หาเคลมเก่ง! ล่าสุดปั่นเฟกนิวส์ 'ขุนช้างขุนแผน' มาจากกัมพูชา
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล! หลังมีการส่งต่อข้อมูลและตั้งข้อสังเกตว่า "ขุนช้างขุนแผน" วรรณคดีชิ้นเอกของไทย มีต้นฉบับดั้งเดิมมาจากประเทศกัมพูชา จนสร้างความเข้าใจผิดและเกิดการโต้เถียงกันในวงกว้างเกี่ยวกับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาตรวจสอบและยืนยันชัดเจนว่า "ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง" โดยระบุว่าไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีใดๆ ที่บ่งชี้ว่าวรรณคดีเรื่องนี้มีต้นกำเนิดจากกัมพูชา
ขุนช้างขุนแผน มีรากฐานในวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่ก่อนรัตนโกสินทร์และได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและตีพิมพ์โดยหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับทางวิชาการ เช่น หอพระสมุดวชิรญาณและกรมศิลปากร โดยหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในรูปหนังสือคือ พ.ศ. 2460 และไม่มีหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนว่า งานนี้มีต้นฉบับในกัมพูชามาก่อนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ขุนช้างขุนแผน เป็นมหากาพย์พื้นบ้านของไทยที่มีต้นกำเนิดจากการเล่าปากเปล่า โดยหลักฐานเชิงวิชาการระบุว่า เรื่องนี้เริ่มเผยแพร่ในรูปแบบการเล่าเสภาแก่ผู้ฟังในสังคมไทยตั้งแต่ราว พ.ศ. 2140-2150 (ช่วงอยุธยาตอนปลาย) และกลายเป็นวรรณกรรมยอดนิยมในศตวรรษที่ 18-19 ก่อนจะมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระบบในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และจัดพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกโดยหอพระสมุดวชิรญาณใน พ.ศ. 2460 ภายหลังการตรวจชำระโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสภาและกรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยงานของประเทศไทยสืบต่อหน้าที่ดูแลมรดกวัฒนธรรมสืบมา
เปิดข้อมูลจริงทางประวัติศาสตร์
ภูมิศาสตร์ชัดเจน: เนื้อเรื่องและสถานที่ที่ปรากฏ เช่น เมืองสุพรรณบุรี, กาญจนบุรี และกรุงศรีอยุธยา ล้วนสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์และสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง
วิวัฒนาการจากเรื่องจริง: นักวิชาการและสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สันนิษฐานว่ามีเค้าโครงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา (ราวปี พ.ศ. 2000) ก่อนจะถูกถ่ายทอดผ่านการขับเสภาและเรียบเรียงเป็นวรรณคดีชั้นเลิศในสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 2)
วัฒนธรรมไทยแท้: ทั้งขนบธรรมเนียม ความเชื่อทางไสยศาสตร์ และวิถีชีวิตชาวบ้านที่ปรากฏในเรื่อง เป็นภาพสะท้อนสังคมไทยในอดีตอย่างชัดเจน
กรมศิลปากรเน้นย้ำว่า ขุนช้างขุนแผนถือเป็น "ยอดของกลอนเสภา" และเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และไม่ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อป้องกันความสับสน