ประชาธิปัตย์ vs กล้าธรรม เทียบจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสร่วมรัฐบาล
ในการเลือกตั้งปี 2569 ภูมิทัศน์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการต่อสู้ในระดับ "พรรคตัวแปร" ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล
คู่เทียบที่น่าจับตามองที่สุดในครั้งนี้ไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่เป็นการขับเคี่ยวระหว่าง "พรรคประชาธิปัตย์" ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค กับ "พรรคกล้าธรรม" ที่มี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นผู้นำทัพตัวจริง
1. พรรคประชาธิปัตย์ และการกลับมาของ "อภิสิทธิ์"
การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเสมือนการรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อกอบกู้ศรัทธา ยุทธศาสตร์หลักของประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ คือการสลัดทิ้งรูปแบบการเมืองแบบประนีประนอม แล้วหันมาเล่นเกมรุกด้วยหลักการ
(1) จุดแข็ง
ผู้นำพรรคมีต้นทุนทางสังคม : “อภิสิทธิ์” มีภาพลักษณ์นักการเมืองที่มีหลักการ มีวาทศิลป์ เป็นนักดีเบตชั้นเลิศ การมีอยู่ของอภิสิทธิ์ช่วยดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและชนชั้นกลางในเมือง และกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบผลประโยชน์ทับซ้อน
การพลิกบทบาทเป็นผู้กำหนดเกม : การชิงประกาศ "ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม" ถือว่าเป็นหมากเด็ดทางการเมือง นอกจากจะสร้างความชัดเจนแล้ว ยังบีบให้ "พรรคประชาชน" ซึ่งเป็นคู่แข่งในฐานเสียงคนรุ่นใหม่และคนเมือง กลายเป็นผู้ตาม ส่งผลให้ประชาธิปัตย์ยึดครองพื้นที่สื่อในฐานะ “ผู้กำหนดเกม”
กระแสปาร์ตี้ลิสต์ : คะแนนนิยมส่วนบุคคลของหัวหน้าพรรค จะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงคาดว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาธิปัตย์จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 หลายเท่า
(2) จุดอ่อน
มีแนวโน้มได้ สส.เขต ลดลง : การสูญเสีย "กลุ่มบ้านใหญ่" และ สส.เขตศักยภาพสูง เป็นจำนวนมาก ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวน สส.เขต ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้กระแสดีแต่หากไม่มีผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ที่เข้มแข็ง การเปลี่ยนกระแสเป็นคะแนนในระบบเขต จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก
การตั้งเงื่อนไข : การประกาศจุดยืนแข็งกร้าว ไม่ร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม ถือว่าเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ซึ่งจุดแข็งก็คือทำให้ประชาธิปัตย์ได้ภาพลักษณ์ “ผู้กำหนดเกม” แต่ในฐานะพรรคตัวแปร ซึ่งหากได้จำนวน สส. ไม่มากพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าร่วมรัฐบาล
2. พรรคกล้าธรรม: พลังบ้านใหญ่ และกับดักภาพลักษณ์
พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ใช้โมเดลความสำเร็จแบบเน้นผลลัพธ์ โดยรวบรวมขุนพลบ้านใหญ่และทรัพยากรไว้เป็นจำนวนมาก
(1) จุดแข็ง
เครือข่ายบ้านใหญ่ : ความสามารถในการดึง สส. เกรดเอ และบ้านใหญ่เข้าสังกัด ทำให้พรรคมีฐานคะแนนจัดตั้งที่แน่นอนในระบบเขต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กระแสพรรคการเมืองอื่นเข้าไปไม่ถึง
พันธมิตรที่แข็งแกร่ง : ความสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคภูมิใจไทย และสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคกล้าธรรมเป็น "ตัวเลือกแรก" ที่จะถูกชวนเข้าร่วมรัฐบาล หากกระแส “แบนกล้าธรรม” จุดไม่ติดจนลุกลาม
ยุทธศาสตร์การชิงพื้นที่ : การรุกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านตัวบุคคลและทรัพยากร ในการเจาะฐานที่มั่นของพรรคเจ้าถิ่น
(2) จุดอ่อน
กับดักภาพลักษณ์ผู้นำ : การที่ “ร.อ.ธรรมนัส” เลือกไม่อยู่หลังฉากแบบ "เนวินโมเดล" แต่กลับดันตัวเองขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ จึงกลายเป็นจุดอ่อนไหวที่ทำให้พรรคตกเป็นเป้าโจมตี อันเนื่องมาจากความเคลือบแคลงของสังคม ที่มีต่อตัวผู้นำ
มีแนวโน้มคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ต่ำ : แม้พรรคกล้าธรรมมีแนวโน้มจะได้ สส.เขต จำนวนมาก แต่คาดการณ์ว่าจะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในระดับที่ต่ำ ประชาชนเลือก สส.เขต เพราะตัวบุคคล ระบบอุปถัมภ์ แต่อาจไม่ลงคะแนนบัญชีรายชื่อให้พรรค ที่ผู้นำมีปัญหาด้านภาพลักษณ์
การจุดกระแส “ไม่เอากล้าธรรม” : การถูกประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน แบนอย่างเปิดเผย หากกระแสนี้จุดติด จะทำให้พรรคกล้าธรรมกลายเป็น "พรรคผู้ร้าย" ในการเลือกตั้งครั้งนี้
3. โอกาสในการร่วมรัฐบาล
พรรคกล้าธรรม : ในทางคณิตศาสตร์การเมือง หากพรรคกล้าธรรมกวาด สส. ได้ 40 ที่นั่ง ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมรัฐบาลสูงถึง 70 % โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ “ร.อ.ธรรมนัส” จะต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ถ้าต้องการมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี
พรรคประชาธิปัตย์ : การประกาศไม่เอาพรรคกล้าธรรม เป็นดาบสองคม หากขั้วรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เสียงของพรรคกล้าธรรม ประชาธิปัตย์จะตกที่นั่งลำบากทันที เพราะต้องเลือกระหว่าง "กลืนน้ำลายตัวเอง" หรือ "เป็นพรรคฝ่ายค้าน"
อย่างไรก็ตาม หากสมการตัวเลขเปลี่ยนไป จนแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงของพรรคกล้าธรรม การเลือกประชาธิปัตย์เข้าร่วมฯ ในยุคอภิสิทธิ์รีเทิร์น ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดูขึ้น โดยโอกาสเป็นรัฐบาลของประชาธิปัตย์อยู่ที่ 40 % ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวเลขของ สส. เป็นสำคัญ
4. ศึกพรรคตัวแปร
การเลือกตั้งปี 2569 พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ “ร.อ.ธรรมนัส” มีความได้เปรียบเชิงทรัพยากร ขุมกำลัง และการจัดการในพื้นที่เลือกตั้งที่เหนือกว่า แต่มีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ประกอบกับผู้นำพรรคเลือกที่ยืนอยู่แถวหน้าอย่างโดดเด่น จึงทำให้ถูกโจมตีได้ง่าย
ในขณะที่ประชาธิปัตย์ภายใต้การนำทัพของ “อภิสิทธิ์” มีภาพลักษณ์และกระแสสังคมที่เหนือกว่า แต่ความแข็งแกร่งในเชิงพื้นที่เลือกตั้งด้อยกว่า จึงทำให้ทั้งสองพรรคเป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีกันยิ่งนัก ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#ประชาธิปัตย์ #กล้าธรรม #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #ธรรมนัสพรหมเผ่า #เลือกตั้ง2569 #พรรคตัวแปร #จัดตั้งรัฐบาล #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #สมการอำนาจ