โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ลี้ภัยข้ามแดนพม่า ทะลักไทยนับล้าน ติงนโยบายรัฐ ไร้ระบบคัดกรอง ทำแก้ปัญหาไม่ได้

Khaosod

อัพเดต 21 มิ.ย. 2565 เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2565 เวลา 16.52 น.
ผู้ลี้ภัยข้ามแดนพม่า ทะลักไทยนับล้าน ติงนโยบายรัฐ ไร้ระบบคัดกรอง ทำแก้ปัญหาไม่ได้

ผู้ลี้ภัยข้ามแดนพม่า ทะลักไทยนับล้าน วิจารณ์นโยบายรัฐ ไร้ระบบคัดกรอง ทำให้ไม่สามารถแยกแยะแก้ปัญหาได้-เสนอทางออก 7 ข้อ แนะคิดภาพใหญ่ ต้องการให้เป็นแบบไหน

วันที่ 20 มิ.ย.65 ที่สถาบันการศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนนานาชาติ(ISDSI) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเสวนาโต๊ะกลม เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้แทนหน่วยงาน ผู้แทนองค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ทางการทูต ตัวแทนชุมชนท้องถิ่นและสื่อมวลชน

พรสุข เกิดสว่าง ผู้แทนกลุ่มเพื่อนไร้พรมแดน กล่าวก่อนเปิดงานว่า หลังเกิดรัฐประหารในพม่าได้เกิดการลุกฮือของประชาชนหลายชาติพันธุ์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียเสรีภาพ และการลุกฮือของกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์จนเกิดการปราบปรามอย่างรุนแรงของกองทัพพม่า ทำให้มีการอพยพของประชาชน

ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ในแคมป์ตามชายแดน 9 แห่ง และการจัดการค่อนข้างโกลาหล และแผนฉุกเฉินไม่ได้ถูกนำมาใช้ คนเหล่านี้ไม่ได้รับการรับรองสถานะตามกฎหมายไทยและกลายเป็นเหยื่อของการถูกรีดไถ ในอดีตผู้ที่อพยพเข้ามาจากพม่าเป็นคนหนุ่มสาว

แต่ครั้งนี้มีทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา และบทบาทของสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งในอดีตให้ความช่วยเหลือด้านการเงินบ้าง แต่วันนี้ไม่มีเงินและไม่มีการอำนวยความสะดวกให้คนเหล่านี้เดินทางไปในประเทศที่ 3

ดร.มารค ตามไท อาจารย์สาขาวิชาการสร้างสันติภาพ สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ ปาฐกถาเปิดงานว่า ภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาการอพยพของผู้ลี้ภัยคล้ายเดิม โดยเฉพาะประเด็นรัฐไทยกับผู้ลี้ภัย เวลาคุยกันถึงปัญหานี้มักมีเรื่องต่างๆปรากฏ เช่น สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ

ซึ่งคำเหล่านี้เป็นกับดักให้เราแก้ปัญหาจากมุมมองที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือเอาตัวเองไปอยู่ในบทบาทนั้น ทำให้การแก้ปัญหายาก ถ้าจะออกจากกับดักนี้ต้องตั้งโจทย์ให้ถูกคือเราอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศแบบไหน ไม่ใช่โจทย์ว่ารัฐบาลพม่าจะคิดอย่างไรเพราะนั่นเป็นเรื่องเล็กมากและวันหนึ่งก็จะผ่านไป ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศแบบไหนก็จะคุยโดยไม่ติดกับดัก เราภูมิใจในประเทศไทยแบบไหน ตรงนี้คือความมั่นคงที่แท้จริง

“ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ง่ายที่จะเปลี่ยนความคิดของรัฐไทย เพราะมักมองระยะสั้น เช่น กระทรวงต่างประเทศ มองว่าอยากให้โลกมองเราเป็นอย่างไร แต่ที่ลึกและสำคัญกว่านั้นคือเราอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบไหน ประเทศไทยจะมั่นคงถ้าเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน ผมเสนอให้ฝ่ายรัฐคิดแบบนี้ เรื่องของผู้ลี้ภัยควรออกจากกรอบเดิม แต่รัฐยังอยู่ในกรอบผลประโยชน์แบบแคบ ผมอยากเสนอว่า เราต้องสร้างวิชั่นที่ใหญ่กว่าเดิม เราต้องแก้ด้วยฐานใหญ่”ดร.มารค กล่าว

ดร.มารค กล่าวว่าประเทศไทยเป็นแบบไหนไม่ต้องรอรัฐ เราไม่ได้ทำแค่เพราะเราเคารพสิทธิ แต่เราต้องการเห็นประเทศไทยเป็นอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่จะส่งให้รัฐคือข้อเสนอที่บอกให้รัฐทำให้เราเพราะเราอยากเห็นแบบนี้

ทั้งนี้ก่อนเสวนาได้มีการฉายวิดีโอ “Friends Next Door” ซึ่งระบุว่า ขณะนี้ผู้พลัดถิ่นพม่าในไทยร่วม 7 แสนคน รวมกับของเก่าอีกก็นับล้านคน หลายๆครั้ง จำนวนนับได้จริงกับจำนวนที่เปิดเผยต่อสาธารณะแตกต่างกัน

ส่วนหนึ่งผู้อพยพหนีเข้ามาพร้อมกับคนทำงาน ผู้ลี้ภัยการเมืองกับผู้ลี้ภัยสงครามอาจเป็นคนๆเดียวกัน เราไม่รู้ว่าหลังรัฐประหารมีผู้ลี้ภัยการเมืองกับผู้พลัดถิ่นในพม่าอยู่เท่าไหร่ พวกเขาพยายามเลื่อนไหลสถานะของตนเสมอเพราะอยากอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในเวทีเสวนา นายปัญญา ชาญชาติวีระ ส.จ.เขตอุ้มผาง จ.ตาก กล่าวว่า ช่วง ก.พ.ที่ผ่านมา ชาวบ้านกว่า 30 หมู่บ้านได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดน ซึ่งมีความรุนแรงใกล้มากกับหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนอยู่ไม่ได้ ซึ่งชายแดนอุ้มผางแตกต่างจากที่อื่นเพราะไม่มีแม่น้ำกั้น ทำให้ไม่ทราบการเคลื่อนไหวใดๆและเกิดความเสี่ยงมาก

บางครั้งมีการรุกล้ำเข้ามา ซึ่งมีชาวบ้าน 5 พันคนหลบหนีเข้ามา ในความเป็นจริงเขาอยู่ไม่ได้เพราะเกิดความกลัว ตนได้ลงพื้นที่เห็นความยากลำบากของเขา ตนเคยสอบถามเจ้าหน้าที่ แต่เขาบอกว่ายังไม่ถึงเวลาเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ บางจุดอยู่ได้ 3-5 วันก็ต้องกลับมีแค่บางจุดที่อยู่ได้เป็นเดือน

“พื้นที่อุ้มผางเข้ามาได้เลย และมีญาติพี่น้อง ทำให้ไม่มีขอบเขต หลายจุดที่คนที่หลบหนีเข้ามาก็ไม่ได้รับการเปิดเผย เขาถูกทิ้งแต่บางทีเราก็เข้าใจทางการไทยที่มีข้อจำกัดจริงๆ สิ่งที่เขาอยากได้คือพื้นที่ปลอดภัยในระยะสั้นๆ

ซอ เฮโซ เครือข่ายให้ความช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง (Karen Peace Support Network) กล่าวว่าประเด็นที่เราตระหนักดีคือ 1.องค์กรภาคประชาชนไม่ได้มีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่มีผู้หนีภัยจำนวนมาก 2.การเป็นองค์กรภาคประชาชนสถานการณ์ให้ความช่วยเหลือก็ไม่ชัดเจนว่ามากน้อยเพียงใดที่สามารถทำได้โดยไม่กระทบกรอบกฎหมาย 3.ในหลายพื้นองค์กรภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงเพื่อให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าได้

รวีพร ดอกไม้ ผู้ประสานงานคลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า แม่สอดเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีความซับซ้อนในพื้นที่อยู่แล้วทั้งเรื่องการค้า การจ้างงานและการลงทุน การอพยพย้ายถิ่นเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โดยมี 5 กลุ่ม 1.แรงงานข้ามชาติ 2.กลุ่มผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิง 3.ผู้ประสบภัยทางการเมือง 4ผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน 5.กลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมือง

รวีพร กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอไปยังรัฐบาลคือ 1. ให้ทางรัฐบาลไทยเปิดพื้นที่ในการคัดกรองผู้ประสบภัยทางการเมืองจากประเทศพม่า โดยให้ UNHCR และ สถานทูต รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาคัดกรอง และให้ความคุ้มครอง ช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

2.ให้มีการคัดกรองผู้ลักลอบเข้าเมือง (Smuggling) ให้พิจารณาตามความหลากหลาย และซับซ้อน เพื่อที่จะระบุสถานะ และ เข้าถึงการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน 3.เสนอให้ UNHCR และ สถานทูต มีแนวทางที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางการเมืองจากประเทศพม่า เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการลักลอบขนคนข้ามแดน และกระบวนการการค้ามนุษย์

4.ให้ทางรัฐบาลไทย มีแนวทางในการคุ้มครองผู้ประสบภัยทางการเมือง 5.เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาระเบียบคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ 6.จัดให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบ และมีการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาในเรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการของชุมชนพื้นที่

7.ให้รัฐบาลไทยมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ ร่วมกับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 8.ควรมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการผู้อพยพ

นอ เกอะญอพอ เครือข่ายผู้หญิงกะเหรี่ยง (Karen Women's Organization) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไทยมีนโยบายให้ความช่วยเหลืออย่างเสรีจะทำให้พวกเราทำงานง่ายขึ้น ผู้พลัดถิ่นขาดความมั่นคงและความปลอดภัยในประเทศ ทำให้จำเป็นต้องข้ามแม่น้ำและข้ามแดนมาหาพื้นที่ปลอดภัย เขาต้องการยารักษาโรค น้ำ อาหาร โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์และผู้หญิงที่มีลูกเล็ก รวมถึงคนสูงอายุ

Nei Neh Plo เครือข่ายคาเรนนี (Coordinating Team for Emergency Relief) กล่าวว่าผลกระทบจากรัฐประหาร ชาวคาเรนนี้กว่า 3 แสนได้รับผลกระทบและจำนวน 2 ใน 3 หรือ 2 แสนคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น พวกเขาต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนอาหารและที่อยู่ปลอดภัยเพราะต้องย้ายอยู่ตลอดเวลา ขณะที่การเดินทางก็มีปัญหาเพราะรัฐคะเรนนีเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่ หากมีทหารตั้งด่านก็จะทำให้ผู้หนีภัยเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ หากต้องการความช่วยเหลือก็ต้องข้ามแดนแต่มีการโจมตีทางอากาศตลอดเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...