คำไทย: คำผวน-คำสลับ คลังคำของกวี
คำไทยคือคำทอง
เป็นทองคำจำใส่ใจ
ใจใส่ย่อมส่องใส
เห็นใสส่องการสื่อสาร
สารสื่อเป็นถ้อยคำ
คือคำถ้อยที่จดจาร
จารจดเป็นคำขาน
และขานคำซ้ำยอเยิน
เยินยอจนใหลหลง
จึงหลงใหลพาดุ่มเดิน
เดินดุ่มอย่างเพลิดเพลิน
จนเพลินเพลิดกระเจิดกระเจิง
กระเจิงกระเจิดกระจาย
เรี่ยเรียงรายกลับร่าเริง
เริงร่าจนเปิดเปิง
และเปิงเปิดเกิดเปลี่ยนแปลง
แปลงเปลี่ยนไปแสนไกล
อยู่ไกลแสนอยากจัดแจง
แจงจัดทะมัดทะแมง
แต่เรี่ยวแรงนั้นอ่อนล้า
ฮึดสู้สุดแรงเรี่ยว
อย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา
เดี่ยวโดดจำจากลา
เหมือนดังว่าลาจากจร
ใจเจ็บที่เหน็บจำ
ยิ่งเจ็บใจดังไฟฟอน
ฟอนไฟอันสุมขอน
ขนาบขนานอยู่ข้างเคียง
เคียงข้างอย่างเปิดเผย
จะเอื้อนเอ่ยใจเอนเอียง
เอียงเอนไม่หลีกเลี่ยง
จึงเลี่ยงหลีกอย่างลอยลำ
ลำลอยที่คล้อยเคลื่อน
คราเคลื่อนคล้อยไม่คืนคำ
คำคืนที่คูณค้ำ
ไม่ค้ำคูณเหมือนอย่างเคย
เอ่ยเอื้อนกันไปไย
หรือมีใครอยากเอื้อนเอ่ย
ปากคำที่เปรียบเปรย
เปรยเปรียบได้กระชุ่มกระชวย
ด้วยเหตุที่สวยสม
จึงนามสมว่าสมสวย
ด้วยใจที่เอื้ออวย
จึงอวยเอื้ออบอุ่นใจ
ด้วยใจที่อุ่นอบ
จึงสมสบละเมียดละไม
สบสมในครรไล
ละเมียดละไมไม่เดียดฉันท์
ที่ยังกระวายกระวน
อย่ากระวนกระวายกัน
จันทร์แจ่มยังแจ่มจันทร์
และผ่องพรรณยิ่งพรรณผ่อง
คำไทยสลับคำ
เลอค่าล้ำอันเรืองรอง
เนื่องนับประคับประคอง
จำเริญจรัสวัฒนธรรม
– ประสาร มฤคพิทักษ์
บทกวี ‘คำไทย’ บทนี้ เขียนขึ้นเพราะแรงบันดาลใจจากการเขียนกลอนและกาพย์ยานี 11 มาแล้วนับร้อยนับพันชิ้น โดยใช้ทั้งคำผวนและคำสลับที่ใช้ประดับประดางานร้อยกรองได้อย่างลงตัว
ภาษาไทยนั้น ร่ำรวยถ้อยคำอยู่แล้วเป็นทุนทางภาษาที่ยากจะหาได้ในภาษาต่างชาติอื่น
จะให้บ่งบอกถึงระดับของคนที่ใช้คำก็ได้ เช่น สรรพนามบุรุษที่ 1 กับบุรุษที่ 2 นั้น ภาษาอังกฤษมีแต่ I กับ YOU เท่านั้น แต่ภาษาไทย
ถ้าพูดอย่างสุภาพชน: ใช้ คุณ กับ ผม / ฉัน / ดิฉัน
ถ้าพูดอย่างเพื่อนสนิท ใช้ มึง กับ กู หรือ ใช้ ลื้อ กับ อั๊วะ (ยืมคำจีนมาใช้)
ถ้าพูดแบบบ้านๆ: ใช้ เอ็ง กับ ข้า
ถ้าพูดกันฉันญาติ: ใช้ หลาน กับ ลุง / ป้า / น้า / อา
กาพย์ยานี 11 ‘คำไทย’ นี้ มีทั้งหมด 14 บท (บทละ 4 วรรค) แต่ได้ใช้คำสลับลงไปถึง 39 คู่ แปลว่า แทนที่จะเป็นคำไทย 19 คำ กลายเป็นมีคำไทยเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว แสดงให้เห็นว่าภาษาไทยร่ำรวยถ้อยคำเพียงใด
ในที่นี้ผู้ใช้คำไทยสลับคำ ต้องแน่ใจด้วยว่า เมื่อสลับคำแล้ว ความหมายของคำยังคงอยู่ ยังสื่อความเข้าใจได้ เช่น จดจาร กับ จารจด
แต่บางคำไม่สามารถใช้ให้เข้าใจได้ เช่น งุนงง กับ งงงุน ถ้าใครขืนใช้ งงงุน ก็ยิ่งจะทำให้ งุนงง
อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติเคยเล่าให้ฟังว่า “ครั้งหนึ่ง ได้พบกับกวีอินโดนีเซีย ในบรรยากาศสังสรรค์ กวีคนนั้นขอยืมหนังสือกวีจากผม เปิดหน้าหนังสือแล้วยกหนังสือขึ้นตรงระดับจมูก ทำท่าเหมือนจะสูดดม
เราคุยผ่านล่าม ผมถามว่า “หนังสือนี้ มีกลิ่นหอมหรืออย่างไร”
เขาตอบว่า “เปล่าหรอก ผมรู้สึกว่า ภาษาไทย สวยงามเป็นระเบียบ และดูมีค่ามาก ผมรู้สึกอิจฉา ผมจึงอยากจะใกล้ชิด”
อาจารย์เนาวรัตน์ บอกว่า “ผมเข้าใจได้เลยว่า เพราะอินโดนีเซีย ไม่มีภาษาเขียนของตนเองโดยตรง เวลาเขียน ต้องใช้อักษรละติน (Bahasa Indonesia) เป็นหลัก คือยืมภาษาละตินมาใช้ เขาจึงรู้สึกอิจฉาไทยเรา ที่เรามีภาษาไทยของเราเอง”
ลองมาดูบทกวีชื่อ ‘คำผวน ควรพร่ำ’ ของ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ บทนี้
คำผวน ควรพร่ำ เป็นคำผวน
ชวนสาว ชาวสวน ไปชวนสาว
แสงดาว สาวแดง เพียงแสงดาว
สาวรวย สวยราว เจ้าสาวรวย
คลายเส้นเคล้นสาย ค่อยคลายเส้น
เล่นหวย รวยเห็น เพราะเล่นหวย
อำนวย อวยนำ ให้อำนวย
ช่วยได้ ใช่ด้วย แค่ช่วยได้
ย่าปู่ อยู่ป่า ทั้งย่าปู่
ครูใหญ่ ใครอยู่ กับครูใหญ่
คนไทย ใครทน เท่าคนไทย
ไตวาย ตายไว เพราะไตวาย
ฟ้าหม่น ฝนมา จึงฟ้าหม่น
หล่นหาย หลายหน แล้วหล่นหาย
รอยทราย รายซอย เป็นรอยทราย
หมายตา หมาตาย ต้องหมายตา
บางคน บ่นคราง แต่บางคน
ฝนห่า ฝ่าหน กลางฝนห่า
ต้องปา ตาป้อง ก็ต้องปา
ท่าน้ำ ทำนา ที่ท่าน้ำ
ย้ำคืน ยืนคำ ไม่ย้ำคืน
รื่นฉ่ำ ล้ำชื่น ระรื่นฉ่ำ
กฎนำ กำหนด เป็นกฎนำ
คำไทย ใครทำ หนอคำไทย !
นี่คือบทกลอนแบบเล่นคำอย่างสนุกสนาน และคมคายยิ่งนัก ใช้ทั้งคำผวนและคำสลับมาสร้างประโยค ทำให้เกิดความหมายใหม่ เช่น
หล่นหาย หลายหน แล้วหล่นหาย
รอยทราย รายซอย เป็นรอยทราย
ชี้ให้เห็นว่า คำผวนและคำสลับนั้น เป็นคลังคำอันวิเศษของคนเขียนกวี นอกจากเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ทางภาษาแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนปรับและสร้างภาษาขึ้นมาใหม่คือ ความอัศจรรย์ ของภาษาไทยที่สะท้อนเอกลักษณ์และพราวพร่างไปด้วยเสน่ห์แห่งรสคำของวรรณกรรมไทย