'เดินไปด้วยกัน' ในโลกที่แตกแยก : ไฮคิว!! กับการกระทำร่วม และพื้นที่ของการยอมรับ
บทความพิเศษ | ชลัมพุ์ นีติยา
chalumnitiya@gmail.com
‘เดินไปด้วยกัน’
ในโลกที่แตกแยก
: ไฮคิว!! กับการกระทำร่วม
และพื้นที่ของการยอมรับ
เรากำลังอยู่ในสังคมที่ความขัดแย้งทางการเมืองแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่โต๊ะอาหารในครอบครัวไปจนถึงหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย
ความเห็นที่แตกต่างกันจึงไม่ใช่แค่ความไม่ลงรอยทางความคิด แต่ได้ลุกลามไปสู่การตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของอีกฝ่ายในฐานะ “สมาชิกของสังคมเดียวกัน”
คำถามพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันจึงกลับมาอีกครั้ง นั่นคือ เราจะยังอยู่ในสังคมเดียวกันได้อย่างไร หากเราไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายสมควรถูกฟัง หรือมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากเรา
การเข้าใจประเด็นดังกล่าวนี้ เราอาจจะมองผ่านอะนิเมะญี่ปุ่นสายกีฬาอย่างเรื่อง ไฮคิว!! (Haikyuu!!) ผลงานของค่าย Production I.G ที่สร้างขึ้นจากมังงะของ ฮารุอิจิ ฟุรุดาเตะ
โดยใช้มุมมองทางปรัชญาที่เกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของการกระทำร่วม และปัญหาว่าด้วยสถานะของความเป็นชุมชน งานของ มาร์กาเร็ต กิลเบิร์ต (Margaret Gilbert) และ คิมเบอร์ลีย์ บราวน์ลี (Kimberley Brownlee) เสนอกรอบคิดที่ช่วยให้เราเข้าใจทั้งสองมิตินี้ไปพร้อมกัน
กิลเบิร์ตเป็นนักปรัชญาสังคมชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักจากแนวคิดเรื่องพันธะร่วม (joint commitment) ซึ่งอธิบายว่าการที่มนุษย์หลายคนทำบางสิ่งร่วมกัน เกิดจากการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปผูกพันตนเองร่วมกัน ต่อการกระทำบางอย่างในฐานะ “พวกเรา”
การผูกพันนี้ไม่ใช่สภาวะทางจิตวิทยา หากแต่เป็นความสัมพันธ์เชิงบรรทัดฐานที่สร้างสิทธิและพันธะขึ้นมาพร้อมกัน
เธอใช้ตัวอย่างเรียบง่ายอย่างการเดินไปด้วยกัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการก้าวเท้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่หมายถึงการที่ผู้ร่วมทางยอมรับว่า ตนและอีกฝ่ายกำลังทำสิ่งนี้ร่วมกัน และด้วยเหตุนี้
การถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งหรือไม่ขอความยินยอมจึงถือเป็นการละเมิดพันธะร่วม และสามารถถูกตำหนิได้
ตัวอย่างการเดินไปด้วยกันของกิลเบิร์ตจึงเป็นการรับรู้ถึงการผิดข้อตกลงเชิงบรรทัดฐานอย่างแท้จริง
จุดสำคัญคือพันธะร่วมของกิลเบิร์ตไม่ต้องอาศัยความเห็นพ้องทางศีลธรรมหรือโลกทัศน์อย่างสมบูรณ์
สมาชิกของกลุ่มอาจมีแรงจูงใจ ค่านิยม หรือเหตุผลภายในที่แตกต่างกันได้ ตราบใดที่พวกเขาแสดงการยอมรับร่วมกันต่อการกระทำในนามของ “เรา” การกระทำร่วมก็เกิดขึ้นแล้ว
นัยของแนวคิดนี้สำคัญอย่างยิ่งในสังคมที่แตกแยก เพราะมันชี้ว่า การอยู่ร่วมกันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคิดเหมือนกัน
แต่เริ่มจากการสร้างพันธะขั้นต่ำที่ทำให้เรายังสามารถคาดหวังซึ่งกันและกันได้
อย่างไรก็ตาม แม้งานของกิลเบิร์ตจะอธิบายโครงสร้างของการกระทำร่วมได้ ก็ยังเปิดคำถามสำคัญไว้ นั่นคือ ใครบ้างที่สามารถเข้าร่วมในพันธะร่วมได้ตั้งแต่แรก และอะไรทำให้บางคนถูกกันออกจากการเป็น “เรา”
คำถามนี้เองที่งานของบราวน์ลีเข้ามาเติมเต็มในระดับของชุมชนทางศีลธรรม (moral community)
บราวน์ลี เป็นนักปรัชญาวิเคราะห์ร่วมสมัยชาวอังกฤษ เธอเสนอว่ามนุษย์มีความต้องการทางศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้เรียกร้องได้” (rightful claimant)
กล่าวคือ เป็นผู้ที่สามารถเรียกร้องเหตุผล การรับฟัง และความเคารพจากผู้อื่นได้อย่างชอบธรรม
การทำให้ใครบางคนถูกตัดออกจากการสนทนา หรือถูกปฏิเสธว่า ไม่ควรมีเสียง หรือการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จึงถือเป็นการบ่อนทำลายสถานะของเขาในฐานะสมาชิกของชุมชนทางศีลธรรมเลยทีเดียว
เมื่อวางบราวน์ลีควบคู่กับพันธะร่วมของกิลเบิร์ตจะเห็นชัดว่า การกระทำร่วมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย หากบางคนถูกปฏิเสธสถานะผู้เรียกร้องตั้งแต่ต้น ต่อให้มีโครงสร้างของพันธะร่วมอยู่ก็ตาม หากบางเสียงถูกทำให้ไร้น้ำหนัก การผูกพันร่วมก็ย่อมเปราะบาง หรือไม่เกิดขึ้นเลย
ในจุดนี้ คำถามของกิลเบิร์ตที่ว่า การเดินไปด้วยกันเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจเสริมด้วยคำถามของบราวน์ลีว่าใครบ้างที่ถูกนับว่าเป็นผู้ร่วมเดิน
กรอบคิดนี้ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ความแตกแยกในสังคมร่วมสมัยได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย
ความขัดแย้งไม่ได้เกิดเพียงเพราะผู้คนคิดต่าง แต่เพราะทั้ง พันธะร่วม และสถานะทางศีลธรรมของสมาชิก ถูกกัดกร่อนไปพร้อมกัน การรุมโจมตี การประณาม และการทำให้บางเสียงหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ทำให้พันธะร่วมอาจจะไม่สามารถก่อตัวได้
ขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากก็สูญเสียสถานะผู้เรียกร้องในความหมายของงบราวน์ลี ผลลัพธ์คือสังคมที่ไม่เพียงไม่เห็นพ้องกัน แต่ไม่สามารถคาดหวังการอยู่ร่วมใดๆ ได้อีกต่อไป
เมื่อใช้แนวคิดของกิลเบิร์ตและบราวน์ลีมาดูอะนิเมะเรื่อง ไฮคิว!! เราจะเห็นได้ว่า สนามวอลเลย์บอลในเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองของการอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างอย่างจริงจัง
ตัวละครแต่ละคนไม่ได้แบ่งปันโลกทัศน์เดียวกันต่อกีฬา ชีวิต หรือความสำเร็จ
บางคนต้องการชัยชนะ บางคนต้องการพิสูจน์ตัวเอง บางคนเล่นเพราะความสนุก และบางคนเล่นเพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับชีวิตดี
สิ่งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในทีม ไม่ใช่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางอุดมการณ์ แต่เป็นพันธะร่วมขั้นต่ำของการเป็นทีมวอลเลย์บอล
สมาชิกยอมรับเป้าหมายร่วมชั่วคราว ยอมรับบทบาทของตน และยอมรับว่าการกระทำของตนผูกพันกับผู้อื่น แม้จะยังไม่รักกัน ไม่เข้าใจกัน หรือไม่เห็นด้วยกันในหลายเรื่องก็ตาม
ความสัมพันธ์ระหว่าง ฮินาตะ โชโย และ คางายามะ โทบิโอะ แสดงให้เห็นกระบวนการนี้อย่างชัดเจน
ทั้งคู่เริ่มต้นจากความเป็นปฏิปักษ์ และไม่สามารถสร้างพันธะร่วมได้จริง เพราะการกระทำของแต่ละคนยังไม่ยอมรับอีกฝ่ายในฐานะผู้ร่วมผูกพัน
คางายามะพยายามควบคุมทุกอย่าง
ฮินาตะพึ่งพาสัญชาตญาณโดยไม่สนใจโครงสร้าง
ผลคือการเดินร่วมล้มเหลว เพราะพันธะร่วมยังไม่เกิด
สิ่งที่ ไฮคิว!! แสดงให้เห็นก็คือกระบวนการปรับตัวเชิงปฏิบัติที่ทำให้พันธะร่วมค่อยๆ ก่อตัว
ฮินาตะเรียนรู้ขีดจำกัดของตนเอง
คางายามะเรียนรู้ว่าการเซ็ตบอลที่ดีไม่ใช่การควบคุมทุกอย่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับพันธะร่วมผ่านการลงมือทำ ในขณะเดียวกัน
หากมองผ่านกรอบของบราวน์ลี สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่สมาชิกแต่ละคนยังคงได้รับการยอมรับในฐานะผู้เรียกร้อง
ตัวละครอย่าง สึกิชิมะ ซึ่งเย็นชา ตั้งคำถามกับวาทกรรมพลังของทีม และไม่ศรัทธาในอุดมการณ์ร่วม แต่ก็ไม่เคยถูกทำให้เงียบหรือถูกขับออกจากความเป็นสมาชิกทางศีลธรรมของทีม ทีมยอมรับว่าเขามีเหตุผลของตนเอง แม้จะไม่ใช่เหตุผลแบบเดียวกับคนอื่น
นี่คือภาพของชุมชนทางศีลธรรม หรือถ้าจะพูดให้มีนัยเชิงศีลธรรมแบบดั้งเดิมน้อยลงก็คือ พื้นที่แห่งการยอมรับซึ่งกันและกันในความหมายของบราวน์ลีอย่างชัดเจน
การเป็นทีมไม่ได้หมายถึงการคิดเหมือนกัน แต่หมายถึงการที่เสียงของแต่ละคนยังนับอยู่
ในแง่นี้ ไฮคิว!! แสดงให้เห็นว่า การทำลายการเดินร่วมไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการปฏิเสธพันธะร่วม หรือการปฏิเสธสถานะของผู้อื่นในฐานะสมาชิก
เมื่อใดก็ตามที่ใครบางคนถูกมองว่าไม่ควรอยู่ตรงนั้น เมื่อนั้นทั้งพันธะร่วมและพื้นที่แห่งการยอมรับซึ่งกันและกันจะสั่นคลอนพร้อมกัน
สนามวอลเลย์บอลใน ไฮคิว!! จึงทำหน้าที่เป็นสังคมย่อส่วน ที่ซึ่งการอยู่ร่วมกันต้องอาศัยทั้งพันธะของการกระทำร่วมแบบกิลเบิร์ตและการเคารพศักดิ์ศรีของสมาชิกแบบบราวน์ลีไปพร้อมกัน
หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง การเดินไปด้วยกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง
หนึ่งในประเด็นที่ ไฮคิว!! นำเสนออย่างแยบยล คือคำถามว่าการเป็นทีมยังเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อสมาชิกบางคนเข้ามาทีหลัง หรือเคยถอนตัวออกไปแล้วกลับมาใหม่
การเป็น “เรา” ในเรื่องนี้ไม่ใช่สถานะถาวร หากเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องถูกสร้างและยืนยันซ้ำอยู่เสมอ
ในกรอบของกิลเบิร์ต การเป็นทีมตั้งอยู่บนพันธะร่วม กล่าวคือ สมาชิกผูกพันตนเองต่อการกระทำของทีมในฐานะ “พวกเรา”
พันธะนี้สามารถคลายตัวได้จริง เมื่อใครบางคนไม่อาจแบกรับความหมายหรือความคาดหวังของบทบาทนั้นได้อีกต่อไป
กรณีของอาซาฮิ อาซึมะเนะ เอซของทีมคาราสึโนะ เป็นตัวอย่างชัดเจน
อาซาฮิไม่ได้ออกจากทีมเพราะขาดความสามารถ แต่เพราะไม่อาจมองตนเองว่าเป็นผู้ที่ยังผูกพันร่วมกับการกระทำของทีมได้
เขาสงสัยว่าการอยู่ของตนยังสอดคล้องกับความคาดหวังในฐานะเอซหรือไม่
การกลับมาของอาซาฮิจึงไม่ใช่เพียงการฟื้นความมั่นใจส่วนบุคคล หากเป็นกระบวนการสร้างพันธะร่วมขึ้นใหม่
ทีมไม่ได้เรียกร้องให้เขากลับมาในบทบาทเดิมอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ปรับความหมายของการเป็นเอซเสียใหม่
เอซไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังอีกต่อไป
การกลับมาจึงเกิดจากการกระทำร่วมที่ยืนยันว่าเขายังเป็นส่วนหนึ่งของ “เรา” ได้
เมื่อมองผ่านกรอบของบราวน์ลี การเป็นสมาชิกของความสัมพันธ์ร่วมกันตั้งอยู่บนการได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้เรียกร้องได้” กล่าวคือ เป็นผู้ที่ยังมีสิทธิ์เรียกร้องความไว้วางใจและการรับฟังจากผู้อื่น
ช่วงที่อาซาฮิออกจากทีม เขาสูญเสียสถานะนี้ไปชั่วคราว
การที่เพื่อนร่วมทีม โดยเฉพาะนิชิโนยะ แสดงให้เห็นว่าจะรับลูกแทนเขา คือการฟื้นสถานะของเขาในฐานะสมาชิกที่เสียงยังนับอยู่
ในทำนองเดียวกัน ตัวละครที่เข้ามาทีหลัง ไม่ได้ถูกบังคับให้ยอมรับอุดมการณ์เดียวกันตั้งแต่ต้น
ทีมเปิดพื้นที่ให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมแบบค่อยเป็นค่อยไป แสดงให้เห็นว่าการเป็นทีมไม่ได้ตั้งอยู่บนความเหมือน หากตั้งอยู่บนการยอมรับว่าพันธะร่วมสามารถถูกสร้างใหม่ได้เสมอ
ในวันที่รัฐสภาและการเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนไม่หลงเหลือพื้นที่ให้การฟังกันจริงๆ การนั่งดูอะนิเมะเรื่องหนึ่งอาจมอบแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันให้เยาวชนได้มากกว่าการไล่ตามดราม่าการเมืองบนโซเชียลมีเดียเสียอีก และบางที อนาคตของการเรียนรู้เรื่องการเป็น “เรา” อาจไม่ได้อยู่ในเวทีที่ผู้ใหญ่ยึดครอง หากอยู่ในป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่นที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังมองว่าเป็นเพียงความบันเทิงเท่านั้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เดินไปด้วยกัน’ ในโลกที่แตกแยก : ไฮคิว!! กับการกระทำร่วม และพื้นที่ของการยอมรับ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly