โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสลี่ยงปริศนา ที่วัดท่าพูด หรือจะเป็นของโบราณที่พระเจ้าตาก ถวายเป็นพุทธบูชา?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ก.ย 2565 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2565 เวลา 06.00 น.
เสลี่ยงปริศนา ในพิพิธภัณฑ์วัดท่าพูด จังหวัดนครปฐม ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับพฤษภาคม 2550

ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวแถวๆ ตลาดน้ำวัดดอนหวายที่จังหวัดนครปฐม ลองขับรถเลยไปอีกไม่ไกลนักก็จะถึง วัดท่าพูด อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นวัดเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่วัดนี้มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน และสิ่งของที่ได้พระราชทานไว้ให้แก่อดีตเจ้าอาวาส

วัดท่าพูด : วัดที่ “เจตภูต” กับ “แมงดาวเรือง” สร้าง

ตามตำนานที่ชาวบ้านเล่าสืบกันมานั้นเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งมีพี่น้องสองคนนั่งพิงกันอยู่ใกล้จอมปลวกใหญ่ เมื่อพี่ชายนอนหลับไป น้องชายมองเห็นแมงดาวเรือง (แมงคาเรือง) [1] คลานออกมาจากจมูกของพี่ชาย แล้วคลานหายเข้าไปในจอมปลวก

ต่อมาน้องชายก็นอนหลับไปเช่นกันและฝันไปว่ามีเจตภูตมาบอกทางไปขุมทรัพย์ในภูเขา เพื่อให้ขุดไปขายแล้วนำเงินมาสร้างวัด เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาจึงเล่าให้พี่ชายฟัง จากนั้นจึงออกตามหาขุมทรัพย์ แต่ก็ไม่พบ ภายหลังจึงได้นึกถึงจอมปลวกที่พวกตนนอนพิงอยู่ ทั้งแมงดาวเรืองก็คลานหายเข้าไปในจอมปลวก จึงลองขุดจอมปลวกดู พบทรัพย์สมบัติมากมาย

สองพี่น้องจึงนำไปขายและนำเงินที่ได้ไปสร้างวัดตามที่เจตภูตได้สั่งไว้ในความฝัน จากนั้นสองพี่น้องจึงเดินทางหาที่สร้างวัด ได้พบกับทางสามแพร่งแห่งหนึ่งมองดูเหมาะสมจึงได้สร้างวัด ณ ที่แห่งนั้น และได้ตั้งชื่อวัดว่า “วัดเจตภูต” เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเจตภูตที่มาเข้าฝันบอกให้สร้าง [2]

ส่วนประวัติในการสร้างวัดนั้นในหนังสือประวัติวัดท่าพูด กล่าวไว้ว่าวัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2275 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยไม่ได้กล่าวถึงหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันประวัติการสร้างดังกล่าว แต่หลักฐานที่เก่าที่สุดที่พบคือจารึกบนแผ่นอิฐมอญ

แผ่นอิฐมอญจารึกนี้มี 3 แผ่น ซึ่งอาจารย์เทิม มีเต็ม และอาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ กรมศิลปากร เป็นผู้อ่านจารึกแผ่นที่ 1 อ่านว่า “ปีมะเมีย”แผ่นที่ 2 อ่านว่า “ได้จุลศักราชพันร้อย” “ศก อุโบสถ” แผ่นที่ 3 อ่านว่า “อิฐตาโค ตาดา”

อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากจารึกแผ่นอิฐมอญนี้ ได้ระบุถึงปี จ.ศ. 1100 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2281 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย

แผ่นอิฐนี้สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นชิ้นส่วนของพระอุโบสถเดิมของวัดท่าพูด โดยการขุดดินขึ้นมาปั้นทำเป็นอิฐมอญเพื่อใช้ก่อผนังพระอุโบสถ และมีกลุ่มชาวบ้านช่วยดำเนินการสร้างจนแล้วเสร็จ [3]

อย่างไรก็ตามในหนังสือรับรองสภาพวัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม ที่ พศ 0025/324 รับรองว่าวัดท่าพูด “ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2275 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2301” ซึ่งถ้าหากเชื่อถือตามนี้ ปัจจุบัน (พฤษภาคม พ.ศ. 2550-กองบรรณาธิการ) วัดท่าพูดจะมีอายุถึง 275 ปี ซึ่งถือเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในย่านนี้

“หลวงพ่อรด” วัดท่าพูด : พระราชาคณะอยุธยาที่หนีพม่ามาเมืองนครไชยศรี?

เอื้อน วาราชนนท์ อดีตครูใหญ่โรงเรียนวัดท่าพูด ได้บันทึกประวัติวัดท่าพูดในช่วงที่เสียกรุงครั้งที่ 2 ไว้ว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ประชาชนตลอดจนสมณชีพราหมณ์ก็ได้หลบหนีภัยสงครามไปตามที่ต่างๆ ในจำนวนนี้มีพระราชาคณะร่วมมาด้วยรูปหนึ่ง ชาวกรุงศรีอยุธยาเรียกท่านว่า พระอาจารย์รด” [4]

คณะของท่านได้หนีมาบริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีน [5] เนื่องจากพม่าไม่ชำนาญเดินทัพมาบริเวณนี้ เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณบ้านกระทุ่มล้ม แขวงเมืองนครไชยศรี (เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม) จึงพร้อมใจกันตั้งหลักฐานบริเวณนั้น และได้ช่วยกันสร้างสำนักสงฆ์ชั่วคราวขึ้น เรียกว่า “หนองตารด” ตามชื่อพระอาจารย์รด และเนื่องจากที่กลางทุ่งนาแห่งนี้เป็นที่ดอน จึงได้ช่วยกันขุดสระขนาดใหญ่ขึ้นแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเรียกกันว่า “หนองรี” หรือ “หนองตาผี” หรือ “ดอนชุมนุม” ห่างจากวัดท่าพูดไปประมาณ 2 กิโลเมตร

ขณะนั้นวัดท่าพูดไม่มีพระภิกษุจำพรรษา เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่ามีพระอยุธยามาจึงไปอาราธนาให้มาจำพรรษาที่วัดท่าพูดนี้สืบไป “พระอาจารย์รด” รับอาราธนาเป็นเจ้าอธิการวัดท่าพูดตามคำขอร้องของชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านจากอยุธยาที่ติดตามมาก็ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบบริเวณวัดนี้

นอกจากนี้ยังเล่ากันอีกว่า เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินได้มีพระราชโองการให้เสาะหาพระราชาคณะที่หลบหนีภัยสงครามไปตามที่ต่างๆ ให้เข้ามาในพระนครกรุงธนบุรีเพื่อจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญต่อไป

ครั้งนั้นทางการได้ทราบข่าวพระอาจารย์รดว่ามาจำพรรษาที่วัดท่าพูด จึงอาราธนาให้ไปจำพรรษาในพระนคร แต่พระอาจารย์รดปฏิเสธ เนื่องจากรับอาราธนาชาวบ้านท่าพูดแล้ว ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเรือกัญญา 2 ลำ คานหาม 1 องค์ กระโถนและกาน้ำลายเทพพนมอย่างละ 1 ชุด ถวายประดับเกียรติยศพระอาจารย์รด [6]

เรื่อง “พระอาจารย์รด” นี้ เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า (oral history) ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนได้พยายามสอบค้นกับเอกสารต่างๆ ก็ยังไม่พบชื่อ “พระอาจารย์รด” ในทำเนียบพระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตามเรื่องความสำคัญของพระราชาคณะรูปนี้ ดูจะมีเค้าลางที่เป็นไปได้ เนื่องจากมีการพบหลักฐานซึ่งเป็นโบราณวัตถุสำคัญๆ มากมาย รวมถึงพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมุดไทยจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าวัดนี้น่าจะเคยเป็นวัดที่มีบุคคลสำคัญมาอยู่หรือเคยปกครองมาก่อน

เสลี่ยงเจ้าปัญหา เรือกัญญา และพญาตาก

สัญญา สุดล้ำเลิศ แห่งโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา ผู้ริเริ่มศึกษาค้นคว้า “เสลี่ยง” หรือที่อาจารย์สัญญาเรียกว่า “พระยานมาศ” โดยศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ ผลการศึกษาเทียบเคียงกับงานศิลปกรรมสมัยต่างๆ พบว่า พระยานมาศของวัดท่าพูดน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ราว พ.ศ. 2089-2199 หรืออายุประมาณ 400 ปี

และยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานได้น่าสนใจว่า เสลี่ยงคันนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงอยุธยาตอนกลางและสมเด็จพระเจ้าตากสินได้พระราชทานให้หลวงพ่อรดในคราวที่โปรดให้ประชุมพระราชาคณะที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังฯ) ในตอนต้นรัชกาล รวมทั้งยังเกี่ยวโยงกับสถานะของพระอาจารย์รดที่อาจเป็นพระราชาคณะชั้นสูงที่ผูกพันกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน หรืออาจเป็นถึงเจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่นำราษฎรหนีมาพร้อมกับเรือกัญญา 2 ลำ ก็อาจเป็นได้

อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีความเห็นในแง่มุมที่ต่างไปจากความคิดข้างต้น กล่าวคือเสลี่ยงคันนี้น่าจะได้รับพระราชทานจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง (ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระเจ้าตากสิน) ที่ถวายเป็นพุทธบูชามหากุศลตามอย่างบุรพมหาจักรพรรดิราชที่ทรงกระทำสืบมาแต่ก่อน อันเนื่องมาแต่พระราชศรัทธาที่ทรงมีต่อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของวัด มากกว่าที่จะพระราชทานแก่หลวงพ่อรดโดยตรง

เหตุที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากเสลี่ยงของวัดท่าพูดคันนี้ มีฐานถึง 5 ชั้น ฐานแต่ละชั้นยิ่งสูงพื้นจะยิ่งแคบ ไม่น่าจะเหมาะกับการนั่ง (ไม่ว่าจะนั่งห้อยขา หรือนั่งขัดสมาธิพื้นราบ) ซึ่งต่างจากเสลี่ยง หรือพระยานมาศทั่วไปที่ฐานแต่ละชั้น พื้นจะมีขนาดใกล้เคียงกัน การที่สร้างให้ฐานมีความลดหลั่นกันลงมานั้น ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า เสลี่ยงนี้น่าจะใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญเพื่อเป็นเครื่องสักการะประดับเกียรติ หรือใช้แห่แหนในโอกาสสำคัญมากกว่า

อนึ่ง ในบรรดาพระเสลี่ยงที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันนั้น มีพระเสลี่ยงคันหนึ่งที่ใช้สำหรับเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชอ่านพระอภิธรรมนำพระโกศพระบรมศพ เรียกว่า “พระเสลี่ยงกลีบบัว” แสดงว่าธรรมเนียมการสร้างพระเสลี่ยงสำหรับพระราชทานพระราชาคณะมีมานานแล้ว และหากเสลี่ยงองค์ที่วัดท่าพูดจะพระราชทานแก่หลวงพ่อรดจริง ก็น่าจะมีเค้าใกล้เคียงกับ “พระเสลี่ยงกลีบบัว” นี้ แต่ปรากฏว่าทั้งขนาด ลวดลาย จำนวนชั้นฐานก็ไม่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะชั้นฐานของเสลี่ยงที่วัดท่าพูดนั้นฐานชั้นบนแคบกว่าฐานชั้นล่างมาก และสูงจนเกือบจะเป็นพระที่นั่ง หรือบัลลังก์

คำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าเสลี่ยงนี้ใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญจริงแล้ว พระพุทธรูปสำคัญของวัดท่าพูดคือพระอะไร?

ความจริงที่วัดท่าพูดนี้มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ถึง 2 องค์ องค์หนึ่งคือหลวงพ่อพระศรีสรรเพชญ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อเพชร และหลวงพ่อผลบุญ

ประวัติของพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นี้ไม่กระจ่างชัดนัก ทราบกันแต่เพียงว่า ต่างก็เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหลวงพ่อพระศรีสรรเพชญ์นี้เป็นพระประธานในพระวิหารวัดท่าพูด ส่วนหลวงพ่อผลบุญ [7] นั้น เล่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปประธานในกุฏิของหลวงพ่อรด หลวงพ่อผลบุญนี้เป็นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

ผู้เขียนสันนิษฐานว่า หลวงพ่อผลบุญนี้อาจเป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งในวัดสำคัญของกรุงศรีอยุธยา ในคราวที่บ้านเมืองมีภัยชาวบ้านจึงได้อาราธนามาด้วย และเมื่ออาราธนามาแล้วจึงยังคงรักษาไว้ในกุฏิหลวงพ่อรด ผู้เป็นเจ้าอธิการเพื่อความปลอดภัย

คำถามต่อมาก็คือ เพราะเหตุใดจึงต้องถวายเสลี่ยง? มูลเหตุของการถวายเสลี่ยงนี้ ถ้าเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นผู้ถวาย ก็มีมูลเหตุทั้งในเรื่องของพระราชศรัทธาที่ทรงมีต่อพระพุทธรูปสำคัญนี้ ซึ่งอาจเนื่องจากความผูกพัน ซึ่งวัดในอยุธยาที่ผูกพันกับสมเด็จพระเจ้าตากสินที่สุด เห็นจะเป็นวัดโกษาวาศน์ หรือวัดคลัง ปัจจุบันคือวัดเชิงท่า นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในเรื่องอภินิหารบรรพบุรุษ และปฐมวงศ์ ระบุว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเรียนหนังสือขอมไทย ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดนี้ ดังความปรากฏว่า

“…ครั้นนายสินค่อยเจริญใหญ่อายุศม์ได้ 9 ขวบแล้ว เจ้าพระยาจักรีจึ่งได้นำกุมารไปฝากไว้ ในสำนักนิ์พระอาจาริย์ทองดีมะหาเถร ณ วัดโกษาวาศน์ นัยะหนึ่งว่าวัดคลัง ครั้นนายสินเรียนหนังสือขอมไทยได้จนจบบริบูรณ์แล้ว จึ่งเรียนคัมภีร์พระไตรปิฎก สมควรกับคุณานุรูปชำนิชำนาญแล้ว จนอายุศม์ได้ 13 ปี…

…ครั้นอายุศม์นายสินได้ 21 ปี เจ้าพระยาจักรีจึ่งประกอบการอุปสมบทนายสินเปนพระภิกษุสงฆ์ อยู่ในสำนักนิ์อาจาริย์ทองดี ณ วัดโกษาวาศน์ ครั้นนายสินเปนพระภิกษุสงฆ์ได้สามพรรษาแล้ว ก็ลาสิกขาบทละเพศบรรพชิตศึกออกมาทำราชการดั่งเก่า…” [8]

ดังนั้นหากหลวงพ่อผลบุญนี้เป็นพระพุทธรูปที่อาราธนามาจากกรุงศรีอยุธยา และเป็นพระพุทธรูปที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชศรัทธา ก็น่าจะเป็นพระพุทธรูปจากวัดโกษาวาศน์นี้ หรือถ้าเป็นแง่ของความศักดิ์สิทธิ์ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเสด็จฯ ผ่านและทรงกระทำสัจจาธิษฐานต่อหลวงพ่อพระศรีสรรเพชญ์ หรือหลวงพ่อผลบุญ แล้วจึงอุทิศเครื่องราชูปโภคนี้ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นก็ไม่ใคร่จะมั่นคงนัก รวมถึงเหตุการณ์ที่บั่นทอนกำลังใจ เช่น เรื่องคำทำนายของมหาโสภิตะเกี่ยวกับการล่มสลายของกรุงธนบุรี ก็มีเป็นไปได้

อนึ่งการถวายเครื่องราชูปโภคโดยเฉพาะ “เสลี่ยง” เป็นพุทธบูชานั้นมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยแล้ว ในจารึกแผ่นทองแดงอู่ทอง ซึ่งสันนิษฐานว่า จารึกแผ่นนี้อาจเป็นของพระเจ้าศรีหรรษวรมันที่ 1 ซึ่งครองราชย์ประมาณปี พ.ศ. 1453-65 กล่าวถึงพระเจ้าศรีหรรษวรมัน ผู้เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีอีศานวรมัน ได้ทรงขึ้นครองราชย์ และได้ส่งเสลี่ยงที่ประดับด้วยเพชรพลอย และคณะดนตรีฟ้อนรำ ถวายแด่เทพเจ้า ความตอนหนึ่งว่า

“…พระเจ้าศรีหรรษวรมเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีอีศานวรมผู้ทรงพระเกียรติอันแผ่ไปทั่ว ได้รับสิงหาสนะ มาโดยลำดับ พระองค์ได้ส่งสีวิกา อันประดับด้วยรัตนะเป็นต้น พร้อมด้วยฟ้อนรำ และดนตรีเป็นอาทิ เป็นทักษิณาถวายแด่พระศรีมัตอัมราตเกศวร…” [9]

ในจารึกปราสาทหินพระวิหาร 2 สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มหาศักราช 1043 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1664 ความตอนหนึ่งกล่าวถึงภควัตบาทกัมรเตงอัญดคุรุศรีทิวากรบัญฑิตที่ได้ถวายทรัพย์ สิ่งของ และทาสแก่เทวสถานแต่ละแห่งเป็นจำนวนมาก [10]

“…(พระราชาได้ทรงศึกษา) บรรดาศาสตร์ทั้งปวง เป็นต้นว่า ศาสตร์อันลึกลับ ทรงทำมหรสพเพื่อฉลองการสำเร็จศาสตร์ ทรงถวายทักษิณา…ทรงถวายเสลี่ยงทอง ซึ่งประดับด้วยรูปพระยานาค 5 เศียร พัดขนนกยูงด้ามทอง 2 อัน ฉัตร…(ทรัพย์) ที่เป็นรัตนะ ซึ่งเป็นของที่ควรถวายไว้ เป็นต้นว่า มงกุฎ กุณฑล ตุ้มหู สายสร้อย กำไลมือ…แหวนนพรัตน์ พาน ถ้วย กระโถน แก้วน้ำ เครื่องนุ่งห่ม หม้อทอง…แด่ภควัตบาทกัมรเตงอัญ…”

ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินเอง ก็มีพระราชศรัทธา พระราชอุทิศเครื่องราชูปโภคถวายเป็นพุทธบูชาอยู่หลายคราว อาทิ ในคราวที่เสด็จไปสมโภชพระมหาธาตุพระฝาง และคราวเสด็จไปทรงเจริญกรรมฐานที่วัดบางยี่เรือ มีใจความว่า

“…ครั้นถึง ณ วันศุกร์ เดือน 11 แรม 10 ค่ำ จึงเสด็จดำเนินไปยังเมืองสวางคบุรี กระทำการสมโภชพระมหาธาตุสามวันแล้ว เปลื้องพระภูษาทรง สพักออกจากพระองค์ทรงพระมหาธาตุแล้วให้ปฏิสังขรณ์พระอารามและพระมหาธาตุให้บริบูรณ์ดังเก่า… [11]

ครั้นถึง ณ วันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือนอ้าย สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชศรัทธาเสด็จไปทรงเจริญพระกรรมฐาน ณ พระอุโบสถ วัดบางยี่เรือใต้ แล้วทรงพระราชอุทิศถวายเรือโขมดยาปิดทองทึบลำหนึ่ง หลังคาบัลลังก์ดาดสีสักหลาดเหลืองคนพายสิบคน…”

ส่วนเรือกัญญาและกระโถนเบญจรงค์ หรือเครื่องถมปัด ที่เชื่อกันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินได้พระราชทานในคราวเดียวกันกับเสลี่ยงนั้น ก็อาจมีความเป็นไปได้ หรืออาจเป็นสิ่งที่ได้รับมอบ หรือได้รับพระราชทานในคราวอื่นๆ ต่างกรรมต่างวาระกันก็อาจเป็นได้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะวัดท่าพูดก็ยังคงมีความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องนับแต่สมัยหลวงพ่อรดมา สังเกตได้จากการสร้างเสนาสนะ ศาสนสถานต่างๆ เช่น จุฬามณีเจดีย์ พระอุโบสถเดิม ที่มีความงดงามวิจิตร เกินไปกว่าความเป็น “วัดบ้านนอกธรรมดาๆ”

วัดท่าพูดนี้จึงน่าจะเป็นวัดสำคัญในสมัยโบราณ นอกจากนี้ในฐานข้อมูลรายชื่อวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันตก ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พบว่า ที่วัดท่าพูดนี้ ปัจจุบันมีสมุดไทยโบราณหลงเหลืออยู่ถึง 56 ฉบับ ในจำนวนนั้น มีพระธรรมเทศนา วรรณคดี ตำรายา ตำนานทางพระพุทธศาสนา และกฎหมาย ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเอกสารสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกฎหมาย

วัดท่าพูด และโบราณวัตถุอันเป็นสมบัติของวัด ล้วนมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ แม้จะยังไม่กระจ่างชัดก็ตาม การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างพลังและปลุกกระแสสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ ช่วยให้ต่อมอนุรักษ์วัฒนธรรมได้ปูดโปนขึ้น สิ่งนี้จะช่วยนำพาให้ศิลปวัฒนธรรมของชาติคงอยู่ต่อไปได้ไม่สิ้นสูญ

ขอขอบคุณพระครูวรดิตถานุยุต เจ้าอาวาสวัดท่าพูด อาจารย์ชนกพร พัวพัฒนกุล อาจารย์เขมฤทัย บุญวรรณ อาจารย์เสกสันต์ ผลวัฒนะ คุณศิริธัญ ระรื่นรมย์

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของ “แมงคาเรือง” ไว้ว่า หมายถึง “น. ชื่อตะเข็บชนิดที่ตัวเรืองแสงเมื่ออยู่ในที่มืด ส่วนใหญ่อยู่ในสกุล Geophilus วงศ์ Geophilidae เช่น G. phosphoreus, G. electricus ขนาดเล็กเท่าก้านไม้ขีด ยาว 3.5-4.5 เซนติเมตร มีจำนวนปล้อง 30-60 ปล้อง หรือมากกว่า ขายาวกว่าความยาวของปล้องมาก อาศัยอยู่ตามที่รกรุงรัง กองขยะมูลฝอย ฯลฯ แมงคา ก็เรียก.”

[2] เอื้อน วาราชนนท์. “ประวัติวัดท่าพูด,” ใน ที่ระลึกได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์และมุทิตาสักการะพระครูวรดิตถานุยุต จร.ทช. (นครปฐม : คณะกรรมการวัดท่าพูด, 2548), น. 52.

[3] สัญญา สุดล้ำเลิศ. “จารึกบนแผ่นอิฐมอญ วัดท่าพูด,” ใน ที่ระลึกได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์และมุทิตาสักการะพระครูวรดิตถานุยุต จร.ทช. (นครปฐม : คณะกรรมการวัดท่าพูด, 2548), น. 61-62.

[4] ผู้เขียนได้ตรวจสอบกับรายชื่อพระราชาคณะในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว พบว่ามีการบันทึกเฉพาะสมณศักดิ์เท่านั้น ไม่มีการบันทึกนามเดิมแต่อย่างใด จึงไม่อาจสอบค้นได้ว่าพระอาจารย์รดนี้คือพระราชาคณะรูปใดในกรุงศรีอยุธยา

[5] ในคราวที่พระอาจารย์รดหนีมานี้เล่ากันว่าได้ขนเอาตำรับตำราต่างๆ ติดมาด้วย ซึ่งตำราเหล่านี้ภายหลังหลวงพ่อแก้วได้เรียนรู้ จนกลายเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 และได้พบกับกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในสมัยต่อมา

[6] เอื้อน วาราชนนท์. “ประวัติวัดท่าพูด,” ใน ที่ระลึกได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์และมุทิตาสักการะพระครูวรดิตถานุยุต จร.ทช. (นครปฐม : คณะกรรมการวัดท่าพูด, 2548), น. 52-53.

[7] เป็นชื่อที่ชาวบ้านตั้งขึ้นในภายหลังตามวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์รด

[8] สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. บุญเตือน ศรีวรพจน์ ชำระต้นฉบับ. อภินิหารบรรพบุรุษ และปฐมวงศ์. (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, 2548), น. 3-6.

[9] จารึกในประเทศไทย เล่ม 1. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529), น. 225-228.

[10] จารึกในประเทศไทย เล่ม 4. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529), น. 77-95.

[11] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2548), น. 179.

รายการอ้างอิง :

กรมศิลปากร. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ราชยาน ราชรถ และพระเมรุมาศ. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2539.

จารึกในประเทศไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529.

จารึกในประเทศไทย เล่ม 3. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529.

จารึกในประเทศไทย เล่ม 4. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529.

ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์. พระพุทธศาสนาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช. กรุงเทพฯ : คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527.

ตรงใจ หุตางกูร และนวพรรณ ภัทรมูล. โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2547.

ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2523.

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2548.

ที่ระลึกได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์และมุทิตาสักการะพระครูวรดิตถานุยุต จร.ทช. นครปฐม : คณะกรรมการวัดท่าพูด, 2548.

สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. บุญเตือน ศรีวรพจน์ ชำระต้นฉบับ. อภินิหารบรรพบุรุษ และปฐมวงศ์. กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, 2545.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “เสลี่ยงปริศนา กับศรัทธาพระเจ้าตาก : ข้อสันนิษฐานว่าด้วยที่มาของเสลี่ยง ‘หลวงพ่อรด’ วัดท่าพูด นครปฐม” เขียนโดย อภิลักษณ์ เกษมผลกูล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2550

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มีนาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...