยู่ในประเทศเดียวกัน เอื้อให้ฟูอาดี้สามารถหยิบมาเป็นแต้มต่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก “บ้านเรามีความพิเศษบางอย่าง คือกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในบ้านเรา เรามีโรงคั่ว มีร้านกาแฟที่สวยเป็นระดับโลกที่อยู่ในประเทศที่ปลูกกาแฟ ทุกอย่างอยู่ในตรงนี้ด้วยกันหมด ถ้าอยู่กรุงเทพฯ จะไปไร่กาแฟที่เชียงใหม่ก็แค่สองสามชั่วโมง เป็นอะไรที่พิเศษพอสมควรที่ทั้งวงจรซัพพลายเชนอยู่ในประเทศเดียวกัน เขาซื้อเรื่องราวเหล่านี้ของกาแฟไทยเยอะพอสมควร”
เมื่อคุณภาพพร้อม เรื่องราวพร้อม สิ่งที่ฟูอาดี้ทำต่อคือหาโอกาสและช่องทางให้กับกาแฟไทยแต่ละตัว ความสามารถในการเข้าใจเขาและเข้าใจเราคือสิ่งที่ทำให้พากาแฟไทยเข้าสู่โรงคั่วกาแฟต่างประเทศได้สำเร็จ“ก่อนที่เขาจะซื้อ มันไม่ใช่ว่าจะซื้อกาแฟอะไรก็ได้ เราต้องส่งไปให้เขาชิมก่อน เขาอาจจะมีตัวที่เขาอยากได้ เราต้องเข้าใจออฟเฟอริ่งของเขาว่าโรงคั่วนี้ในประเทศนี้ชอบกาแฟแบบไหน เราก็ต้องส่งตัวที่เขาน่าจะชอบไป จะส่งอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าเป็นโรงคั่วที่คั่วอ่อนมากๆ ก็อาจจะไม่เหมาะกับกาแฟไทย” สิ่งสำคัญสุดท้ายคือ ต่อให้มีทั้งของและโอกาสในมือแล้ว ถ้าไม่มีความโปร่งใสก็ไปต่อไม่ได้เพราะทุกคนในอุตสาหกรรมนี้ต่างรู้จักกันและเชื่อมถึงกันหมด “พอเราทำมาทั้งหมดและมาเป็นคนส่งออก มันเป็นเรื่องความรู้ที่สั่งสมไว้และมาถ่ายทอดให้กับเพื่อนๆ โรงคั่วมากกว่า มันไม่ใช่แค่เขาซื้อเพราะกาแฟดีอย่างเดียว เขาซื้อเพราะเราสื่อสารกับเขาอย่างไร เราจริงใจขนาดไหน เราแสดงให้เขาเห็นได้ทั้งหมดเลยไหมว่ากาแฟนี้มาอย่างไร วิธีการแปรรูปเป็นอย่างไร ใครเป็นคนปลูก ไปถึงว่าเขาได้เงินเท่าไร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับวงการกาแฟพิเศษ”
เมื่อ 85 คะแนนแปลว่าดีไม่พอ
ความท้าทายใหม่ของการส่งออกกาแฟไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือ เมื่อโรงคั่วต่างประเทศเริ่มเห็นว่ากาแฟไทยมีศักยภาพในการพัฒนา พวกเขาจึงมองหากาแฟไทยที่มีคะแนนสูงขึ้นและมีความพิเศษมากกว่าเดิม “โรงคั่วเล็กๆ มีความ luxury มากพอที่จะรอของดี เพื่อซื้อของดีเพียงอย่างเดียวได้ เขาไม่ได้ต้องการใช้กาแฟมากมาย บวกกับว่ากาแฟไทยราคาแพง ทำให้ 3-4 ปีที่ผ่านมา กาแฟล็อตที่เป็นกาแฟพื้น ๆ ที่ชาวบ้านทำเพื่อให้อยู่ได้ ขายยากขึ้น เพราะถ้าเขาจะซื้อกาแฟที่ได้ 83-85 คะแนน เขาก็ไปหาจากประเทศอื่นได้ในราคาครึ่งหนึ่งของประเทศไทย”
เป็นเรื่องจริงที่ว่ากาแฟไทยพัฒนาคุณภาพจากคะแนน 75-79 มาเป็น 80-85 ได้ แต่การจะพัฒนากาแฟไทยให้ได้คุณภาพที่คะแนน 85 ขึ้นไปนั้น คือโจทย์ที่ท้าทายเพราะมีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เรื่องสภาพอากาศหรือสายพันธุ์กาแฟ “บางที่ทำให้ดีที่สุดแค่ไหนมันก็อาจจะไม่เกิน 86 นี่พูดถึงในปริมาณที่ยังขายและได้กำไรเยอะพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ ถ้าทำล็อตเล็ก ๆ ก็อาจจะได้ดีกว่านี้ มันอาจจะตอบโจทย์ในบางมิติ แต่ในมุมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มันต้องทำเยอะกว่านี้ ที่ยากเพราะหลายครั้งก็เป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องโลกรวน เรื่องสภาวะอากาศในหุบเขานั้น ๆ หรือสายพันธุ์ที่แก้ยากมาก ๆ ต้องใช้เวลา 5-10 ปีกว่าจะปลูกสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะปลูกขึ้นไหม”
ไปต่อเพราะความสัมพันธ์
แม้เส้นทางการส่งออกกาแฟไทยจะเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพ ราคา หรือความต้องการของตลาด แต่สิ่งที่ทำให้ฟูอาดี้เลือกที่จะไปต่อบนเส้นทางนี้แม้ว่าจะมีโอกาสอีกมากมายในสายอาชีพอื่น คือความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อน ๆ ชาวสวนที่ทำกาแฟด้วยกันมาและเพื่อน ๆ โรงคั่วทั้งในและต่างประเทศที่คอยให้การสนับสนุน “เรารู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า รู้สึกถึงความหวังที่เขามีให้เรา เลยทำให้ยังทำงานตรงนี้” นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ฟูอาดี้ภูมิใจไม่แพ้การได้เห็นกาแฟไทยในโรงคั่วต่างประเทศตามที่ตั้งใจไว้คือ การนำกาแฟไทยที่คั่วโดยโรงคั่วในอังกฤษ ญี่ปุ่น หรืออเมริกา กลับมาให้ชาวสวนที่อยู่หน้างานได้ชิม ได้ชื่นใจกับผลงานของตัวเอง รวมถึงการที่ได้เห็นว่ากาแฟไทยสามารถสร้างโอกาสให้กับชาวสวนให้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม “สิ่งที่เราอยากทำให้ได้ คือทำให้กาแฟสามารถสร้างรายได้มากพอที่ชาวบ้านจะส่งลูกหลานของเขาไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในจังหวัดที่เขาอยู่ได้ มันอาจจะไม่ได้มีใครในห่วงโซ่นี้ที่รู้สึกรวย แต่อย่างน้อยเราอยากทำให้ถึงจุดที่กาแฟไปเปิดโอกาสให้ลูกหลานเขาได้”
ติดตามโปรเจ็กต์กาแฟไทยที่น่าสนใจของฟูอาดี้ได้ที่ Facebook และ Instagram
ที่มาภาพ : Roots
เรื่อง : ชาลินี บริราช