โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงสีต้นทุนพุ่ง ขึ้นค่าสีข้าว 30% ปรับแผนผลิต-ติดโซลาร์รูฟ ลดค่าไฟ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2565 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 04.33 น.

ผู้ประกอบการโรงสีอ่วม ต้นทุนขนส่ง-ค่าไฟพุ่ง ยื้อไม่ไหวปรับขึ้นค่าสีข้าว 20-30% พร้อมปรับช่วงเวลาสีข้าวกลางคืน แห่ติดโซลาร์ลดค่าใช้จ่าย ชี้กำลังการผลิตทั่วประเทศวูบจาก 120 ล้านตัน เหลือ 70 ล้านตัน

นายรังสรรค์ สบายเมือง นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงสีต้องปรับขึ้นค่าสีอีก 20-30% หลังจากที่ประสบภาวะต้นทุนการสีข้าวเพิ่มขึ้นจากปัจจัยค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนหลัก บวกกับค่าขนส่งข้าวสารไปขายเริ่มปรับขึ้นตามการปรับราคาน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมปรับค่าแรงงานเพื่อสอดรับกับต้นทุนค่าครองชีพแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้นด้วย

“หลังจากที่มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เราก็พยายามลดต้นทุนด้วยการหาเทคโนโลยีมาช่วยสีข้าวลดปัญหาข้าวหักให้น้อยลง และเพื่อให้ได้ข้าวต้น (ข้าวสาร) ในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น พยายามเก็บทุกอย่างที่พอทำได้ หรืออย่างการผลิตก็ต้องหันไปใช้ค่าไฟออฟพีกช่วงกลางคืน (21.00-06.00 น.) ซึ่งจะเสียค่าไฟลดลงประมาณสัก 60% จากปกติ”

หรืออีกแนวทางหนึ่งก็มีโรงสีประมาณ 10% เริ่มหันไปติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เองตอนกลางวัน ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟได้ 15-20% เพียงแต่ต้นทุนการติดตั้งแผงต้องลงทุนค่าติดตั้งค่อนข้างสูงในครั้งแรก จึงต้องออกแบบให้พอดีกับปริมาณไฟที่ใช้ เพราะหากผลิตเกินก็จะสูญเปล่า ไฟฟ้าส่วนเกินยังไม่สามารถขายคืนให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ ทำได้เพียงเพื่อใช้เองประหยัดต้นทุนพลังงาน

นายรังสรรค์กล่าวว่า ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาธุรกิจโรงสีที่เคยมีสภาพคล่องสูง มีการขยายกำลังการผลิตไปมากกว่าข้าวเปลือก 4 เท่า จากปริมาณที่ผลผลิตได้ 28-30 ล้านตัน หรือประมาณ 120 ล้านตันข้าวเปลือก ขณะนี้ทางโรงสีก็ลดจำนวนลง ล่าสุดกำลังการผลิตเหลือเพียง 70-80 ล้านตัน และไม่มีโรงสีหน้าใหม่เข้ามาทำธุรกิจแล้ว

ส่วนโรงสีเดิมก็ขยับขยายไปทำธุรกิจอื่น ๆ ในรายที่ไม่มีทายาทสืบทอด อย่างไรก็ตาม คาดว่าธุรกิจโรงสีกำลังจะปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งหากภาวะที่จะทำให้การแข่งขันสมบูรณ์ ควรต้องมีกำลังการผลิตมากกว่าข้าวเปลือก 1.5 เท่า หรือ 45 ล้านตัน เพราะผลผลิตทรงตัวอยู่ประมาณนี้ 28-30 ล้านตัน

“นโยบายประกันรายได้ ไม่ได้มีผลต่อการค้าขาย เราซื้อข้าวเปลือกตามราคาท้องตลาดปกติ โครงการนี้ไม่ได้มาแทรกแซงตลาด แต่ในแง่อื่นเหมือนงบประมาณภาษีหายไปเลย มันไม่ได้พัฒนาในรูปแบบของการปลูก ของการ ลงทุนทำนา หรือการเพิ่มผลผลิตอะไร ให้เพื่อให้อยู่ตลอดรอดฝั่งเป็นคราว ๆ ขอพูดตรง ๆ ไม่ได้พัฒนาให้ยั่งยืน

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าต่อโครงการประกันรายได้ปี 4 สถานการณ์อุตสาหกรรมก็ยังคงเหมือนเดิม เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือโดยตรง แต่ควรมีเรื่องการพัฒนาเกษตรกรควบคู่กันไป โดยในส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ข้าวยังเป็นเรื่องในห้องประชุมและในตัวหนังสือไม่ได้ทำภาคปฏิบัติโดยตรง

การทำก็ทำเพียงกลุ่มเล็ก ๆ จากจำนวนชาวนา 4 ล้านครัวเรือน ไป 50-100 ครัวเรือนไม่มีผล เราต้องขยับขยายเพราะมีข้าราชการทั้งเกษตรทั้งพาณิชย์ ต้องช่วยกันเป็นเรื่องเป็นราวให้เห็นทางปฏิบัติจริง”

สำหรับการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ถือเป็นเรื่องดี แต่การพัฒนาแต่ละสายพันธุ์ต้องใช้เวลา อย่างปัจจุบันชาวนาจะนิยมปลูกพันธุ์ข้าวขาวนุ่ม 79, 87 ซึ่งข้อดีคือผลผลิตต่อไร่สูง ส่วนราคาที่โรงสีรับซื้อยังคงใกล้เคียงกับราคาข้าวขาว

สำหรับการบริโภคภายใน หรือผลิตข้าวนึ่ง และกระทบข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น ต้องยอมรับว่าถึงจะมีข้อดีแต่ก็มีข้อเสีย

ดังนั้น ต้องพัฒนาให้แมตช์กันให้ได้ แต่ละพื้นที่ก็ปลูกกันหลากหลายพันธุ์ บริหารจัดการยากขึ้น ด้วยความที่เราทำงานอยู่กับข้าวเราต้องพยายามบริหารจัดการให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตอะไรมาเราก็รับซื้อหมด ต้องพยายามรักษาคุณภาพ เพราะเริ่มมีคอมเพลนว่าทำไมข้าวนึ่งไทยไม่ร่วนแต่เหนียว ๆ

แต่ทั้งหลายทั้งมวลที่รัฐพัฒนาพันธุ์ยุทธศาสตร์ข้าว จุดประสงค์เป้าหมายคือต้องการให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี แต่ไปไม่ถึง ไปถึงแค่ชั่วคราว ต่อไปถ้ายังจ่ายกันอย่างนี้ก็เหมือนเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...