โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เวียดนาม เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตชะลอท่ามกลางแรงกดดันจากต่างประเทศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ธ.ค. 2568 เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. เวลา 01.00 น.

ทริส คาดเศรษฐกิจ เวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตชะลอ ปี 69 คาด GDP ชะลอลงมาอยู่ที่ 6.5% ส่วนปี 68 คาดโต การพึ่งพาภาคต่างประเทศในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ ความท้าทายในภาคการเงินอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของเวียดนาม

ทริสเรทติ้งคาดว่าเศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเวียดนามจะขยายตัว 7.8% ในปี 2568 ก่อนชะลอลงมาอยู่ที่ 6.5% ในปี 2569 โดยปัจจัยสนับสนุนหลักในปี 2568 มาจากการเร่งส่งออกก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ที่ยังคงแข็งแกร่ง

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 GDP ของเวียดนามเติบโตได้ถึง 7.8% โดยมีภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และบริการเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม การเติบโตในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงภายหลังมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนถึงการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ในระดับสูง โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คิดเป็น 29% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2567

ในระยะกลาง เวียดนามยังคงมีปัจจัยดึงดูด FDI อย่างต่อเนื่อง ทั้งต้นทุนแรงงานที่ยังแข่งขันได้ คุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น และการมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามมีแนวโน้มเผชิญกับความท้าทายในระยะกลาง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้า ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และประชากรสูงวัยที่มากขึ้น โดยประชากรเวียดนามมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 33.1 ปี ในปี 2567 สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากเพียงไทยและสิงคโปร์

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยลดลงมาอยู่ที่ราว 3.3% ในปี 2568 และ 3.1% ในปี 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ในเดือนตุลาคม 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3.3% ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี และอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ประเมินไว้ที่ 4.5%-5.0% สำหรับปี 2568 และประมาณ 4.5% ในปี 2569

การพึ่งพาภาคต่างประเทศในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ

ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิของเวียดนามจะทยอยปรับดีขึ้นตามดุลการชำระเงินที่กลับมาเป็นบวกเล็กน้อย โดยระดับเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้นเทียบเท่าการนำเข้า 2.7 เดือนในปี 2568 และ 2.9 เดือนในปี 2569

ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และยังไม่ถึงเกณฑ์ความเพียงพอของเงินสำรองตามมาตรฐาน IMF ที่ 3 เดือนของการนำเข้าสินค้า ในอนาคต เงินลงทุนอื่น ๆ และความคลาดเคลื่อนสุทธิที่เป็นเงินไหลออกจำนวนมากในบางช่วง อาจสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและ FDI ที่แข็งแกร่ง

ในปี 2568 ทริสเรทติ้งคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP จะอยู่ที่ราว 6.6% โดยได้แรงหนุนหลักจากดุลการค้าที่แข็งแกร่งท่ามกลางการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเติบโตได้ถึง 16.2% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และเครื่องจักรเป็นสินค้าส่งออกหลัก

โดยในปี 2567 สหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญของเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วน 29% และ 15% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ตามลำดับ รองลงมาคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เนื่องจากเวียดนามมีการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีนในระดับสูง ทริสเรทติ้งคาดว่าสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP จะชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.0% ในปี 2569 เมื่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ

ในระยะข้างหน้า ดุลบริการของเวียดนามมีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 19.2 ล้านคน สูงกว่าระดับก่อน โควิดที่ 18 ล้านคน

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากจีน ตามด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐฯ ในอนาคต รัฐบาลตั้งเป้าขยายฐานนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) โดยเฉพาะจากยุโรป หลังจากขยายมาตรการยกเว้นวีซ่าเพิ่มเติมให้หลายประเทศตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ทริสเรทติ้ง คาดว่ารายได้ปฐมภูมิ จะยังคงขาดดุลต่อไป เนื่องจากการส่งกำไรกลับประเทศของบริษัทต่างชาติยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ทุติยภูมิ น่าจะยังเกินดุลอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากเงินโอนกลับประเทศของคนเวียดนามที่ทำงานในต่างประเทศ

ในช่วงปี 2568–2569 เงินทุน FDI น่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบัญชีการเงิน (Financial Account) โดยเวียดนามมีต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้และมีข้อตกลงการค้าเสรีจำนวนมากซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ FDI เข้ามามากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในภาคการผลิต

อย่างไรก็ดี ในระยะกลางยังมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อ FDI ที่จะเข้ามาใหม่ ขณะที่ผลลัพธ์ของการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อตกลงสุดท้ายของการส่งออกสินค้าผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) ที่สหรัฐฯ จะใช้กับแต่ละประเทศ อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางการย้ายฐานการผลิตในอนาคตแม้เวียดนามยังได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน แต่การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิต (Manufacturing Value Chain) ของประเทศ

ในมุมมองของทริสเรทติ้ง เวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกเป็นครั้งคราว โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การไหลออกในเงินลงทุนอื่น ๆ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์รวมกันอยู่ที่ 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเวียดนามและประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังสูงและอาจบ่งชี้ถึงการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนโดย SBV หลังจากเงินดอง (VND) อ่อนค่า ทริสเรทติ้งคาดว่าการไหลออกของ Financial Account จำนวนมากที่เห็นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแคบลง

อีกหนึ่งความเสี่ยงคือเงินทุนไหลออกที่อาจไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทริสเรทติ้งมองว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากการนำเข้าทองคำที่ไม่ถูกบันทึก และเงินทุนเคลื่อนย้ายผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ เช่น สกุลเงินดิจิทัล

โดยเงินทุนไหลออกเหล่านี้กดดันเงินสำรองระหว่างประเทศให้ลดลงมาอยู่ที่ 8.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 จาก 9.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2566 ในระยะข้างหน้า ความพยายามของรัฐบาลในการจัดตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ น่าจะช่วยลดตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิได้

ความเสี่ยงจากภาคการคลังอยู่ในระดับปานกลาง

ทริสเรทติ้งมองว่าความเสี่ยงจากภาคการคลังต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนามยังอยู่ในระดับปานกลาง โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP จะทรงตัวที่ราว 32% ในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ โดยมีแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สำหรับปี 2568 ดุลการคลังต่อ GDP มีแนวโน้มจะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น -2.8% จากการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน

ขณะที่ในปี 2569 ดุลการคลังมีแนวโน้มจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ -2.5% ตามการจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลคาดว่าจะยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ที่ประมาณ 6% ของรายได้ในช่วงปี 2568-2569

รัฐบาลมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับช่วงปี 2569–2573 โดยให้ความสำคัญกับโครงการด้านคมนาคมและพลังงานเป็นหลัก การปฏิรูประบบราชการในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งรวมถึงการควบรวมจังหวัดและการยกเลิกหน่วยงานปกครองระดับอำเภอ คาดว่าจะช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศก็กำลังเดินหน้าปฏิรูประบบภาษีให้แล้วเสร็จภายในปี 2573

สัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP ของเวียดนามอยู่ที่ 32.6% ในปี 2567 ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และยังต่ำกว่ากรอบเพดานหนี้ที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 60% อย่างมาก ทำให้ภาครัฐยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอเมื่อจำเป็น ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอยู่ที่ราว 6% ของรายได้ในปี 2567 ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน

หนี้รัฐบาลส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศและอยู่ในรูปสกุลเงินท้องถิ่น อีกทั้งยังมีอายุครบกำหนดระยะยาว สัดส่วนหนี้สกุลเงินต่างประเทศที่ราว 12% ของ GDP ในปี 2567 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการกู้ในประเทศเป็นหลักเพื่อชดเชยการขาดดุล หนี้ต่างประเทศของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากองค์กรพหุภาคีและสถาบันเพื่อการพัฒนา เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย และธนาคารโลก

ในปี 2567 การขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลจากรายจ่ายประจำที่สูงขึ้น ตามการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการในเดือนกรกฎาคม 2567 (รูปที่ 3) แม้ว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนจะทำได้ดีกว่าแผนเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ายังหดตัวลง 5.5%

ด้านรายได้ภาครัฐ การฟื้นตัวค่อนข้างช้าในช่วงปี 2566–2567 ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เหลือ 8% ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2566 ถึงธันวาคม 2567 ขณะเดียวกัน การลดภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลในปี 2567 ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันรายได้ภาครัฐ

เวียดนามยังมีข้อจำกัดในการบรรลุเป้าหมายนโยบายการเงิน

เวียดนามยังเผชิญความท้าทายหลายด้านที่กระทบต่อประสิทธิผลของนโยบายการเงินในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและสนับสนุนการเติบโตในเวลาเดียวกัน ในมุมมองของทริสเรทติ้ง กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินที่ยังมีข้อจำกัด ขนาดตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีขนาดเล็ก และการกำหนดช่วงการซื้อขายของอัตราแลกเปลี่ยน ล้วนเป็นข้อจำกัดต่อความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศ

นอกจากนี้ การที่ SBV กำหนดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อเพื่อควบคุมปริมาณและราคาของสินเชื่อ อาจส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคส่วนที่ไม่มีประสิทธิผลได้ การยกเลิกมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ระบบการเงินพัฒนาไปสู่การจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดมากขึ้น

เป้าหมายการดำเนินงานของ SBV ประกอบไปด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการเข้าแทรกแซงในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อย่างไร ก็ตาม ตลาดตราสารหนี้ในประเทศของเวียดนามที่มีขนาดเล็กโดยคิดเป็นเพียง 28% ของ GDP ณ สิ้นปี 2567 และเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่จำกัดทำให้กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เวียดนามไม่ได้มีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเพียงหนึ่งเดียว โดยธนาคารพาณิชย์เอกชนใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ของรัฐเป็นอัตราพื้นฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก

ในมุมมองของทริสเรทติ้ง SBV มีแนวโน้มจะรักษาจุดยืนนโยบายการเงินแบบเป็นกลาง โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (รูปที่ 4)

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่า SBV จะยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ภายในช่วง ±5% ควบคู่กับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ต่ำกว่าอัตราที่ SBV ประเมินไว้ที่ 4.5%-5.0% สำหรับปี 2568 และประมาณ 4.5% ในปี 2569 นอกจากนี้ เงินดองอ่อนค่าลง 3.3% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

ความท้าทายในภาคการเงินอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของเวียดนาม

ภาคการเงินของเวียดนามเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวท่ามกลางความเสี่ยงหลากหลายประการ โดยเห็นได้จากความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตรที่ปรับดีขึ้น และกิจกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางในระบบการเงินยังคงมีอยู่ ทั้งระดับหนี้ภาคเอกชนที่สูง คุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลง และเงินทุนสำรองของธนาคารที่ไม่สูงนัก ทั้งนี้ มาตรการที่รัฐบาลทยอยดำเนินการเพื่อจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ รวมถึงประวัติการอัดฉีดสภาพคล่องของ SBV ต่อภาคธนาคารในอดีต น่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงในระบบการเงินได้

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 27% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 โดยเฉพาะพันธบัตรภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นการออกเพื่อรีไฟแนนซ์

ทั้งนี้ พันธบัตรอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นสัดส่วนหลักของตราสารหนี้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 โดยความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนเริ่มฟื้นตัว โดยอุปทานใหม่และราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมระดับบนในกรุงฮานอยปรับดีขึ้นในไตรมาสที่ 2–3 ของปี 2568

นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมายที่อยู่อาศัย กฎหมายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 คาดว่าจะช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ที่ฟื้นตัวได้

สัดส่วนหนี้ภาคเอกชนในประเทศต่อ GDP ของเวียดนามอยู่ในระดับสูงที่ราว 136% ณ สิ้นปี 2567 โดยเฉพาะหนี้ภาคธุรกิจคิดเป็นประมาณ 81% ของ GDP สำหรับภาคธนาคาร NPL เพิ่มขึ้นเป็นราว 5% ในปี 2567 จาก 4.6% ในปี 2566 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ (รูปที่ 5) ขณะที่เงินทุนสำรองของธนาคารอยู่ในระดับไม่สูงนัก โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio -- CAR) อยู่ที่ 11.8% ณ ปี 2567

ในด้านที่ดี SBV มีความสามารถในการทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายและสามารถเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารเนื่องจากเวียดนามมีการใช้เงินสกุลต่างประเทศในระดับต่ำ

นอกจากนี้ กฎหมายใหม่หลายฉบับที่ทยอยมีผลบังคับใช้ จะสามารถแก้ไขจุดอ่อนในภาคการเงินได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น กฎหมายสถาบันการเงินฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 จะค่อย ๆ ช่วยในเรื่องการกำกับดูแลธนาคารและสร้างกรอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตในระยะต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...