โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สหรัฐฯจ้องขุดน้ำมันเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นน้ำมันสกปรกที่สุดในโลก ท้าทายเป้าโลกร้อน 1.5 องศาฯ!

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แผนสหรัฐฯ เดินหน้าขุดเจาะน้ำมันจากเวเนซุเอลา ถูกเตือนอาจใช้ “งบคาร์บอนโลก” ไปกว่า 13% ภายในปี 2050 สวนทางเป้าจำกัดโลกร้อนไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการตอกย้ำวิกฤตสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลาที่โลกควรเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเร่งด่วน

รายงานวิเคราะห์พิเศษระบุว่า แผนของสหรัฐอเมริกาที่จะขยายการผลิตน้ำมันจากเวเนซุเอลา อาจทำให้โลกใช้งบประมาณการปล่อยคาร์บอนที่เหลืออยู่เพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไปมากกว่า 13% ภายในปี 2050 ซึ่งจะยิ่งกดดันเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และเสี่ยงผลักโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น

การประเมินดังกล่าวจัดทำโดย ClimatePartner บริษัทด้านการคำนวณคาร์บอน ซึ่งชี้ว่า เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก และหากถูกนำมาใช้ทั้งหมด เพียงประเทศเดียวก็อาจใช้งบคาร์บอนทั้งหมดที่เหลืออยู่สำหรับการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นขีดจำกัดสำคัญในการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้สถานการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลาเสื่อมโทรมจากการคว่ำบาตรยาวนานหลายปี แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุที่กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ไปยังนิวยอร์ก อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันลงทุนกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา

ทรัมป์กล่าวกับผู้บริหารอุตสาหกรรมน้ำมันว่า สหรัฐฯ จะสามารถสกัดน้ำมันได้ในระดับที่ “แทบไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน”

ClimatePartner จำลองสถานการณ์ว่าการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาอีกวันละ 5 แสนบาร์เรลภายในปี 2028 และขยายเป็นวันละ 1.58 ล้านบาร์เรลในช่วงปี 2035–2050 แม้จะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในทศวรรษ 1990 ที่ผลิตได้ราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เพียงเท่านี้ก็จะใช้งบคาร์บอนโลกไปแล้วถึง 13% ของทั้งหมดที่เหลืออยู่สำหรับเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส

ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันดิบของเวเนซุเอลายังถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในน้ำมันที่ “สกปรกที่สุด” ในโลก เนื่องจากเป็นน้ำมันดิบหนัก มีความหนืดสูงและปริมาณกำมะถันมาก ต้องใช้กระบวนการสกัดที่ใช้พลังงานเข้มข้นกว่าน้ำมันดิบคุณภาพเบา เช่น ของซาอุดีอาระเบีย

รายงานของ S&P Global Platts Analytics ระบุว่า แหล่งน้ำมันในเขตโอริโนโกของเวเนซุเอลามีความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดในบรรดาแหล่งน้ำมันหลักทั่วโลก โดยมีการปล่อยสูงถึง 1,460 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อบาร์เรลน้ำมัน ขณะที่แหล่ง Johan Sverdrup ในนอร์เวย์ปล่อยเพียง 1.6 กิโลกรัมต่อบาร์เรลเท่านั้น

ฮอลลี่ แพร์รี นักวิเคราะห์อาวุโสของ ClimatePartner ระบุว่า การตัดสินใจเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบที่มีความเข้มข้นคาร์บอนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะเท่ากับใช้งบคาร์บอนโลกไปถึง 13% หรือเทียบเท่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปเกือบทั้งทวีปเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี จากการขยายแหล่งน้ำมันเพียงแห่งเดียว พร้อมเตือนว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว การเดินหน้าพึ่งพาน้ำมันจะยิ่งล็อกการปล่อยก๊าซสูงไปอีกหลายทศวรรษ สวนทางกับข้อเรียกร้องของวิทยาศาสตร์ที่ต้องการให้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและทางเลือกคาร์บอนต่ำ

ด้านนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยแมดส์ คริสเตนเซน ผู้อำนวยการบริหาร Greenpeace International ระบุว่า การอ้างสิทธิ์ในน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นการกระทำที่ “หุนหันพลันแล่นและอันตราย” พร้อมย้ำว่า หนทางที่ปลอดภัยเพียงทางเดียว คือการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อปกป้องสุขภาพ ระบบนิเวศ และชุมชน ไม่ใช่การแลกทุกอย่างกับผลกำไรระยะสั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...