โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปชป. กางนโยบายสลายทุนเทา ปั้น New Growth Engines ปั๊ม GDP โต 5%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งไปทุกขณะ หลายพรรคการเมืองต่างขายนโยบายมัดใจประชาชน โดยหนึ่งในนั้นคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านมาได้สร้างกระแสการกลับมาอย่างชัดเจน ด้วยการประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง “ไม่เอาทุนเทา” พร้อมคลอดนโยบายหลัก “ไทยหายจน” รวมไปถึงนโยบายเศรษฐกิจหลากหลายประเด็น

ฐานเศรษฐกิจและทีมผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจทำเนียบรัฐบาล มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคที่ใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอีกครั้ง

นายกรณ์ เริ่มต้นว่า ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเห็นกระแสที่กลับมาดีในช่วงนี้ เชื่อว่าเกิดจากความรู้สึกของประชาชนว่ามีความชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการยืนหยัดกับการเมืองอุดมการณ์และการต่อสู้กับทุนเทา ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมหามานานและไม่รู้จะหันไปหาใครได้

"ของแบบนี้จะเป็นใครมาพูดก็ไม่ได้ แต่พอเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค มาพูดในเรื่องแบบนี้ คนพร้อมจะเชื่อว่าตัวตนนายอภิสิทธิ์และเขาพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว" นายกรณ์ กล่าว

พร้อมกับบอกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สังคมยอมรับในคุณสมบัติบางอย่างของนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม นั่นคือการรักษาสัจจะ ซึ่งในกลุ่มนักการเมืองเป็นเรื่องที่หายากมาก เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตที่ยึดติดตัวเขามาโดยตลอด และความเก๋าประสบการณ์ที่พิสูจน์มาแล้วว่าทำได้ ทำเป็น ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติที่คนหามองหาอยู่เหมือนกันในแวดวงการเมือง

เป้าหมาย GDP 5% ด้วย New Growth Engines

เมื่อถูกถามถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจหากได้ก้าวขาเข้ามาบริหารประเทศ นายกรณ์ ระบุว่า พร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นหล่มกับดักเศรษฐกิจในอดีต โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขสำคัญที่เป็นตัวชี้วัด นั่นคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัวแตะ 5% ภายในห้วง 4 ปี พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

โดยกำหนดแผนการเติบโตแบบขั้นบันได จากปัจจุบัน GDP โตอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งหากการดำเนินนโยบายของพรรคเป็นไปตามแผนทั้งหมด เชื่อว่า GDP จะเติบโตต่อเนื่อง นั่นคือ การเติบโตสู่ระดับ 3% ในปี 2570 ก่อนขยับเป็น 3-4% ในปี 2571 และก้าวไปสู่เป้าหมาย 5% ต่อไป ผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ควบคู่ไปกับการกวาดล้าง "ทุนเทา" ที่ฉุดรั้งความเจริญของประเทศ และการปลดล็อกระบบราชการ รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย

เริ่มต้นด้วยการปฏิรูประบบราชการ

นายกรณ์ ยอมรับว่า สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ ระบบราชการ โดยปรับ Mindset ของภาครัฐ จากการเป็นผู้ควบคุมมาเป็น "Enabler" หรือผู้ชี้ทาง เปิดทาง และไม่ขวางทาง นั่นเพราะระบบราชการไทยในปัจจุบันไม่ได้มองว่าตนเองมีหน้าที่จะชี้ทางหรือเปิดทางให้ใคร และบางทีก็กลายเป็นผู้ขวางทางด้วยซ้ำ ดังนั้นนโยบายของพรรคจึงต้องการปรับภาครัฐจากผู้ขวางทางสู่ Enabler เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจทำงานได้เต็มสูบ

ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือ กฎหมายของไทยปัจจุบันมีมากกว่าแสนฉบับ ซึ่งมากกว่าทุกประเทศในโลก และมีการทับซ้อนกัน ทุกคนมองว่ามันเป็นที่มาของการทำธุรกิจที่ยุ่งยาก และเป็นช่องทางของการทุจริตในระบบราชการ เพราะต้องอาศัยวิจารณญาณและการอนุญาตจำนวนมากในการทำเรื่องง่าย ๆ

ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงเสนอ "Super Act" หรือกฎหมายแม่บทที่จะมอบอำนาจให้รัฐสภาสามารถปรับหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยได้ เมื่อมีกฎหมายแม่บทตรงนี้ สภาจะมีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบและปรับปรุงกฎหมายได้โดยตรง โดยเป้าหมายคือลดกฎหมายลงมาให้ได้ 15-20% ภายใน 4 ปี

ขณะนี้ได้เริ่มคุยกับภาคเอกชนแล้วว่ากฎหมายกลุ่มไหนจะมี Impact มากที่สุดต่อเศรษฐกิจและโอกาสการสร้างรายได้ หากแก้ไขได้โดยเร็ว ซึ่งจะทำให้สิ่งที่ทำมีผลเร็วขึ้นกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันพรรคยังเสนอนโยบาย "ราชการในมือถือ" โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain แบบประเทศเอสโตเนีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเข้าถึงบริการของรัฐ และสามารถทำธุรกรรมเกือบทุกเรื่องกับราชการผ่านโทรศัพท์ของตนเองได้ เว้นแต่การแต่งงานเท่านั้นที่ต้องแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่

ผลักดัน New Growth Engine ฟื้นเศรษฐกิจ

เมื่อพูดถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นายกรณ์เน้นว่า อุตสาหกรรมที่มีโอกาสมากที่สุดและได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนคืออุตสาหกรรมอาหาร ขณะนี้การส่งออกอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท และภาคธุรกิจประเมินว่าภายใน 4 ปีสามารถเพิ่มเป็น 5 ล้านล้านบาทได้

นี่คือตัวเลขที่มหาศาลหากคิดเป็นผลกระทบต่อ GDP ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Segment ที่โตเร็วที่สุดคืออาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารแมวและอาหารหมา ที่โตปีละ 20% และมีโรงงานการส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ไปแล้วถึง 2 แห่ง

ข้อดีของไทยคือควบคุมตั้งต้นน้ำปลายน้ำ มีภาคการเกษตรเป็น Feeder ให้วัตถุดิบกับอุตสาหกรรมนี้ได้ และความเชื่อเรื่อง "Food from Thailand" คนพร้อมเชื่อมากกว่าเรื่องอื่นว่าเป็นของดีมีคุณภาพ นี่คือ Soft Power ที่นำมาบวกกับ Hard Power ได้

อุตสาหกรรมอาหารยังสอดคล้องกับการปฏิรูปภาคเกษตรตามความตั้งใจของพรรค เมื่อเกษตรกรเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการและรวมตัวกันเป็นบริษัท ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเกษตร เช่น ข้าวสามารถทำเป็นเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้มากมาย

ปฏิรูปภาคเกษตร เปลี่ยนเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการ

นายกรณ์ ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยทำอย่างเดิมมาเกือบ 100 ปี แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังขายผลผลิตแบบเดิม คือชั่งกิโลขาย ปลูกยางมาก็ชั่งกิโลขาย ปลูกข้าวมาก็ชั่งกิโลขาย นั่นคือประเด็นปัญหา นโยบายของประชาธิปัตย์คือต้องเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ เป็น "Business of Agriculture" ไม่ใช่แค่เป็นชาวไร่ชาวนาผู้ผลิตอย่างเดียว การเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการจะต้องมีการรวมตัว และเมื่อรวมตัวแล้ว คนที่มาบริหารจัดการก็ต้องเป็นคนที่ทำเป็น

“การรวมตัวควรเกิดขึ้นที่สหกรณ์ แต่สหกรณ์ไทยมีปัญหาทั้งเรื่องทุจริตและไม่มีสเกลเพียงพอที่จะช่วยสมาชิกได้จริง ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปที่ตัวสหกรณ์ โดยมีตัวอย่างที่ดีจากญี่ปุ่น ที่ออกกฎหมายควบรวมสหกรณ์นับร้อยสหกรณ์ให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เกษตรกรที่เคยเป็นสมาชิกสหกรณ์ทุกคนเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น”

เขายกตัวอย่างว่า หากทำแบบนี้กับข้าวหอมมะลิ มีบริษัทเดียวที่เกษตรกรทั้ง 5 จังหวัดภาคอีสานเป็นผู้ถือหุ้น ผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งหมดมาที่บริษัทนี้ ใครจะซื้อข้าวหอมมะลิก็ต้องซื้อจากบริษัทนี้ กำไรทั้งหมดเป็นของผู้ถือหุ้น และสร้างแบรนด์ไปเปิดตลาดใหม่ด้วย

อีกหนึ่งเรื่องคือ "พันธบัตรป่าไม้" เพื่อเป็นทุนให้เกษตรกรเปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดมาปลูกไม้เศรษฐกิจ ระหว่างที่รอไม้โต ก็จ้างเกษตรกรให้ดูแลไม้ดูแลป่า ทำให้มีเงินเดือนและรายได้ เมื่อต้นไม้โตพอ ก็ตัดไม้ขายรายรับจากการขายไม้ก็เอามาใช้คืนพันธบัตร ส่วนกำไรก็แบ่งให้เกษตรกร สิ่งที่ได้คือพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น และเกษตรกรอยู่ดีกินดีมากขึ้น โดยคำนวณว่าต้องใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท เป็นพันธบัตรระยะ 10 ปี

ปฏิรูปพลังงานของประเทศ

ประเด็นใหญ่อีกอย่าง คือ การปฏิรูปด้านพลังงาน โดยเสนอการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อลดต้นทุนให้ประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในการสร้างแรงงานทักษะสูงด้วยโดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจาก 60% ลง และเปิดให้ภาคประชาชนและเอกชนสามารถเช่าใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ในด้านพลังงานที่สำคัญอีกเรื่องคือ การลดค่าครองชีพด้านพลังงาน โดยพรรคชูนโยบายค่าไฟ 3.50 บาท โดยไม่ใช้เงินภาษีด้วย

สกัดทุนเทา ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้

นอกจากนโยบายสร้างการเติบโต พรรคประชาธิปัตย์ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ ซึ่งนายกรณ์มองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำหากได้ร่วมรัฐบาล เพราะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในงบประมาณมีมูลค่าประมาณ 2-3 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 10% ของงบประมาณ หรือประมาณ 1% ของ GDP

นอกจากนั้น ยังมีเงินที่ประชาชนถูกต้มโดยกลุ่มสแกมเมอร์เกือบแสนล้านบาทต่อปี เงินเหล่านี้ออกไปซื้อเครื่องบินเจ็ท ซื้อเรือยอชต์ ไม่ได้อยู่ในประเทศ และยังเป็นการสูญเสียรายได้ภาษีอีกด้วย หากแก้ปัญหานี้ได้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยนโยบายแก้ปัญหาสแกมเมอร์และทุจริตของพรรคใช้แนวคิด 360 องศา ครอบคลุมทุกมิติ

ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง การยกระดับ Cyber Security การจัดทำระบบเตือนภัยและตรวจสอบ ผ่านการใช้ AI ตรวจจับ Transaction ที่ผิดปกติ การควบคุมการแปลงสินทรัพย์ และสุดท้ายคือ ต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั่นคือความยากจน

ปฏิรูปภาษี ดูแลชนชั้นกลาง

นายกรณ์ ยังเสนอนโยบายเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อดูแลชนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยจะปรับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 150,000 บาทแรก เป็นใกล้ๆ 300,000 บาท หรือประมาณ 40,000 บาทต่อปีไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นเงินที่จะกลับมาเป็นสภาพคล่องในกระเป๋าโดยไม่ต้องรอการแจกเงินจากรัฐบาล

ประเมินว่าจากมาตรการนี้รายได้ภาษีจะหายไปประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่จะพยายามรักษาจำนวนผู้เสียภาษีไว้ โดยให้คนที่อยู่ในระบบเสียน้อยลงแต่ยังเสียอยู่ เพื่อรักษาฐานภาษีต่อไป

อีกนโยบายที่ทำขึ้นใหม่นั่นคือ "ประกันรายได้แรงงาน" มีเป้าหมายมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานอย่างยั่งยืน นายกรณ์ ระบุว่านโยบายนี้ใช้หลักการเดียวกับการประกันรายได้เกษตรกรที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

โดยมุ่งแก้ปัญหาการแข่งขันเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่อาจส่งผลกระทบให้ภาคเอกชนแบกรับภาระไม่ไหว โดยรัฐจะทำการประเมินจากค่าครองชีพจริง ของแรงงานในแต่ละพื้นที่และแต่ละจังหวัดเป็นตัวตั้ง หากแรงงานได้รับค่าแรงจริงไม่ถึงเกณฑ์ค่าครองชีพ รัฐจะเข้าไปช่วยชดเชยส่วนต่างให้แก่แรงงาน

ทั้งนี้ถือเป็นการแบ่งเบาภาระระหว่างรัฐและผู้ประกอบการ โดยไม่ผลักภาระให้นายจ้างเพียงฝ่ายเดียว เบื้องต้นมีการประเมินกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้แรงงานที่จะได้รับประโยชน์ไว้ที่ประมาณ 4 ล้านคน คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการชดเชยประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี นโยบายนี้จะเป็นเกราะป้องกันให้แรงงานอยู่รอดได้ในภาวะที่ค่าครองชีพสูงโดยไม่ทำลายธุรกิจ และเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผล

นายกรณ์ ทิ้งท้ายว่า นโยบายทั้งหมดที่ผลักดันออกมา คิดว่าประชาชนจะซื้อความเป็นมืออาชีพและความซื่อสัตย์ เพราะเชื่อว่าประชาชนเบื่อเรื่องทุจริต และประชาชนเข้าใจว่าเพราะมันใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือความมั่นใจของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ประชาชนกำลังมองหาความชัดเจน ความซื่อสัตย์ และความเป็นมืออาชีพ มากกว่านโยบายประชานิยมที่หวือหวา

ด้วยชุดนโยบายที่มีหลักการชัดเจน ครอบคลุมทั้งการสร้างการเติบโต การปฏิรูปโครงสร้าง และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าพร้อมที่จะเป็นตัวเลือกสำคัญในสนามการเมืองครั้งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...