โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เดินไปด้วยกัน' ในโลกที่แตกแยก : ไฮคิว!! กับการกระทำร่วม และพื้นที่ของการยอมรับ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 03.05 น.

บทความพิเศษ | ชลัมพุ์ นีติยา

chalumnitiya@gmail.com

‘เดินไปด้วยกัน’

ในโลกที่แตกแยก

: ไฮคิว!! กับการกระทำร่วม

และพื้นที่ของการยอมรับ

เรากำลังอยู่ในสังคมที่ความขัดแย้งทางการเมืองแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่โต๊ะอาหารในครอบครัวไปจนถึงหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย

ความเห็นที่แตกต่างกันจึงไม่ใช่แค่ความไม่ลงรอยทางความคิด แต่ได้ลุกลามไปสู่การตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของอีกฝ่ายในฐานะ “สมาชิกของสังคมเดียวกัน”

คำถามพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันจึงกลับมาอีกครั้ง นั่นคือ เราจะยังอยู่ในสังคมเดียวกันได้อย่างไร หากเราไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายสมควรถูกฟัง หรือมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากเรา

การเข้าใจประเด็นดังกล่าวนี้ เราอาจจะมองผ่านอะนิเมะญี่ปุ่นสายกีฬาอย่างเรื่อง ไฮคิว!! (Haikyuu!!) ผลงานของค่าย Production I.G ที่สร้างขึ้นจากมังงะของ ฮารุอิจิ ฟุรุดาเตะ

โดยใช้มุมมองทางปรัชญาที่เกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของการกระทำร่วม และปัญหาว่าด้วยสถานะของความเป็นชุมชน งานของ มาร์กาเร็ต กิลเบิร์ต (Margaret Gilbert) และ คิมเบอร์ลีย์ บราวน์ลี (Kimberley Brownlee) เสนอกรอบคิดที่ช่วยให้เราเข้าใจทั้งสองมิตินี้ไปพร้อมกัน

กิลเบิร์ตเป็นนักปรัชญาสังคมชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักจากแนวคิดเรื่องพันธะร่วม (joint commitment) ซึ่งอธิบายว่าการที่มนุษย์หลายคนทำบางสิ่งร่วมกัน เกิดจากการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปผูกพันตนเองร่วมกัน ต่อการกระทำบางอย่างในฐานะ “พวกเรา”

การผูกพันนี้ไม่ใช่สภาวะทางจิตวิทยา หากแต่เป็นความสัมพันธ์เชิงบรรทัดฐานที่สร้างสิทธิและพันธะขึ้นมาพร้อมกัน

เธอใช้ตัวอย่างเรียบง่ายอย่างการเดินไปด้วยกัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการก้าวเท้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่หมายถึงการที่ผู้ร่วมทางยอมรับว่า ตนและอีกฝ่ายกำลังทำสิ่งนี้ร่วมกัน และด้วยเหตุนี้

การถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งหรือไม่ขอความยินยอมจึงถือเป็นการละเมิดพันธะร่วม และสามารถถูกตำหนิได้

ตัวอย่างการเดินไปด้วยกันของกิลเบิร์ตจึงเป็นการรับรู้ถึงการผิดข้อตกลงเชิงบรรทัดฐานอย่างแท้จริง

จุดสำคัญคือพันธะร่วมของกิลเบิร์ตไม่ต้องอาศัยความเห็นพ้องทางศีลธรรมหรือโลกทัศน์อย่างสมบูรณ์

สมาชิกของกลุ่มอาจมีแรงจูงใจ ค่านิยม หรือเหตุผลภายในที่แตกต่างกันได้ ตราบใดที่พวกเขาแสดงการยอมรับร่วมกันต่อการกระทำในนามของ “เรา” การกระทำร่วมก็เกิดขึ้นแล้ว

นัยของแนวคิดนี้สำคัญอย่างยิ่งในสังคมที่แตกแยก เพราะมันชี้ว่า การอยู่ร่วมกันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคิดเหมือนกัน

แต่เริ่มจากการสร้างพันธะขั้นต่ำที่ทำให้เรายังสามารถคาดหวังซึ่งกันและกันได้

อย่างไรก็ตาม แม้งานของกิลเบิร์ตจะอธิบายโครงสร้างของการกระทำร่วมได้ ก็ยังเปิดคำถามสำคัญไว้ นั่นคือ ใครบ้างที่สามารถเข้าร่วมในพันธะร่วมได้ตั้งแต่แรก และอะไรทำให้บางคนถูกกันออกจากการเป็น “เรา”

คำถามนี้เองที่งานของบราวน์ลีเข้ามาเติมเต็มในระดับของชุมชนทางศีลธรรม (moral community)

บราวน์ลี เป็นนักปรัชญาวิเคราะห์ร่วมสมัยชาวอังกฤษ เธอเสนอว่ามนุษย์มีความต้องการทางศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้เรียกร้องได้” (rightful claimant)

กล่าวคือ เป็นผู้ที่สามารถเรียกร้องเหตุผล การรับฟัง และความเคารพจากผู้อื่นได้อย่างชอบธรรม

การทำให้ใครบางคนถูกตัดออกจากการสนทนา หรือถูกปฏิเสธว่า ไม่ควรมีเสียง หรือการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จึงถือเป็นการบ่อนทำลายสถานะของเขาในฐานะสมาชิกของชุมชนทางศีลธรรมเลยทีเดียว

เมื่อวางบราวน์ลีควบคู่กับพันธะร่วมของกิลเบิร์ตจะเห็นชัดว่า การกระทำร่วมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย หากบางคนถูกปฏิเสธสถานะผู้เรียกร้องตั้งแต่ต้น ต่อให้มีโครงสร้างของพันธะร่วมอยู่ก็ตาม หากบางเสียงถูกทำให้ไร้น้ำหนัก การผูกพันร่วมก็ย่อมเปราะบาง หรือไม่เกิดขึ้นเลย

ในจุดนี้ คำถามของกิลเบิร์ตที่ว่า การเดินไปด้วยกันเกิดขึ้นได้อย่างไร อาจเสริมด้วยคำถามของบราวน์ลีว่าใครบ้างที่ถูกนับว่าเป็นผู้ร่วมเดิน

กรอบคิดนี้ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ความแตกแยกในสังคมร่วมสมัยได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย

ความขัดแย้งไม่ได้เกิดเพียงเพราะผู้คนคิดต่าง แต่เพราะทั้ง พันธะร่วม และสถานะทางศีลธรรมของสมาชิก ถูกกัดกร่อนไปพร้อมกัน การรุมโจมตี การประณาม และการทำให้บางเสียงหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ทำให้พันธะร่วมอาจจะไม่สามารถก่อตัวได้

ขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากก็สูญเสียสถานะผู้เรียกร้องในความหมายของงบราวน์ลี ผลลัพธ์คือสังคมที่ไม่เพียงไม่เห็นพ้องกัน แต่ไม่สามารถคาดหวังการอยู่ร่วมใดๆ ได้อีกต่อไป

เมื่อใช้แนวคิดของกิลเบิร์ตและบราวน์ลีมาดูอะนิเมะเรื่อง ไฮคิว!! เราจะเห็นได้ว่า สนามวอลเลย์บอลในเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองของการอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างอย่างจริงจัง

ตัวละครแต่ละคนไม่ได้แบ่งปันโลกทัศน์เดียวกันต่อกีฬา ชีวิต หรือความสำเร็จ

บางคนต้องการชัยชนะ บางคนต้องการพิสูจน์ตัวเอง บางคนเล่นเพราะความสนุก และบางคนเล่นเพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับชีวิตดี

สิ่งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในทีม ไม่ใช่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางอุดมการณ์ แต่เป็นพันธะร่วมขั้นต่ำของการเป็นทีมวอลเลย์บอล

สมาชิกยอมรับเป้าหมายร่วมชั่วคราว ยอมรับบทบาทของตน และยอมรับว่าการกระทำของตนผูกพันกับผู้อื่น แม้จะยังไม่รักกัน ไม่เข้าใจกัน หรือไม่เห็นด้วยกันในหลายเรื่องก็ตาม

ความสัมพันธ์ระหว่าง ฮินาตะ โชโย และ คางายามะ โทบิโอะ แสดงให้เห็นกระบวนการนี้อย่างชัดเจน

ทั้งคู่เริ่มต้นจากความเป็นปฏิปักษ์ และไม่สามารถสร้างพันธะร่วมได้จริง เพราะการกระทำของแต่ละคนยังไม่ยอมรับอีกฝ่ายในฐานะผู้ร่วมผูกพัน

คางายามะพยายามควบคุมทุกอย่าง

ฮินาตะพึ่งพาสัญชาตญาณโดยไม่สนใจโครงสร้าง

ผลคือการเดินร่วมล้มเหลว เพราะพันธะร่วมยังไม่เกิด

สิ่งที่ ไฮคิว!! แสดงให้เห็นก็คือกระบวนการปรับตัวเชิงปฏิบัติที่ทำให้พันธะร่วมค่อยๆ ก่อตัว

ฮินาตะเรียนรู้ขีดจำกัดของตนเอง

คางายามะเรียนรู้ว่าการเซ็ตบอลที่ดีไม่ใช่การควบคุมทุกอย่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับพันธะร่วมผ่านการลงมือทำ ในขณะเดียวกัน

หากมองผ่านกรอบของบราวน์ลี สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่สมาชิกแต่ละคนยังคงได้รับการยอมรับในฐานะผู้เรียกร้อง

ตัวละครอย่าง สึกิชิมะ ซึ่งเย็นชา ตั้งคำถามกับวาทกรรมพลังของทีม และไม่ศรัทธาในอุดมการณ์ร่วม แต่ก็ไม่เคยถูกทำให้เงียบหรือถูกขับออกจากความเป็นสมาชิกทางศีลธรรมของทีม ทีมยอมรับว่าเขามีเหตุผลของตนเอง แม้จะไม่ใช่เหตุผลแบบเดียวกับคนอื่น

นี่คือภาพของชุมชนทางศีลธรรม หรือถ้าจะพูดให้มีนัยเชิงศีลธรรมแบบดั้งเดิมน้อยลงก็คือ พื้นที่แห่งการยอมรับซึ่งกันและกันในความหมายของบราวน์ลีอย่างชัดเจน

การเป็นทีมไม่ได้หมายถึงการคิดเหมือนกัน แต่หมายถึงการที่เสียงของแต่ละคนยังนับอยู่

ในแง่นี้ ไฮคิว!! แสดงให้เห็นว่า การทำลายการเดินร่วมไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการปฏิเสธพันธะร่วม หรือการปฏิเสธสถานะของผู้อื่นในฐานะสมาชิก

เมื่อใดก็ตามที่ใครบางคนถูกมองว่าไม่ควรอยู่ตรงนั้น เมื่อนั้นทั้งพันธะร่วมและพื้นที่แห่งการยอมรับซึ่งกันและกันจะสั่นคลอนพร้อมกัน

สนามวอลเลย์บอลใน ไฮคิว!! จึงทำหน้าที่เป็นสังคมย่อส่วน ที่ซึ่งการอยู่ร่วมกันต้องอาศัยทั้งพันธะของการกระทำร่วมแบบกิลเบิร์ตและการเคารพศักดิ์ศรีของสมาชิกแบบบราวน์ลีไปพร้อมกัน

หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง การเดินไปด้วยกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

หนึ่งในประเด็นที่ ไฮคิว!! นำเสนออย่างแยบยล คือคำถามว่าการเป็นทีมยังเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อสมาชิกบางคนเข้ามาทีหลัง หรือเคยถอนตัวออกไปแล้วกลับมาใหม่

การเป็น “เรา” ในเรื่องนี้ไม่ใช่สถานะถาวร หากเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องถูกสร้างและยืนยันซ้ำอยู่เสมอ

ในกรอบของกิลเบิร์ต การเป็นทีมตั้งอยู่บนพันธะร่วม กล่าวคือ สมาชิกผูกพันตนเองต่อการกระทำของทีมในฐานะ “พวกเรา”

พันธะนี้สามารถคลายตัวได้จริง เมื่อใครบางคนไม่อาจแบกรับความหมายหรือความคาดหวังของบทบาทนั้นได้อีกต่อไป

กรณีของอาซาฮิ อาซึมะเนะ เอซของทีมคาราสึโนะ เป็นตัวอย่างชัดเจน

อาซาฮิไม่ได้ออกจากทีมเพราะขาดความสามารถ แต่เพราะไม่อาจมองตนเองว่าเป็นผู้ที่ยังผูกพันร่วมกับการกระทำของทีมได้

เขาสงสัยว่าการอยู่ของตนยังสอดคล้องกับความคาดหวังในฐานะเอซหรือไม่

การกลับมาของอาซาฮิจึงไม่ใช่เพียงการฟื้นความมั่นใจส่วนบุคคล หากเป็นกระบวนการสร้างพันธะร่วมขึ้นใหม่

ทีมไม่ได้เรียกร้องให้เขากลับมาในบทบาทเดิมอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ปรับความหมายของการเป็นเอซเสียใหม่

เอซไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังอีกต่อไป

การกลับมาจึงเกิดจากการกระทำร่วมที่ยืนยันว่าเขายังเป็นส่วนหนึ่งของ “เรา” ได้

เมื่อมองผ่านกรอบของบราวน์ลี การเป็นสมาชิกของความสัมพันธ์ร่วมกันตั้งอยู่บนการได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้เรียกร้องได้” กล่าวคือ เป็นผู้ที่ยังมีสิทธิ์เรียกร้องความไว้วางใจและการรับฟังจากผู้อื่น

ช่วงที่อาซาฮิออกจากทีม เขาสูญเสียสถานะนี้ไปชั่วคราว

การที่เพื่อนร่วมทีม โดยเฉพาะนิชิโนยะ แสดงให้เห็นว่าจะรับลูกแทนเขา คือการฟื้นสถานะของเขาในฐานะสมาชิกที่เสียงยังนับอยู่

ในทำนองเดียวกัน ตัวละครที่เข้ามาทีหลัง ไม่ได้ถูกบังคับให้ยอมรับอุดมการณ์เดียวกันตั้งแต่ต้น

ทีมเปิดพื้นที่ให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมแบบค่อยเป็นค่อยไป แสดงให้เห็นว่าการเป็นทีมไม่ได้ตั้งอยู่บนความเหมือน หากตั้งอยู่บนการยอมรับว่าพันธะร่วมสามารถถูกสร้างใหม่ได้เสมอ

ในวันที่รัฐสภาและการเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนไม่หลงเหลือพื้นที่ให้การฟังกันจริงๆ การนั่งดูอะนิเมะเรื่องหนึ่งอาจมอบแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันให้เยาวชนได้มากกว่าการไล่ตามดราม่าการเมืองบนโซเชียลมีเดียเสียอีก และบางที อนาคตของการเรียนรู้เรื่องการเป็น “เรา” อาจไม่ได้อยู่ในเวทีที่ผู้ใหญ่ยึดครอง หากอยู่ในป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่นที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังมองว่าเป็นเพียงความบันเทิงเท่านั้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เดินไปด้วยกัน’ ในโลกที่แตกแยก : ไฮคิว!! กับการกระทำร่วม และพื้นที่ของการยอมรับ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...