จี้ยกเครื่อง ‘หาดใหญ่’ แก้ระยะยาว ‘รื้อผังเมือง’ โตขวางทางน้ำ
มหันตภัยน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ สาเหตุหลักเกิดจากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติ จากภาวะโลกร้อนทำให้เกิด “ระเบิดฝน” (Rain Bomb) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมถึง 880 มิลลิเมตร/ชั่วโมง สูงสุดในรอบ 300 ปี
ขณะที่เส้นทางการไหลของน้ำไม่สามารถออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เอ่อล้นความลึกระดับ 50 ซม. ถึงมากกว่า 5 เมตร ท่วมย่านเศรษฐกิจ บ้าน โรงแรมเสียหายหลายหมื่นล้านบาท และเสียชีวิตมากกว่า 100 ราย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไข
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “สิทธิศักดิ์ ตันมงคล” สถาปนิกด้านการวางผังเมืองและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการสภาเศรษฐกิจหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดใน อ.เมืองสงขลา และใช้ชีวิตใน อ.หาดใหญ่มาตลอด สะท้อนปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ และแนวทางการพัฒนาเมืองในการอยู่ร่วมกับน้ำ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
น้ำโจมตีหาดใหญ่รอบทิศ
นายสิทธิศักดิ์กล่าวว่า ด้วยลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ภาคใต้ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ต่ำหรือพื้นที่ทุ่งรับน้ำจากภูเขา โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ถือเป็นแอ่งกระทะที่มีภูเขาล้อมรอบ ทำให้มีความชื้นสูง จึงกลายเป็นแหล่งรวมฝนอย่างดี แม้หาดใหญ่เคยเกิด Rain Bomb 2-3 ครั้ง แต่ไม่หนัก ครั้งนี้ถือว่าดุเดือด มีปริมาณฝนกว่า 500-600 กว่ามิลลิเมตร
กลายเป็นวันนี้เรามีโจทย์ใหม่ เพราะน้ำฝนกระหน่ำเข้ามารอบทิศ ทิศใต้ มีน้ำจากภูเขาในอำเภอสะเดา ไหลลงคลองอู่ตะเภาซึ่งเป็นคลองหลักของเมือง
ทิศตะวันออก เขตทุ่งใหญ่ ท่าข้าม จากเขาคอหงส์
ทิศตะวันตก อีกด้านของเมืองหาดใหญ่ เขาคอหงส์ เริ่มที่น้ำตกโตนงาช้าง และเทือกเขาแก้ว กระหน่ำซ้ำมาอีกทาง
บังเอิญว่าฝนตกแช่ที่เขาคอหงส์ ซึ่งเป็นเขาที่ติดเมืองหาดใหญ่ ทิศใต้ของเขาคอหงส์ มีแนว “คลองหวะ” ซึ่งมีต้นน้ำจาก อ.นาหม่อม (อยู่ตะวันออกของหาดใหญ่) คลองหวะวิ่งตามแนวตะวันออกสู่ตะวันตกลง “คลองอู่ตะเภา”… ขณะเดียวกันก็จะผันน้ำบางส่วนไปลงที่ “คลองเตย” ด้วย
ส่วนคลองย่อยตามแนวเทือกเขาคอหงส์ คือ “คลองเรียน” อยู่ทางทิศใต้ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นคลองระบายน้ำออกไปสู่คลอง ร.6 จากนั้นไหลไปลงคลองหวะ ลงสู่คลองกลางเมือง (คลอง 30 เมตร และคลองเตย) ปรากฏว่าตรงนี้ก็เต็มอีกเหมือนกัน ทำให้มวลน้ำผ่านเข้าเมืองเต็ม ๆ
ฉะนั้น อำเภอหาดใหญ่ถูกน้ำโจมตีรอบทิศ โดยเฉพาะทิศตะวันออก มีทั้งคลองคอหงส์ คลองเรียน คลองหวะ ใครก็ตั้งหลักไม่ทัน ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่มาก
วางผังแก้เมืองโตขวางทางน้ำ
นายสิทธิศักดิ์บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ มาจากการเติบโตของเมือง ที่สร้างอาคารบ้านเรือนขวางน้ำ เกิดสิ่งปลูกสร้าง คอนกรีตปกคลุมผิวดิน น้ำฝนไม่สามารถซึมลงผิวดินได้ เหมือนกับเรายังติดกับดักตัวเองอยู่
สิ่งที่น่ากลัวคือ ที่ผ่านมารัฐบาลไทย ไม่เคยใช้มาตรการ Nonstructure หรือมาตรการผังเมืองที่ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเลย มาใช้งบประมาณสู้กับน้ำ แต่ไม่ใช้มาตรการกฎหมาย เหมือนกับเรายังติดกับดักตัวเองอยู่
เมืองหาดใหญ่ต้องชะลอการเติบโตอย่างชาญฉลาด ไม่ยกระดับพื้น ไม่สร้างของแข็งปกคลุมดิน ไม่สร้างผนังทึบ หรือสิ่งที่ขวางทางน้ำ เพื่อให้น้ำไหลสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันใช้มาตรการผังเมืองและมาตรการควบคุมการก่อสร้างมากำกับ
ดังนั้นควรต้องทบทวนพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ใหม่อีกครั้ง เป็นกฎหมายที่ไม่ได้รัดกุมเท่าไหร่ ในการนำมาใช้ประโยชน์ พบว่าผู้ที่ไม่ได้ศึกษาเฉพาะทางอาจจะไม่เข้าใจ หรือต่อให้เข้าใจในทางปฏิบัติก็ทำงานยากด้วย
ออกแบบเมืองให้อยู่กับน้ำ
นายสิทธิศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยตระหนักถึงการออกแบบเมืองให้อยู่กับน้ำได้ เมื่อเวลาฝนตกบนภูเขา ก็เหมือนกับการเทน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ น้ำส่วนหนึ่งจะไหลซึมลงใต้ดินไปตามผิวดิน แต่ปัญหาคือส่วนที่ไม่สามารถซึมลงใต้ดินได้เป็นเพราะโครงสร้างเมือง มีคอนกรีตปกคลุมผิวถนน และพื้นที่ต่าง ๆ มากมาย
ในปี 2543 ได้ผลักดันเรื่องมาตรการที่ไม่เน้นสิ่งก่อสร้าง (Nonstructural Measure)
หรือมาตรการผังเมืองที่ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่ให้มีการอนุญาตก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ขวางทางน้ำ รวมถึงไม่ควรสร้างเกาะกลางถนน เพราะคือสิ่งขวางทางน้ำ
เมื่อเวลาน้ำไหลมา ถนนซีกหนึ่งที่มีเกาะกลางถนนกั้นทำให้เกิดการท่วม แต่ถนนอีกด้านไม่มีน้ำท่วม โดยหลักการริมถนนแต่ละพื้นที่ในอดีตจะมีการทำคูน้ำกว้าง ๆ แต่คนไม่ชอบบอกว่าเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุก็ทำการปิดฝา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำไหลไม่สะดวกจึงทำให้น้ำท่วม
เร่งแก้โจทย์ใหญ่ระยะยาว
นายสิทธิศักดิ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ต้องออกมาตรการควบคุมการขุดดิน และการถมดิน ด้วยหาดใหญ่เป็นเมืองใกล้ทะเล ทิศเหนือไม่ไกลจากทะเลสาบสงขลา น้ำน่าจะไหลลงได้รวดเร็ว แต่ที่ผ่านมาน้ำไหลช้า เพราะคนชอบซื้อที่ดินบริเวณที่เป็นที่ลุ่มต่ำ จากนั้นก็ถมดินแล้วไปขายเพิ่มกำไร เกิดการยกระดับขึ้นเป็นเมือง เช่น โครงการบ้านจัดสรร ถือเป็นการสร้างอุปสรรคขวางการไหลของน้ำ ดังนั้น เมืองที่มีภูเขาไม่ควรใช้การออกแบบเมืองแบบเดียวกับภาคกลางและกรุงเทพฯ
ยกตัวอย่าง เกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย รัฐมีการกำหนดการสร้างรั้วกั้นให้เป็นรั้วโปร่ง เพราะรั้วทึบจะขวางการไหลของน้ำ อย่างไรก็ดี ถ้าเรามีป่าไม้ ต้นไม้ ก็ชะลอน้ำได้ และทำให้เกิดการดูดซับน้ำลงใต้ดิน คนก็ไปบุกรุกพื้นที่ป่ากันอีก เราต้องพูดถึงการแก้ไขปัญหาระยาว
สิ่งปลูกสร้างตัวเร่งปัญหาน้ำท่วม
นายสิทธิศักดิ์บอกต่อไปว่า ถ้าสำรวจเราจะพบต้นเหตุของปัญหาจำนวนมาก เช่น ทิศเหนือของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีแนวลำรางขนาดเล็ก ให้น้ำไหลลงมาจากเขาคอหงส์ ผ่านมาในมหาวิทยาลัย แถวหอพักนักศึกษา
อีกแห่งคือ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ เดิมทีด้านหน้าเป็นที่ลุ่ม เป็นแอ่งรับน้ำ ส่วนฝั่งตรงข้ามวิทยาลัยคือ พื้นที่รับน้ำจากเขาคอหงส์ ซึ่งสมัย 30 กว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปเดินเล่น พบตาน้ำเล็ก ๆ ในฤดูกาลปกติ ฉะนั้นเขาคอหงส์เป็นแหล่งต้นน้ำเหมือนกัน
แต่ปรากฏว่าภายหลัง วิทยาลัยถมที่ดินภายในพื้นที่ตัวเอง เพื่อเอาไว้เป็นที่จอดรถ ส่วนฝั่งตรงข้ามก็มีคนมาซื้อดิน ถมดินทำหมู่บ้านจัดสรร
นอกจากนี้ ที่บริเวณเรือนเพาะชำ สวนสาธารณะหาดใหญ่ มีร่องน้ำแถววัดคลองเปล ที่ไหลลงสู่คลองเตย ก็ถูกบุกรุก มีร้านอาหารมาสร้างคร่อมคลอง หรือบริเวณศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถนนปุณณกัณฑ์ และที่ประตู 109 ตอนนี้มีโรงพยาบาลสัตว์ไปสร้างอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนก็เป็นที่รับน้ำหลาย 10 ไร่ หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะไม่เคยคิดที่จะอยู่กับน้ำ
ทั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณดีที่คนเริ่มพูดถึงการแก้ปัญหาระยะยาวมากขึ้น แต่คนยังเข้าใจสภาพกายภาพไม่ถูกต้อง บางคนบอกทำแบบคลอง ร.1 ที่ ถ.กาญจนวนิช ก็รับน้ำจากสะเดา ได้รับน้ำจากเขาคอหงส์ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะสิ่งปลูกสร้างเต็มไปหมด ส่วนถ้าจะสร้างอุโมงค์ระบายน้ำแบบ กทม. ยังกังวลว่าน้ำจะไหลลงใต้ดินได้อย่างไร ซึ่งถ้ายังไม่เรียนรู้ก็คงต้องเผชิญปัญหาต่อไป
ระบบการจัดการไทยซ้ำซ้อน
นายสิทธิศักดิ์สะท้อนภาพปัญหาระบบการจัดการของรัฐไทย ว่ามีทั้งส่วนกลาง ท้องถิ่น ภูมิภาค แต่ไม่มี “City Manager” หรือ “ผู้บริหารเมือง-ผู้จัดการเมือง” แม้แต่เมืองหาดใหญ่ที่มีหลายเทศบาล น้ำไม่สามารถเลือกได้ว่าจะท่วมที่ไหน ดังนั้นต้องเน้นการคุยร่วมกัน ใครจะนั่งหัวโต๊ะ
เราจึงเจอปัญหาว่า สร้างถนนเสร็จ อยู่ ๆ มาขุดท่อ วางท่อ เพราะไม่มีใครมีอำนาจเต็ม
“ทุกคนมีอำนาจเต็มในมือ” มันก็ไม่ผิดเพราะทุกหน่วยงานบอกทำตามกฎหมาย
ยกตัวอย่างการมองแบบเอกชน ที่รัฐมนตรีเราไปขายข้าวได้ ได้มุมมองใหม่คือ มันเป็นความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงเอาข้าวไปขาย ถือเป็นสิ่งที่การเมืองปกติทำไม่ได้ เพราะต้องบูรณาการหลายกระทรวง
หากเราแบ่งงาน ส่วนกลาง จะมาเป็นฟังก์ชั่น ส่วนกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ มาเป็นแท่งลงมาทั้งแผ่นดิน แต่ขณะเดียวกัน งานท้องถิ่นเป็นงานเชิงพื้นที่ หมายความว่า ทุกชั้นต้องทำงานบูรณาการ แต่พอลงพื้นที่จริง ถามว่าใครทำบูรณาการ เพราะแต่ละกระทรวงมันใหญ่หมดเลย ไม่มีใครฟังใคร
“ส่วนหนึ่งคือผู้บริหารที่มีอำนาจไม่เข้าใจ ก็เลยยับยั้งการควบคุมสิ่งที่ถูกต้อง คนทำงานผังเมือง แน่นอนต้องเป็นผู้ที่ร่ำเรียนมา รู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ แต่คนตัดสินเป็นผู้มีอำนาจ แต่ไม่มีความรู้เรื่องผังเมือง ฉะนั้นเราเสนอไปอย่างไร ก็ไม่เคยผ่าน นี่คือโครงสร้างของเราที่มันมีปัญหาในเชิงการจัดการทั้งประเทศ”
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า เมื่อก่อนฝนตกเต็มพื้นที่ 50 ตารางกิโลเมตร แต่น้ำสามารถระบายผ่านคลองเล็ก ๆ เพราะน้ำไหลลงเป็นแผ่นกว้าง ลงสู่ทะเล นี่คือมายาคติ ที่ผู้บริหารและผู้มีอำนาจไม่เคยทำความเข้าใจกับน้ำเลยแม้แต่นิดเดียว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จี้ยกเครื่อง ‘หาดใหญ่’ แก้ระยะยาว ‘รื้อผังเมือง’ โตขวางทางน้ำ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net