โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกสิกรไทย คาดอุตสาหกรรมไก่ของไทยปี 69 โตชะลอลง ความต้องการทรงตัว ตามภาวะเศรษฐกิจ ตลาดแข่งขันสูง

BTimes

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 16.29 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 09.15 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่ในประเทศปี 69 คาดว่า ปริมาณการผลิตเนื้อไก่ของไทยจะอยู่ที่ 3.47 ล้านตัน ขยายตัว 0.9% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 68 ที่คาดว่าจะโตราว 1.3% ซึ่งสอดคล้องไปกับปริมาณการบริโภคที่คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว จากความต้องการในประเทศและตลาดส่งออกที่โตช้าลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่ราคาไก่ที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์ม คาดจะยังทรงตัวเทียบกับปี 68 แม้วัตถุดิบอาหารสัตว์จะมีทิศทางลดลง แต่ต้นทุนส่วนอื่น ๆ มีแนวโน้มขยับขึ้น อาทิ ต้นทุนการจัดการฟาร์มและค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ท่ามกลางราคาขายปลีกขยับขึ้นได้จำกัด เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุม ส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษารายได้และอัตรากำไรยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจ

ปัจจุบันมีผู้เล่นในธุรกิจผลิตภัณฑ์ไก่จำนวน 1,278 ราย (เฉพาะนิติบุคคล) โดยราว 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนอีก 20% เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และรายกลาง

อย่างไรก็ดี ผลผลิตเนื้อไก่จากฟาร์มเลี้ยงไก่ของเกษตรกรรายย่อย มีสัดส่วนเพียง 10% ของผลผลิตไก่เนื้อทั้งหมด ส่วนอีก 90% มาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ลงทุนแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งที่เป็นฟาร์มของบริษัทเอง รวมถึงการทำ Contract farming กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีการแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด

ปี 69 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยคาดอยู่ที่ 4,665 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 3.0% ชะลอตัวจากปี 68 ที่คาดว่าจะโต 5.0% ทั้งกลุ่มไก่แปรรูปและไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ไก่แปรรูป ส่งออกราว 70% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตได้ราว 3.2% ชะลอตัวจากปี 68 ที่คาดว่าจะโต 5.0% โดยเป็นผลจากความต้องการในคู่ค้าหลักอย่าง ญี่ปุ่นและ สหราชอาณาจักรที่ปรับลดลง

- ญี่ปุ่น แม้ว่าไทยจะได้อานิสงส์บางส่วนจากการที่ญี่ปุ่นยังคงระงับนำเข้าไก่จากบราซิลที่มีการระบาดของไข้หวัดนก รวมถึงเผชิญการระบาดในประเทศ แต่ยังมีความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคารุนแรงกับจีน โดยราคาส่งออกไก่แปรรูปเฉลี่ยของจีนไปญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 ยังถูกกว่าของไทยราว 14% ส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกจากไทยอาจไม่มากนัก

- สหราชอาณาจักร แม้จะมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณผลผลิตไก่ในประเทศก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 69 คาดว่าการผลิตเนื้อไก่ในสหราชอาณาจักรจะยังขยายตัวได้ราว 2-3% ทำให้คำสั่งซื้อจากไทยอาจโตไม่มากเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

2. ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ส่งออกราว 30% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตได้ราว 2.4% ชะลอตัวจากปี 68 ที่คาดว่าจะโต 5.0%

- จีน น่าจะยังเป็นตลาดที่ขยายตัวได้ จากความต้องการเนื้อไก่ในประเทศสูง แต่ไทยยังมีความเสี่ยง จากผลผลิตไก่ในจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันด้านราคารุนแรงกับคู่แข่งสำคัญที่กลับมาทำตลาดในจีนได้ เช่น บราซิลกลับมาส่งออกไก่ไปจีนได้อีกครั้ง หลังจีนยกเลิกระงับการนำเข้า ขณะที่สหรัฐฯ ก็สามารถส่งออกไก่ไปจีนได้ จากการที่จีนระงับการใช้ภาษีตอบโต้เป็นเวลา 1 ปี รวมถึงรัสเซียที่จีนหันมานำเข้าเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าเนื้อไก่จากรัสเซีย เพิ่มขึ้นเป็น 19% ในช่วง 9 เดือนแรกปี 68 จาก 13% ในช่วงเดียวกันปีก่อน

- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะเป็นตลาดที่มีส่วนแบ่งในตลาดส่งออกของไทยเพียง 2-3% แต่คาดว่าการส่งออกจะยังเติบโตดีต่อเนื่อง ตามความต้องการไก่ฮาลาลที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปี 68 ที่เพิ่มกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากปัจจัยเฉพาะตัวของคู่ค้าหลักที่ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยอาจโตชะลอ ยังมีปัจจัยเรื่องของค่าเงินบาทที่แกว่งตัวในทิศทางแข็งค่า โดยปัจจุบัน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องราว 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 67 (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พ.ย. 68) ส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยในรูปสกุลเงินดอลลาร์ฯ มีทิศทางปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งในเรื่องคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีแปรรูปและพัฒนาสินค้าให้ได้ตามออเดอร์ลูกค้า แต่ก็มีความเสี่ยงจากคู่แข่งรายสำคัญอย่าง สหรัฐฯ บราซิลและจีน ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต่ำ รวมถึงปริมาณการผลิตที่มี Economy of scale

ขณะที่ไทยจำเป็นต้องนาเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นหลัก (กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60% ของปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ ส่งผลให้ไทยมีต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลิตภัณฑ์ไก่จึงสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกดดันการส่งออกของไทยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ธุรกิจอาจต้องปรับราคาลดลงมาเพื่อรักษายอดขาย หรือยอมลดอัตรากำไรบางส่วน

นอกจากนี้ การขยายฐานการผลิตในต่างประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ยังส่งผลให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยในระยะต่อไปอาจชะลอลง สะท้อนจากอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง จากช่วงปี 59-62 ที่เติบโตเฉลี่ย 9.0% ลงมาอยู่ที่ 6.5% ในช่วงปี 63-67

ความเสี่ยงธรกิจผลิตภัณฑ์ไก่ของไทย

1. ต้นทุนการผลิตยังผันผวน โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนการผลิตรวม ซึ่งไทยยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศที่อาจกระทบกับผลผลิต ขณะที่ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ อาทิ พันธุ์ไก่เนื้อ ต้นทุนการจัดการฟาร์มและสาธารณูปโภค ก็มีแนวโน้มขยับขึ้น จึงอาจส่งผลต่ออัตรากำไรเฉลี่ย (Gross profit margin) ของธุรกิจให้ปรับลดลงจากปัจจุบันที่อยู่ราว 20-30%

อย่างไรก็ดี ปี 69 ที่ไทยจะเปิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ของผู้ประกอบการลงได้บ้าง เนื่องจากราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯ ถูกกว่าแหล่งนำเข้าเดิมซึ่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา/สปป.ลาว) ราว 47-118 ดอลลาร์ฯ ต่อตัน และถูกกว่านำเข้าข้าวสาลีราว 66 ดอลลาร์ฯ ต่อตัน แต่ทั้งนี้คงขึ้นอยู่ปริมาณการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในแต่ละสูตรด้วย

2. อุปสรรคทางการค้าจากทั้งมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษี อาทิ ผลของสงครามการค้ารอบใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูง อาจกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าหลักให้เติบโตต่ำ และส่งผลต่อเนื่องมายังยอดคำสั่งซื้อที่อาจปรับลดลง รวมถึงการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการส่งออกที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรฐานสุขอนามัยอาหาร (Food safety standards) มาตรฐานด้านสารตกค้างและการใช้ยา มาตรฐานฟาร์มและสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) ตลอดจนการปฏิบัติตามเกณฑ์ ESG ที่อาจส่งผลต่อกระบวนการผลิต อาทิ การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการลงทุนในระบบการจัดการและคุณภาพการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในฝั่งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เข้มงวดกับมาตรฐานเหล่านี้

3. การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักอย่าง ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรในสัดส่วนที่สูง (มากกว่า 60% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ทั้งหมด) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจึงควรมองหาโอกาสขยายการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพใหม่ ๆ ที่ยังมีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูง เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...