SOCIETY: รู้จักตัวตนของเผ่า ‘Mangkwan’ ในภาพยนตร์ ‘Avatar: Fire and Ash’ แรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรม และอารยธรรมของมนุษย์
[**หลังจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์บางส่วน**]
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราจดจำ ‘แพนโดรา’ ในภาพยนตร์ ‘Avatar’ ในฐานะดาวที่เต็มไปด้วยชีวิตและจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ การกลับมาของ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) และ ‘Avatar: Fire and Ash’ ภาพยนตร์ภาคที่สามของแฟรนไชส์ในปี 2025 นี้ ได้แสดงให้เห็นว่า ภายใต้ความงดงามของดาวดวงแห่งนี้ ยังมีด้านมืดที่เต็มไปด้วย ‘ไฟและเถ้าถ่าน’
ในภาคนี้คาเมรอนตั้งใจนำเสนอแง่มุมที่ดุดันมากขึ้น ผ่านการเปิดตัวชนเผ่าที่ชื่อว่า ‘Mangkwan’ หรือ‘Ash People’ กลุ่มชาวนาวีผู้โหดเหี้ยมที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเขตภูเขาไฟ และยังเป็นตัวแทนของความโกรธแค้น ความสูญเสีย จากโศกนาฏกรรมในอดีต ซึ่งจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่สั่นคลอนสันติภาพบนดาวแพนโดรา อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เบื้องหลังของความร้อนแรงในภาคนี้ คือการทำงานร่วมกันระหว่างมานุษยวิทยาและจินตนาการ คาเมรอนเดินทางข้ามโลก รวบรวมภาพจำจากหายนะและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และนี่คือเรื่องราวที่เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจหลักที่หล่อหลอมให้ Mangkwan กลายเป็นชนเผ่าที่น่าเกรงขามที่สุดบนดาวแพนโดรา
[ปอมเปอีแห่งโลกปัจจุบัน]
ถ้าหากใครมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ ‘Avatar ภาค 3’ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นสถานที่ของชนเผ่า Mangkwan นั้นช่างแตกต่างกับส่วนอื่นๆ ของแพนโดราเสียเหลือเกิน ทั้งแห้งแล้ง ไร้ความเขียวขจี และแผดเผาไปด้วยความร้อนรุ่มของเปลวไฟ
แรงบันดาลใจเบื้องหลังสภาพสังคมและภูมิทัศน์ที่ล่มสลายของชาว Mangkwan นั้นมาจากสิ่งที่คาเมรอนประสบพบเจอด้วยตัวเอง ในปี 2012 คาเมรอนได้มีโอกาสไปยังเมืองราบูล (Rabaul) บนเกาะนิวบริเตน ปาปัวนิวกินี เขาเปรียบเปรยว่าเมืองแห่งนี้เหมือนปอมเปอีแห่งโลกปัจจุบัน
สภาพของเมืองราบูลที่คาเมรอนเห็นนั้นฝังกลบอยู่ใต้เถ้าภูเขาไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปะทุของเถ้าภูเขาไฟหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่บีบให้ชนเผ่าดั้งเดิม อย่างชาวไบนิงต้องอพยพหนีจากชายฝั่งเข้าสู่พื้นที่ภูเขาตอนในมาตั้งแต่อดีตกาล
แต่ท่ามกลางความหดหู่ คาเมรอนกลับพบภาพที่น่าอัศจรรย์ใจคือยังมีกลุ่มเด็กๆ รุ่นใหม่ ที่ออกมาวิ่งเล่นท่ามกลางทุ่งเถ้าถ่าน อาจจะเป็นเพราะความเจ็บปวดจากการสูญเสียในอดีต ไม่ได้ทำร้ายจิตใจพวกเขาเหมือนคนรุ่นก่อน
[มนุษย์ผู้ร่ายรำท่ามกลางเปลวไฟ]
หากเมืองราบูลคือต้นแบบของ ‘สถานที่’ ชนเผ่า ‘ไบนิง’ ก็เปรียบได้กับ ‘จิตวิญญาณ’ ของชาว Mangkwan คาเมรอนได้รู้จักชาวไบนิงจากไกด์ท้องถิ่น และมีโอกาสได้เข้าในหมู่บ้านเพื่อถ่ายทำพิธีกรรมลุยไฟ พิธีกรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่คาเมรอนหลงใหลชนเผ่าไบนิง จนเขายกย่องว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นสิ่งที่ ‘น่าทึ่ง’ ที่สุดในชีวิต
ตามประวัติศาสตร์แล้ว ชาวไบนิงถือว่าเป็นกลุ่มผู้อาศัยดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มชนเผ่าที่อยู่อย่างสันโดษ และแยกตัวทางพันธุกรรมมานานกว่า 15,700 ปี
ชาวไบนิงเป็นชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมและพิธีกรรมอันโดดเด่น โดยพิธีกรรมที่คาเมรอนรู้สึกถึงความน่าทึ่งก็คือ ‘การระบำไฟ’ หรือพิธีกรรมที่ทุกคนจะส่งเสียงสวดประสานกันอย่างดิบเถื่อน เคล้าคลอไปกับเสียงเครื่องกระทบจากวงนักดนตรีชายล้วน ส่วนนักเต้นรำจะร่ายรำ และ ‘เตะ’ กองไฟอันลุกโชน จนประกายไฟระเบิดพุ่งสู่ท้องฟ้าสูงถึง 20-30 ฟุต ซึ่งการทำพิธีกรรมนี้จะยาวตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า
โดยเหล่านักเต้นจะสวมหน้ากากขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘Kavat Masks’ หน้ากากยักษ์ที่ทำขึ้นอย่างประณีตจากโครงหวาย และหุ้มด้วยผ้าเปลือกไม้สีขาว วาดลวดลายด้วยสีย้อมธรรมชาติจากยางไม้และลูกเบอร์รี มีดวงตาเป็นวงก้นหอยขนาดใหญ่ หน้ากากเหล่านี้จะใช้เพียงครั้งเดียวสำหรับพิธีระบำไฟ ก่อนจะถูกโยนทิ้งและทำลายไป และไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นตัวแทนของ ‘มาซาไล’ (Masalai) หรือจิตวิญญาณสัตว์ในป่าที่เป็นนามธรรม ซึ่งจะเข้าสิงสู่นักเต้น เพื่อเพิ่มพูนพลังแห่งความเป็นชายในระหว่างพิธีกรรม
พิธีกรรมระบำไฟของชาวไบนิงนั้นไม่ได้เป็นแค่การร้องเล่นเต้นระบำเพื่อความบันเทิง แต่มันคือ ‘พิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน’ ของชาวไบนิง เพราะระบำไฟนั้นจะแสดงโดยผู้ชายล้วนๆ เพื่อเปลี่ยนชายหนุ่มให้กลายเป็นผู้ใหญ่ โดยผู้หญิงกับเด็กจะทำหน้าที่เป็นผู้ชมเท่านั้น และนอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรรมที่ใช้ในการเฉลิมฉลองวันเกิด การเก็บเกี่ยว และยังรวมไปถึงการแสดงออกถึงความเชื่อที่ว่า ไฟจะเป็นสิ่งที่สามารถชำระล้างสิ่งชั่วร้ายได้อีกด้วย
ภาพการระบำไฟของชาวไบนิง ภาพของนักเต้นที่สามารถวิ่งผ่านไฟ และสัมผัสเปลวเพลิงได้จริงโดยไม่เกรงกลัวนี้ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่คาเมรอนนำมาใช้สร้างฉาก ‘Sacrifice Dance’ ในภาพยนตร์ เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างที่สุดของชนเผ่า Mangkwan ที่เติบโตขึ้นมาจากการทำสงครามกับธรรมชาติ ส่วนหน้ากากก็กลายเป็นต้นแบบของชาว Mangkwan นั่นเอง
[จิตวิญญาณของชาวมายัน]
แต่กว่าจะมาเป็นชาว Mangkwan อันน่าเกรงขามที่เราเห็นในภาพยนตร์ นอกจากไอเดียจากคาเมรอนแล้ว ยังต้องให้ความดีความชอบให้กับนักแสดงนำอีกหนึ่งคนอย่างโอนา แชปลิน (Oona Chaplin) ผู้รับบท Varang ผู้นำหญิงแห่งเผ่า Mangkwan
แชปลินได้มีโอกาสในการออกแบบตัวละคร ซึ่งเธอเลือกนำปรัชญาของ ‘ชาวมายัน’ มาประกอบการแสดงโดยเฉพาะในส่วนของระบำไฟ เธอได้นำแนวคิดเรื่องการใช้ไฟในพิธีกรรมจากชาวมายันจะต้องเติมเชื้อเพลิงด้วยยางไม้ หรือเทียน เพื่อเป็นการสื่อสารกับโลกแห่งวิญญาณ ไฟจึงเป็นมากกว่าแค่เชื้อเพลิงให้ความอบอุ่น สิ่งนี้ที่แชปลินนำมาใช้จึงทำให้วิถีของชาว Mangkwan มีความลึกซึ้งและเข้มขลังมากกว่าแค่การใช้ไฟเพื่อความร้อนหรืออาวุธ
และนอกจากนี้แชปลินยังออกแบบท่วงท่าการเคลื่อนไหวของอาวุธ ‘Buugeng’ เพื่อให้การหมุนอาวุธดูลื่นไหลเหมือนเปลวไฟที่กำลังพลิ้วไหว สื่อถึงความร้อนแรงของไฟ ซึ่งแตกต่างจากชาวนาวีคนอื่นๆ
การออกแบบชาว Mangkwan ให้ออกมาน่าเกรงขามและจัดว่าเป็นตัวละครที่น่าจดจำ จึงไม่ใช่เพียงแค่เพราะความสำเร็จของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการนำ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่มีอยู่จริงมาถักทอเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โศกนาฏกรรมของเมืองที่ฝังอยู่ใต้เถ้าถ่าน ท่วงท่าการร่ายรำหน้าเปลวเพลิง ไปจนถึงจิตวิญญาณแห่งการบูชาไฟ
เพราะคาเมรอนได้ตั้งใจให้ชนเผ่านี้เป็นภาพสะท้อนของด้านที่เลวร้ายที่สุดในตัวตนของชาวนาวี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ชาวนาวีเผ่าอื่นคือตัวแทนของการ ‘เชื่อมโยง’ กับธรรมชาติ ชาว Mangkwan กลับเป็นตัวแทนของการ ‘ตัดขาด’ อย่างสิ้นเชิง
ท้ายที่สุดแล้ว Mangkwan จึงไม่ได้เป็นเพียงศัตรูใหม่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อความโกรธแค้นเข้าบดบัง และละทิ้งจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ก็สามารถกลายเป็น ‘ไฟ’ ที่เผาผลาญและทำลายทุกสิ่งได้เช่นกัน