หอการค้าไทย-ส.อ.ท. ประสานเสียงเบรก ‘ประชานิยม’ ชี้กับดักหนี้ท่วม ฉุดศก.ไทย
การจัดเวทีเสวนาสาธารณะในช่วงก่อนการออกเสียงของประชาชน เป็นพื้นที่สำคัญในการชวนทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล มองนโยบายอย่างรอบด้าน และช่วยกันตั้งคำถามเชิงสร้างสรรค์ว่า นโยบายแบบใดจะดูแลประชาชนได้ทั้งวันนี้ และไม่สร้างภาระให้ประเทศในวันข้างหน้า
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)จึงจัดวงเสวนา "เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม"
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า พรรคการเมืองควรนำกรอบแนวคิดเศรษฐกิจระดับมหภาคไปปรับใช้ในนโยบายของพรรค เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้การปรับปรุงโครงสร้างทั้งหมดอาจทำไม่ได้ในทันทีก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือนโยบายในเชิงประชานิยมที่พรรคการเมืองนำมาใช้เพื่อเรียกคะแนนเสียงในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจากบทเรียนในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา พบว่า นโยบายเหล่านี้มักมีปัญหาตามมาภายหลัง
เช่น กรณีโครงการจำนำหรือประกันราคาพืชผล และเมื่อย้อนกลับไปดูผลลัพธ์จริงจะเห็นว่านโยบายที่หาเสียงไว้มักทำได้จริงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ประเด็นสำคัญคือ เรื่องที่มาของเงินทุน หากรัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอจนต้องใช้วิธีการกู้ยืมมาดำเนินนโยบายประชานิยม เงินจำนวนนั้นจะกลายเป็นหนี้ของประเทศและเป็นภาระของประชาชนในท้ายที่สุด
แม้ภาคธุรกิจจะไม่คัดค้านการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กรอบที่ชัดเจนว่า เงินเหล่านั้นนำมาจากแหล่งใด ใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์คุ้มค่าเพียงใด
เนื่องจากเงินที่แจกเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียวนั้นมีลักษณะที่ "ใช้ไปแล้วหายเลย" และทัศนะที่ว่าเงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ 3-4 รอบนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์เช่นนั้น ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ ทั้งในส่วนของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคการเมือง คือการที่ทุกคน "คิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดจะหาเงิน"
ดังนั้นจึงต้องการฝากถึงพรรคการเมืองให้พิจารณาปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายประชานิยมเสียใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การ "ประชานิยมเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้" แทนการแจกเงินเพื่อให้คนนำไปใช้สอยต่อเพียงอย่างเดียว
ภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกนโยบายพิเศษที่เอื้อให้ทุกภาคส่วนสามารถหาเงินและสร้างรายได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า พรรคการเมืองต่างๆ เดินสายเข้าพบสภาอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมาว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจคือ ผลกระทบจากนโยบายประชานิยมที่กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการหาเสียง
หากมองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นอาจดูเหมือนเป็นชัยชนะที่ทำให้คนรักและเลือกพรรคนั้นๆ หรือที่เรียกว่า "Quick Win" แต่ในความเป็นจริงกลับเป็น "กับดัก" ของประเทศไทย ที่ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ และยังส่งผลให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ (Rating) ของประเทศในสายตาต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นโยบายลักษณะ "ท่านแจก-เราจ่าย" สร้าง ภาระทางการคลัง อย่างมหาศาล และมักเป็นมาตรการที่มาเพียงชั่วคราวแล้วหายไป โดยเฉพาะการหาเสียงด้วยการประกาศ ขึ้นค่าแรง ที่ฝ่ายการเมืองไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินเอง แต่กลับโยนภาระไปให้ภาคส่วนอื่นรับผิดชอบ ซึ่งในปัจจุบันบรรยากาศเริ่มดีขึ้นเมื่อหลายฝ่ายเริ่มยอมรับที่จะให้เรื่องนี้เป็นไปตามกลไกที่เหมาะสม
"การแจกต้องมีศิลปะ" เพราะหากแจกโดยไม่สร้างสรรค์จะกลายเป็นโทษในระยะยาว ทำให้ประชาชนรอแต่จะรับแจกโดยไม่มีการพัฒนา Productivity หรือคุณภาพของตนเอง จนเกิดวงจรการวิ่งเต้นเพื่องบประมาณมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมไม่อยากให้ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการแจกในลักษณะนี้
อย่างโมเดลจาก ประเทศจีน ที่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงชัดเจนว่า ปัจจุบันจีนเริ่มลดนโยบายการแจกเงิน และหันไปมุ่งเน้นการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และการยกระดับ นวัตกรรม (Innovation) เพื่อความยั่งยืน
สำหรับประเทศไทยในบริบทปัจจุบันที่ ผู้ประกอบการ SME ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง การสร้างความสมดุล (Balance) เป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยรัฐอาจยังต้องมีการช่วยเหลือหรือแจกแบบมีคุณภาพในสัดส่วนที่เหมาะสมและทันเวลาเพื่อประคองสภาพคล่องในระยะสั้น แต่เงินงบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศควรถูกนำไปลงทุนเพื่อ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาวตามความจำเป็นของประเทศต่อไป