โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กิน-ดื่มอย่างอียิปต์ยุคดึกดำบรรพ์ กินอะไร ดื่มอะไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ก.ค. 2567 เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2567 เวลา 17.02 น.
วิถีชีวิตชาวนาอียิปต์โบราณขึ้นกับวงจรการเกษตร ภาพวาดกำแพงสุสานคนตายสะท้อนภาพเป็นจริงของชาวนา ตั้งแต่การเพาะปลูก จนถึงการถูกเรียกเก็บภาษีพืชผลจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ภาพจิตรกรรม ภาพสลักของ อียิปต์โบราณ ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ อาหาร ทั้งสิ้น ภาพจิตรกรรมในสุสานฝังศพหลายแห่งแสดงการปรุงและเตรียมเสบียงอาหารจำนวนมาก เพื่อผู้ตายในโลกอนาคต

อียิปต์โบราณ กินอะไรเป็นอาหาร?

ชาวอียิปต์ที่กินดีอยู่ดีใช้ระยะเวลาตลอดชีวิตเตรียมตัวเผชิญกับความตาย โดยหวังว่าจะนำทรัพย์สินทุกอย่างที่เคยเสพสุขติดตัวไปเมื่อสิ้นใจ ในพิธีศพของผู้มั่งมีจึงแสดงให้เห็นตำแหน่งเชื้อสายของตระกูล โดยเฉพาะการสวดอ้อนวอนให้มีการอุทิศส่วนกุศลเป็นอาหารอย่างต่อเนื่อง

อักษรภาพเฮโรกลิฟ แสดงให้เห็เครื่องสังเวยเป็นอาหาร ตั้งแต่อาหารหลักทั่วไปอย่างขนมปังและเบียร์ ไปจนถึงเนื้อสัตว์, ผัก, ผลไม้, น้ำมันพืช ฯลฯ

โดยมีข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์เป็นวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งในยุคแรกสุดไม่มีข้อแตกต่างระหว่างข้าวทั้งสองพันธุ์ ที่ต่างถูกเรียกชื่อเพียงว่า “ข้าว” โดยไม่แบ่งแยกชนิด

ข้าว คืออาหารหลักและสำคัญต่อการบำรุงร่างกาย โดยกำหนดให้เป็นรายการใหญ่ในการปันส่วนอาหาร สำหรับจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานของราชวงศ์ ภาพตลาดที่เห็นจากสุสานฝังศพแสดงการแลกเปลี่ยนกระสอบข้าวกับสินค้าทุกประเภท

ข้าวเป็นพืชผลที่ใช้ชำระภาษี แต่ละปีผู้ประเมินราคาจะวัดขนาดทุ่งนาและเก็บตัวอย่างเมล็ดข้าว เพื่อประมาณการพืชผล เมื่อต้องการจะเรียกเก็บภาษี และในฤดูเก็บเกี่ยว คนเก็บภาษีจะกลับมาจดบันทึกและตรวจยุ้งข้าว พร้อมทั้งกำกับดูแลการขนส่งภาษีไปยังที่ทำการของรัฐหรือฉางของวิหาร

พื้นที่แผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลสำหรับการเพาะปลูก ทำให้อียิปต์สามารถส่งข้าวเป็นสินค้าออกจำนวนมาก โดยเฉพาะสู่กรุงโรมในยุคหลังสุด

ฟายัม (Fayum) คือพื้นที่การเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร น้ำจากทะเลสาบมูริส (Moeris) ถูกชักมาใช้สำหรับการชลประทาน กษัตริย์ อียิปต์โบราณ หรือฟาโรห์หลายพระองค์ในราชวงศ์ที่ 12 ทรงดำริให้ถมทะเลเป็นแผ่นดินเพื่อการเกษตรกรรม เพื่อลดระดับน้ำทะเลสาบ และเพื่อเพิ่มพื้นที่ดินสำหรับการเพาะปลูก ในระหว่างยุคสมัยปโตเลมี ฟายัมเป็นอาณาบริเวณที่อุดมสมบูรณ์และมีประชากรหนาแน่นที่สุดของอียิปต์

ไม่แน่ชัดว่า สัดส่วนการปลูกข้าวบาร์เลย์และข้าวสาลีอย่างใดจะมากกว่า แต่กระนั้นข้าวทั้งสองพันธุ์ข้าวถูกนำมาใช้ทำขนมปัง นอกจากนี้ข้าวบาร์เลย์ยังใช้ทำเบียร์ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิเคราะห์ขนมปัง รวมทั้งสิ่งของที่ฝังรวมอยู่กับสุสาน และพบว่า ขนมปังทำจากข้าวสาลีมากกว่าเพื่อน อาจเป็นเพราะข้าวสาลีทำขนมปังได้ดี และเหมาะสำหรับการอุทิศให้ศพ ส่วนขนมปังที่ทำจากข้าวบาร์เลย์มักจะใช้บริโภคในครอบครัวคนจนมากกว่าขนมปังข้าวสาลี

ข้าวบาร์เลย์และข้าวสาลีใช้ประโยชน์อื่นได้มากมาย โดยเฉพาะเมล็ดสามารถนำไปใช้หุงต้มกับเนื้อหรือผัก หรือใช้ปรุงน้ำแกงให้เข้มข้นหรือเคี่ยวทำเป็นโจ๊ก เมล็ดยังสามารถบดหุงเป็นข้าวต้มได้ ดังเช่นสำรับอาหารสำหรับศพในสุสานสมัยราชวงศ์ที่ 2 ที่ซัคคารา

นอกจากนี้ ขนม เช่นขนมแป้งจี่ หรือขนมข้าวโอ๊ต ก็ทำจากเมล็ดข้าวบดผสมกับน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ แต่อาหารสำคัญที่ผลิตจากข้าวคือ ขนมปัง

ภาพสลัก รูปจำลองและภาพจิตรกรรมของทุกยุคทุกสมัย ล้วนแต่แสดงว่ามีการบดข้าวให้เป็นแป้งปริมาณมากเป็นประจำทุกวัน ในทุกครัวเรือนของชาวอียิปต์

ขั้นแรก เมล็ดข้าวถูกตำด้วยครกหินปูนที่วางบนพื้น ต่อจากนั้นก็จะโม่ข้าวบนหินลาดเอียงทรงจานซึ่งหมุนได้ เครื่องมือโม่ข้าวชนิดนี้ยังไม่ได้แพร่เข้าสู่อียิปต์จนกระทั่งถึงยุคกรีกโรมัน

โม่ข้าว ถูกค้นพบที่ คาฮูน (Kahun) หมู่บ้านช่างก่อสร้างพีระมิด ในสมัยราชวงศ์ที่สิบสอง และที่อมาร์นา (Amarna) หมู่บ้านกรรมกรก่อสร้างที่ใช้แรงงานสร้างเมืองของพระเจ้าอัคเฮนาเตน (Akhenaten) ในสมัยราชวงศ์ที่ 18

นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยการสึกกร่อนอันผิดปกติของฟันมัมมี่ สันนิษฐานว่าเกิดจากแร่ที่ไม่บริสุทธิ์เจือปนอยู่ในขนมปังโบราณของอียิปต์ ซึ่งเป็นอาหารหลักของชนทุกชั้น การติดเชื้ออาจมาจากลมทะเลทรายที่พัดพามาในระหว่างการเก็บเกี่ยวข้าว การเก็บรักษาข้าว หรือการสีข้าว หรือว่าเกิดจากชนิดของหินที่นำมาใช้ทำโม่ข้าว

ค.ศ. 1986-1987 สมาคมการสำรวจอียิปต์ ภายใต้การดำเนินงานของหัวหน้าคณะคือ แบร์รี เคมป์ (Barry Kemp) ได้ทดลองหลายวิธีเกี่ยวกับการเตรียมทำขนมปังจากแป้งที่ผลิตจากโม่ข้าว และค้นพบว่า ปราศจากเม็ดทรายและกรวดเจือปน ผิดจากที่คาดคิดไว้มาก

เมื่อเมล็ดข้าวถูกบดแตกแล้วก็จะนำไปร่อนในตะแกรง ซึ่งก็ยังไม่ละเอียดพอที่จะทำเป็นแป้งนุ่มๆ ดังนั้น จึงต้องชุบน้ำให้เปียก แล้วนำมาตากแห้งบนเสื่อ ก่อนนำไปสีเป็นครั้งสุดท้าย

ขนมปังก้อนแบน คือ ขนมปังที่กินกันทั่วไปในอียิปต์ ซึ่งมีวิธีการผลิตไม่แตกต่างกับในปัจจุบันนี้มากเท่าใดนัก แป้งถูกนำมาผสมกับน้ำและใส่เกลือเล็กน้อยในภาชนะขนาดใหญ่ ขนมปังนิ่มทำจากแป้งสาลีและปั้นด้วยมือ ก่อนนำไปอบในเตาไฟที่ทำจากดินเผา

วิธีการทำขนมปังนิ่มแบบเดิมอาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะวิธีการทำของชาวอียิปต์ในสมัยต่อๆ มา ภาชนะขนาดใหญ่บรรจุแป้งถูกล้างด้วยน้ำ เพื่อชำระคราบแป้งที่ติดเกรอะกรังอยู่ตามผิวถาดออก แป้งสาลีที่มีการผสมให้มีรสเปรี้ยวถูกนำมาทำเป็นขนมปังในวันรุ่งขึ้น ด้วยวิธีนี้ ขนมปังจะถูกใส่เชื้อเจือปนมานานนับพันๆ ปีในอียิปต์แล้ว

ตัวอย่างการวิเคราะห์ขนมปังและเบียร์ พิสูจน์ว่าชาวอียิปต์รู้จักวิธีใช้ยีสต์ผสมแป้งขนมปังไม่น้อยกว่า 1,500 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว เชื้อชนิดนี้อาจเป็นฟองของเหลว ซึ่งนำมาจากโรงเหล้าอันเป็นกิจการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับร้านทำขนมปัง

นักเขียนสมัยใหม่บางคน อาทิ ชไวน์เฟอร์ธ (Schweinfurth) และเรซินสกี (Wresinski) อ้างว่า มีการใช้เห็ดราที่ขึ้นตามต้นไม้และก้อนหิน ในการทำขนมปังในอียิปต์ แต่จากเห็ดราซึ่งค้นพบในสุสานฝังศพสมัยราชวงศ์ที่ 21 ที่เดเออร์ เอล-บาห์รี (Deir el-Bahri) ล้วนมีกำเนิดจากยุโรป ไม่มีเห็ดราชนิดที่ใช้สำหรับการปรุง อาหาร เจริญงอกงามในอียิปต์ แหล่งที่มาของเห็ดราใกล้ที่สุดคือแถบภูเขาของโมร็อกโก และพื้นที่บางส่วนบริเวณที่ราบสูงเอธิโอเปีย จึงเกิดข้อสงสัยว่า มีเหตุผลอะไรที่ต้องนำเห็ดรามาจากดินแดนอันห่างไกล

เห็ดราอาจถูกนำเข้ามาใช้สำหรับผลิตน้ำหอมและวัสดุห่อหุ้มมัมมี่ ถึงแม้ว่าการเติมเห็ดราลงไปในขนมปัง อาจช่วยควบคุมคุณภาพและป้องกันแมลงหรือเชื้อรา บางทีชาวอียิปต์อาจไม่ได้นำเข้าเห็ดราจากกรีซในปริมาณมากเพียงพอสำหรับความต้องการพื้นฐานในการใช้ทำขนมปังแต่ละวัน

ภาพสลักการทำขนมปังจากสุสานฝังศพพระเจ้าราเมสที่ 3 ในยุคอาณาจักรสมัยใหม่ตอนปลาย แสดงให้เห็นไม้เรียวยาวใช้ดึงและผลักขนมปังเข้าออกเตาอบ รูปทรงขนมปังโดยทั่วไปเป็นรูปครึ่งวงกลม ซึ่งอักษรภาพเฮโรกลิฟแสดงด้วยพยัญชนะตัวที (T) คำศัพท์ที่ใช้เรียกขนมปังคือ ทา (ta) ขนมปังชนิดนี้วางรวมอยู่ในสุสานฝังศพสมยราชวงศ์ที่ 18 ของพระเจ้าทุทันคามัน (Tutankhamun)

ขนมปังรูปไข่ รูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เหลี่ยม ล้วนแต่ปรากฏรวมอยู่กับเครื่องสังเวย บางก้อนมีรอยเฉือนทั่วเปลือกขนมปัง ซึ่งช่วยให้ผิวราบเรียบสม่ำเสมอ ขนมปังบางก้อนทำเป็นรูปสัตว์ รูปคน หรือรูปทรงประหลาดอื่นๆ ที่นิยมใช้กันในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่นเทศกาลเนื่องในศาสนา ขนมปังบางก้อนอาจมีรสหวานและปรุงผสมด้วยถั่วและเครื่องเทศ

หม้อซึ่งปั้นจากดินโคลนบนแกนไม้หมุน ส่วนมากจะแตกเพราะแรงอัดของขนมปัง บริเวณภาคกลางของอมาร์นาค้นพบเศษชิ้นส่วนของแบบพิมพ์ขนมปังทิ้งกระจายอยู่นับพันชิ้น ใกล้กับแหล่งผลิตที่อยู่ข้างวิหารใหญ่ การทดลองทำขนมปังโดยใช้แบบพิมพ์เหล่านี้ ปรากฏว่าได้ผลดีและกินได้ ซึ่งชาวอียิปต์เรียกว่าคือ “ขนมปังเทศกาล”

รูปจำลองสุสานฝังศพและภาพจิตรกรรมจำนวนมาก แสดงแบบพิมพ์ขนมปังที่ถูกเผาบนเตาไฟ เป็นไปได้ว่า การเผาหม้อให้ร้อนก่อนช่วยเร่งการผิงขนมปัง การหล่อลื่นภายในหม้อโดยเพิ่มอุณหภูมิความร้อนและเผาซ้ำหลายครั้ง เพื่อทำให้ผิวหม้อไม่ติดแป้ง ขนมปังผิงจากหม้อจำนวนมากพบอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมเปลือก ซึ่งแสดงว่าขนมปังมิได้ติดแบบพิมพ์แม้สักก้อน แบบพิมพ์ด้านในยังมีลวดลายนูนที่ผิวเพื่อทำให้ขนมปังมีลวดลายแปลกๆ

ยังมีขนมปังทำจากแป้งสาลีปรุงรสด้วยไขมัน นม ไข่ หรือผลไม้ อาทิ ขนมปังที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรกรรมดอกกี้ (Dokki Agriculture Museum) ในกรุงไคโร ทำจากอินทผลัมป่นสอดไส้เป็นชั้นระหว่างแป้งแผ่นกลมสองชิ้น กองขนมปังรูปสามเหลี่ยมสีน้ำตาลที่วางสุมอยู่ท่ามกลางเครื่องสังเวย สันนิษฐานว่าคือขนมเค้กน้ำผึ้ง ซึ่งเป็น อาหาร ฟุ่มเฟือยที่นิยมกันแพร่หลาย โดยมีรูปทรงแบบต่างๆ ทำจาก “ร้านทำขนม”

อักษรภาพเฮโรกลิฟ ระบุชนิดของขนมปังไว้มากกว่า 32 อย่าง ขนมเค้กและขนมปังกรอบเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกชื่อเฉพาะแต่ละชนิดได้ทั้งหมด เพราะมีทั้งที่ทำจากลูกเบอร์รี่ และลูกปาล์ม เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าขนมปังเหล่านั้นมีวิธีทำอย่างไร หรือผลไม้ถูกนำไปผสมกับแป้งได้อย่างไร หรือกับส่วนผสมอื่นๆ มีอะไรบ้าง

นอกจากนี้ยังมีขนมปังชนิดอื่นได้แก่ขนมปังที่ทำจากข้าวบาร์เลย์หยาบ ซึ่งใช้ในการทำเบียร์ และเบียร์คือเครื่องดื่มของคนทั่วไป และคือเครื่องดื่มสามัญประจำที่ใช้สังเวยพิธีศพ ความแรงของเบียร์สังเกตจากสี เบียร์แดงเป็นที่นิยมดื่มกันทั่วไป แต่เบียร์ดำแรงที่สุด ทุกครัวเรือนจะเตรียมสำรองเบียร์ไว้ดื่มกันจำนวนมากตลอดเวลา ขณะที่คนร่ำรวยสามารถสั่งและนำเบียร์จากซีเรียและนูเบียเข้ามาในอียิปต์ได้

กระบวนการผลิตเบียร์คล้ายคลึงอย่างมากกับวิธีการที่ชาวซูดานเคยทำเครื่องดื่มมึนเมา ที่เรียกว่าบัวซา (Bouza) ขนมปังหนาฟูถูกอบเพียงบางส่วน เพื่อไม่ให้ทำลายเอนไซม์ ซึ่งช่วยให้เกิดส่าเหล้า ขนมปังถูกผสมน้ำละลายลงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และบางทีก็ปนกับเมล็ดข้าวบาร์เลย์ที่ป่นแล้ว เพื่อทำแป้งเป็นเหล้าในสภาพอากาศอบอุ่น น้ำที่เคี่ยวข้นหนาจะไหลกรองผ่านตะแกรงสู่หม้อต้มหมักขนาดใหญ่ แล้วจึงรินใส่ไหขนาดเล็ก

บางครั้งอาจเติมผักหรือผลไม้ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้แก่เบียร์ ซึ่งโดยปกติจะได้แก่อินทผลัม แต่ดอกฮอพ ซึ่งใช้ปรุงเบียร์ยุคปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวอียิปต์ในเวลานั้น

ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ฮีโรโดตัส (Herodotus) เอ่ยถึงไวน์อียิปต์ ที่ทำมาจากข้าวบาร์เลย์ด้วย หากบันทึกการสังเกตการณ์ของเขา เบียร์เป็นเครื่องดื่มมึนเมาที่หาง่ายที่สุด และผลิตในอียิปต์

ดิโอโดรัส (Diodorus) บันทึกไว้ในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลว่า เบียร์อียิปต์มีรสชาติและกลิ่นไม่ด้อยกว่าไวน์เท่าใดนัก

ชาวอียิปต์เห็นว่าเบียร์เป็นสิ่งหนึ่งสำหรับดื่มให้มึนเมา เพื่อความสำราญแก่ชีวิต และในเทศกาลบูชาเทพธิดาฮาเธอร์ (Hathor) ที่เดนดีรา (Dendera) มีเบียร์จำนวนมากบริการแก่ผู้แสวงบุญ อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการดื่มของมึนเมาก็มีเช่นกัน ดังข้อความตอนหนึ่งในเอกสารของนักเรียนในสมัยราชวงศ์ที่ 19 ตักเตือนให้เห็นความชั่วร้ายของเบียร์ว่า

“ข้าพเจ้าถูกสอน…เมื่อเดินผ่านถนนสู่ถนนที่มีกลิ่นเบียร์เหม็นคลุ้ง เบียร์จะทำให้เราหมดสิ้นความเป็นผู้ชาย และทำให้วิญญาณของเราตกนรก เราก็เหมือนกับเรือไม่มีหางเสือเหมือนกับเจ้าไม่มีศาล เหมือนกับบ้านไม่มีขนมปัง”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้คัดย่อจาก บุญยก ตามไท. “กิน-ดื่ม อย่างอียิปต์ยุคดึกดำบรรพ์” ใน, ศิลปวัฒนธรรม กุมภาพันธ์ 2536 (ซึ่งแปลและเรียบเรียงจาก Egyptian Food and Drink by Hilary Wilson)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กิน-ดื่มอย่างอียิปต์ยุคดึกดำบรรพ์ กินอะไร ดื่มอะไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...