โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สักแล้วรับราชการได้ไหม? เสรีภาพส่วนตัวกับกติกาอาชีพ

SpringNews

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำถามหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเสมอคือ “ถ้ามีรอยสัก จะรับราชการได้หรือไม่” โดยเฉพาะในกรณีที่รอยสักอยู่ในตำแหน่งที่อาจถูกมองเห็นได้ง่าย หลายคนจึงเกิดความกังวลว่าเพียงลายสักบนร่างกาย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้

เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างรอบด้าน จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูรากทางประวัติศาสตร์และค่านิยมของสังคมไทยในอดีตเสียก่อน

รอยสักในอดีต : เครื่องหมายของไพร่ ไม่ใช่ผู้ดี

ในสมัยโบราณ การสักไม่ได้มีความหมายด้านศิลปะหรือการแสดงตัวตนเหมือนในปัจจุบัน แต่เป็น “เครื่องหมายบ่งบอกสถานะ” ชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นไพร่หรือสามัญชนมักถูกสักตามสังกัดกรมกอง เพื่อแสดงว่าอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้านายคนใด ขณะที่ชนชั้นสูง ลูกขุนนาง หรือผู้ดีมีตระกูล ไม่จำเป็นต้องมีรอยสักใด ๆ บนร่างกาย

ด้วยเหตุนี้ รอยสักจึงค่อย ๆ ถูกผูกโยงเข้ากับภาพของคนชั้นล่าง ไพร่ หรือทาส ไม่ใช่สัญลักษณ์ของผู้ปกครองหรือผู้นำ เมื่อระบบราชการสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น ภาพจำนี้จึงส่งผลต่อสถาบันอย่างโรงเรียนนายร้อย ทหาร และตำรวจ ที่มองว่าผู้จะเป็น “นายของราษฎร” ควรมีรูปลักษณ์เรียบร้อย ปราศจากรอยสักตามแบบชนชั้นผู้ดีในอดีต

รอยสักกับภาพจำของคนคุก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การสักถูกมองในแง่ลบ คือในอดีตผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยมีรอยสักติดตัว ไม่ว่าจะสักจากในเรือนจำ หรือสักเพิ่มหลังพ้นโทษ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าออกคุกบ่อยครั้ง จนเกิดภาพจำว่าคนมีรอยสักคือผู้เคยต้องโทษมาก่อน

ค่านิยมเช่นนี้ฝังรากอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันการสักจะเป็นเรื่องของแฟชั่น ศิลปะ หรือการแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ แต่ภาพจำแบบเดิมก็ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว โดยเฉพาะในระบบราชการที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความเหมาะสมตามกรอบดั้งเดิม

แล้วสักแบบไหน “รับราชการได้”

ในทางปฏิบัติ คำตอบของคำถามว่า “สักแล้วรับราชการได้ไหม” ไม่ได้มีคำตอบเดียวตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของงานราชการเป็นสำคัญ

กลุ่มข้าราชการพลเรือน

สำหรับข้าราชการพลเรือนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรม ข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือข้าราชการท้องถิ่น (ที่ไม่ใช่ทหารและตำรวจ) โดยหลักแล้ว ไม่มีข้อห้ามเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าผู้มีรอยสักจะไม่สามารถสมัครหรือสอบบรรจุได้

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการสอบภาค ค. ซึ่งเป็นการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง คณะกรรมการสามารถใช้ดุลยพินิจพิจารณาภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ และลักษณะภายนอกของผู้เข้าสอบได้ หากรอยสักอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัด เช่น ใบหน้า ลำคอ หรือหลังมือ อาจส่งผลต่อคะแนนความเหมาะสมได้ แต่หากเป็นรอยสักที่อยู่ในร่มผ้า โดยทั่วไปจะไม่ถือเป็นปัญหา

กลุ่มข้าราชการตำรวจ

สำหรับตำรวจ การคัดเลือกจะเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยกฎของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจระบุไว้ชัดเจนว่า สามารถมีรอยสักได้ แต่ขนาดรวมของรอยสักทั้งหมดต้องไม่เกิน 16 ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 4×4 เซนติเมตร ทั้งนี้ การพิจารณายังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ

กลุ่มข้าราชการทหาร

ในส่วนของทหาร โดยเฉพาะการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า ผู้สมัครต้องไม่มีรอยสักปรากฏให้เห็นนอกร่มผ้า เมื่อสวมชุดกีฬา ซึ่งประกอบด้วยเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้ากีฬา หากรอยสักอยู่ในตำแหน่งที่สามารถปกปิดได้ และไม่ปรากฏในเครื่องแบบดังกล่าว ก็ยังมีสิทธิผ่านการพิจารณา โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้ตรวจและใช้ดุลยพินิจเช่นเดียวกับกรณีของตำรวจ

แม้โลกปัจจุบันจะเปิดกว้างต่อการแสดงตัวตนมากขึ้น แต่ระบบราชการไทยยังคงได้รับอิทธิพลจากค่านิยมดั้งเดิมที่ผูกโยงรอยสักเข้ากับภาพลักษณ์บางอย่าง การมีรอยสักจึงไม่ใช่เรื่อง “ผิด” แต่เป็นเรื่องของ “ความเหมาะสมตามบริบท” มากกว่า

สำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะรับราชการ การเข้าใจกรอบเหล่านี้ล่วงหน้า จะช่วยให้สามารถวางแผนชีวิตและการเตรียมตัวได้อย่างรอบคอบ โดยไม่ต้องปล่อยให้ความกังวลกลายเป็นอุปสรรคต่ออนาคตที่ตั้งใจไว้

ที่มา :https://dop.rta.mi.th/images/pdf/0663/dop1876.pdf

https://www.tmc.or.th/service_law03.php

https://tmc.or.th/service_law02_17.php

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...