โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

หอการค้าไทย-ส.อ.ท. ประสานเสียงเบรก ‘ประชานิยม’ ชี้กับดักหนี้ท่วม ฉุดศก.ไทย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

การจัดเวทีเสวนาสาธารณะในช่วงก่อนการออกเสียงของประชาชน เป็นพื้นที่สำคัญในการชวนทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล มองนโยบายอย่างรอบด้าน และช่วยกันตั้งคำถามเชิงสร้างสรรค์ว่า นโยบายแบบใดจะดูแลประชาชนได้ทั้งวันนี้ และไม่สร้างภาระให้ประเทศในวันข้างหน้า

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)จึงจัดวงเสวนา "เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม"

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า พรรคการเมืองควรนำกรอบแนวคิดเศรษฐกิจระดับมหภาคไปปรับใช้ในนโยบายของพรรค เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้การปรับปรุงโครงสร้างทั้งหมดอาจทำไม่ได้ในทันทีก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือนโยบายในเชิงประชานิยมที่พรรคการเมืองนำมาใช้เพื่อเรียกคะแนนเสียงในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจากบทเรียนในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา พบว่า นโยบายเหล่านี้มักมีปัญหาตามมาภายหลัง

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

เช่น กรณีโครงการจำนำหรือประกันราคาพืชผล และเมื่อย้อนกลับไปดูผลลัพธ์จริงจะเห็นว่านโยบายที่หาเสียงไว้มักทำได้จริงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ประเด็นสำคัญคือ เรื่องที่มาของเงินทุน หากรัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอจนต้องใช้วิธีการกู้ยืมมาดำเนินนโยบายประชานิยม เงินจำนวนนั้นจะกลายเป็นหนี้ของประเทศและเป็นภาระของประชาชนในท้ายที่สุด

แม้ภาคธุรกิจจะไม่คัดค้านการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กรอบที่ชัดเจนว่า เงินเหล่านั้นนำมาจากแหล่งใด ใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์คุ้มค่าเพียงใด

เนื่องจากเงินที่แจกเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียวนั้นมีลักษณะที่ "ใช้ไปแล้วหายเลย" และทัศนะที่ว่าเงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ 3-4 รอบนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์เช่นนั้น ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ ทั้งในส่วนของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคการเมือง คือการที่ทุกคน "คิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดจะหาเงิน"

ดังนั้นจึงต้องการฝากถึงพรรคการเมืองให้พิจารณาปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายประชานิยมเสียใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การ "ประชานิยมเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้" แทนการแจกเงินเพื่อให้คนนำไปใช้สอยต่อเพียงอย่างเดียว

ภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกนโยบายพิเศษที่เอื้อให้ทุกภาคส่วนสามารถหาเงินและสร้างรายได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า พรรคการเมืองต่างๆ เดินสายเข้าพบสภาอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมาว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจคือ ผลกระทบจากนโยบายประชานิยมที่กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการหาเสียง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

หากมองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นอาจดูเหมือนเป็นชัยชนะที่ทำให้คนรักและเลือกพรรคนั้นๆ หรือที่เรียกว่า "Quick Win" แต่ในความเป็นจริงกลับเป็น "กับดัก" ของประเทศไทย ที่ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ และยังส่งผลให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ (Rating) ของประเทศในสายตาต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นโยบายลักษณะ "ท่านแจก-เราจ่าย" สร้าง ภาระทางการคลัง อย่างมหาศาล และมักเป็นมาตรการที่มาเพียงชั่วคราวแล้วหายไป โดยเฉพาะการหาเสียงด้วยการประกาศ ขึ้นค่าแรง ที่ฝ่ายการเมืองไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินเอง แต่กลับโยนภาระไปให้ภาคส่วนอื่นรับผิดชอบ ซึ่งในปัจจุบันบรรยากาศเริ่มดีขึ้นเมื่อหลายฝ่ายเริ่มยอมรับที่จะให้เรื่องนี้เป็นไปตามกลไกที่เหมาะสม

"การแจกต้องมีศิลปะ" เพราะหากแจกโดยไม่สร้างสรรค์จะกลายเป็นโทษในระยะยาว ทำให้ประชาชนรอแต่จะรับแจกโดยไม่มีการพัฒนา Productivity หรือคุณภาพของตนเอง จนเกิดวงจรการวิ่งเต้นเพื่องบประมาณมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมไม่อยากให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการแจกในลักษณะนี้

อย่างโมเดลจาก ประเทศจีน ที่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงชัดเจนว่า ปัจจุบันจีนเริ่มลดนโยบายการแจกเงิน และหันไปมุ่งเน้นการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และการยกระดับ นวัตกรรม (Innovation) เพื่อความยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยในบริบทปัจจุบันที่ ผู้ประกอบการ SME ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง การสร้างความสมดุล (Balance) เป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยรัฐอาจยังต้องมีการช่วยเหลือหรือแจกแบบมีคุณภาพในสัดส่วนที่เหมาะสมและทันเวลาเพื่อประคองสภาพคล่องในระยะสั้น แต่เงินงบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศควรถูกนำไปลงทุนเพื่อ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาวตามความจำเป็นของประเทศต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...