‘อนุทิน’ แจงเหตุไม่ร่วมดีเบต ปท.มีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง-ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ
‘อนุทิน’ แจงเหตุไม่ร่วมดีเบต ปท.มีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง-ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ ชี้ หลังเลือกตั้งรู้ใครจับใคร
วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหม ตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน
นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตน ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป
เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร
สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟนด์ ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตน ให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ ไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่า ถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังไม่ทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูด ไม่ร่วมกับพรรคไหนที่แก้มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย
เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม
อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลวไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี
เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้น ไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่า ถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมา จำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง
เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจ ทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรอง นี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน เข้ามา 71 คน เที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน
เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดี ประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือก กำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงาม ระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก
“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้น วันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว.มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง“ นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ” ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจ หัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ“
เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น)
ย้ำ กองทัพบรรลุเป้าหมายครบถ้วน พยายามสุดความสามารถยุติสงคราม บนเงื่อนไข ไทยต้องไม่ถูกคุกคามซ้ำ
ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า ขณะนี้ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตามเป้าหมายทางทหารอย่างครบถ้วน โดยกองทัพได้ปฏิบัติภารกิจจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ทั้งหมด และหวังว่าจะมีข่าวดีในเร็ววัน
นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย และนำทุกอย่างกลับไปสู่จุดที่ประชาชนไม่ต้องอยู่ภายใต้ความหวาดระแวง พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยจะไม่สูญเสียอธิปไตยหรือดินแดนใด ๆ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่รัฐบาลและกองทัพยึดถือร่วมกันมาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน
“ในทางการทหาร เราปฏิบัติตามกฎแห่งการปะทะมาโดยตลอด หากถูกละเมิดหรือถูกโจมตี ประเทศไทยก็จำเป็นต้องตอบโต้ แต่ทุกครั้งจะอยู่ภายใต้กรอบที่เหมาะสม หากเกิดความเสียหายต่อพี่น้องทหารหรือประชาชน นั่นคือสิ่งที่เราไม่สามารถยอมรับได้” นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ว่า ได้มีการเชิญผู้แทนเข้าหารือที่จังหวัดจันทบุรี โดยย้ำว่า ตราบใดที่ยังมองกันในฐานะคู่กรณี และยังมีช่องทางในการพูดคุย รัฐบาลเชื่อว่าสถานการณ์จะสามารถคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้การเจรจาอาจได้ผลหรือไม่ก็ตาม แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนกองทัพในการปกป้องดินแดน ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาคมโลกและนานาชาติ โดยยืนยันว่าไทยยึดหลักการที่ถูกต้อง สามารถอธิบายได้ทั้งต่อประเทศคู่เจรจาและต่อประชาชนคนไทย
นายอนุทิน ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยไม่เคยละเมิดข้อตกลงใด ๆ รวมถึงข้อตกลงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และยังคงยึดกรอบการเจรจา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การถอนกำลังและอาวุธ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งสำคัญที่สุด ผมต้องสามารถอธิบายกับประชาชนคนไทยได้ว่า เรากำลังทำอะไรและหากมีการล่วงละเมิดอธิปไตย รุกล้ำดินแดน หรือทำร้ายประชาชน นั่นคือสิ่งที่ผมไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด” นายกรัฐมนตรี กล่าว