“อนุทิน” ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รับมือมหาอุทกภัยสงขลา มอบอำนาจ ผบ.ทสส.บูรณาการกำลังช่วยเหลือ
“อนุทิน” ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รับมือมหาอุทกภัยสงขลา มอบอำนาจ ผบ.ทสส.บูรณาการกำลังช่วยเหลือ ตั้งวอร์รูมคุมสถานการณ์จากทำเนียบ ย้ำรัฐบาลไม่ได้ล่าช้า-ระดมกำลังเต็มที่ มีผลถึง 25 ก.พ. 69
วันที่ 25 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ว่า วันนี้จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จ.สงขลา มอบหมายให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ บูรณาการความช่วยเหลือทั้งหมดในการสั่งการ และคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานทุกอย่างมีความเบ็ดเสร็จ เมื่อถามว่าตกลงคนที่มีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่เป็นของ พล.อ.อุกฤษฎ์ หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) นายอนุทิน กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ถ้าไปเจอหน้างานอะไรสามารถสั่งการได้เลย เพราะท่านทำในฐานะรัฐบาลคือนายกฯเป็นคนสั่งการ ไม่ใช่อำนาจอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนอยู่หน้างานสามารถสั่งการได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ส่วนผบ.ทสส. ทำหน้าที่บูรณาการทั้งหมด ย้ำว่าอำนาจไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน ผบ.ทสส.ในฐานะผู้อำนวยการสถานการณ์ ก็จะรวบรวมสถานการณ์ทั้งหมดและจัดหน่วยงานความรับผิดชอบไปตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ รัฐบาลกับ ผบ.ทสส.เป็นคนเดียวกัน และบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้กฎหมาย เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่ร.อ.ธรรมนัสเป็น ผอ.ศนภ. แต่ไม่มีแผนบริหารจัดการ การประชุมแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำวันที่ 24 พ.ย. แทนที่จะอยู่สงขลาแต่กลับไปอยู่ที่เชียงใหม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ คุณพูดอย่างนี้ได้อย่างไร เขาลงไปคนแรกเลย ลงไปถึงก่อนผมอีก ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย ร.อ.ธรรมนัสลงไปพร้อมกับอธิบดีกรมชลประทาน และอธิบดีกรมชลประทานยังอยู่ในพื้นที่ เพื่อบัญชาการเรื่องการระบายน้ำ ขณะนี้ยังไม่ได้กลับ และช่วงที่ตนลงพื้นที่ก็ได้หารือกับอธิบดีกรมชลประทาน และ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ร.อ.ธรรมนัส พยายาม ลงพื้นที่แต่ฟ้าปิด ทำให้เครื่องไม่สามารถลงได้ และท่านบอกกับตนว่าจะรีบลงไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
เมื่อถามว่าการอพยพประชาชนในบางพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงจะดำเนินการอย่างไร นายอนทิน กล่าวว่าตอนนี้ในพื้นที่ มีทุกหน่วยงานระดมความช่วยเหลืออยู่ เรากำลังกระจายคนเข้าไปรับประชาชนในทุกพื้นที่ ตอนนี้โดยร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม และพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม อยู่ในพื้นที่แล้ว ตอนนี้ต้องบริหารการระบายน้ำ ควบคู่ไปกับเรื่องอาหารและวัสดุในการดำรงชีพ ทุกอย่างตอนนี้มีความพร้อมหมด ทางเหล่าทัพได้จัดเตรียมยานพาหนะต่างๆทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ เรือและรถระดมกันลงไปช่วยในพื้นที่
เมื่อถามว่าในหลวงทรงมีพระราชกระแสห่วงเรื่องการอพยพคน นายกฯ กล่าวว่า ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งมาและได้พระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ให้ไปดูแลด้วย ส่วนในเรื่องของการระดมสรรพกำลังต่างๆ พาหนะ เครื่องมือต่างๆตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เราได้เร่งดำเนินการไปแล้ว
เมื่อถามว่าความล่าช้าก่อนหน้านี้เป็นเพราะอะไร นายอนุทิน กล่าวสวนทันทีว่า ไม่ได้ล่าช้าในการปฏิบัติมันไม่ได้ล่าช้า เมื่อถามว่ามันติดขัดเรื่องอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ติดขัดทำงานกันอย่างเต็มที่ ช่วงเกิดเหตุใหม่ๆทุกคนต้องกระจายกำลัง และทรัพยากรลงไปช่วยเหลือชีวิตของประชาชนเป็นลำดับแรก เมื่อเราทราบปัญหาหลายเรื่องแล้ว เราถึงมาเร่งจัดตั้งกองบัญชาการทั้งส่วนหน้า ส่วนสนับสนุนและใช้สถานการณ์ฉุกเฉินใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)สถานการณ์ฉุกเฉินในการกำกับดูแล เมื่อถามอีกว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลตั้งวอร์รูมศูนย์เผชิญเหตุค่อนข้างช้า นายอนุทิน ย้อนถามว่าใคร รัฐบาลไม่ได้ช้า แล้วแต่เขา คนทำงานไม่ได้ช้า ยืนยันตอนนี้รัฐบาลช่วยเต็มที่ เมื่อถามว่าตอนนี้รัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ใช่หรือไม่ ไม่มีอะไรเกินมือใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราก็ควบคุมสถานการณ์ และไม่ใช่แค่ควบคุมอย่างเดียว แต่ดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ องคาพยพทั้งหลายก็ระดมไปอยู่ในพื้นที่หมดแล้ว
เมื่อถามว่าสถานการณ์ใน 3 โรงพยาบาลถือว่าวิกฤติแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน เพราะน้ำทำลายวงจรไฟฟ้าต่างๆ แต่เรามีรถปั่นไฟ ทั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) รวมถึงคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างไฟ ให้มีความมั่นใจว่าในสถานที่ต้องดูแลผู้ป่วยจะต้องมีไฟฟ้า สำหรับรายละเดียดในเรื่องต่างๆเช่นจำนวนประชาชนตกค้าง จะให้โฆษกประจำสำนักนายกฯเป็นผู้แถลง เดี๋ยวจะตั้งเป็นคณะโฆษกแถลงเหตุการณ์ในแต่ละวัน เหมือนสมัยที่เราทำช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยวอร์รูมจะเซ็ตไว้ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะบอกแผนให้ประชาชนรับทราบได้หรือไม่ว่าตรงไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย นายอนุทิน ตอบ กล่าวว่า หน้างานเขาจะต้องไปดำเนินการให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างดีที่สุด ตอนนี้ยกระดับขึ้นมาเป็นภัยระดับที่ 4 ตนจะมอบหมายปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพราะ ความจริงจะต้องเป็นรมว.มหาดไทย แต่รมว.มหาดไทย บัญชาการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่แล้ว จึงให้ปลัดให้กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ในด้านงานของกระทรวงมหาดไทยที่สามารถขอความร่วมมือหรือสั่งการข้ามหน่วยได้ และการช่วยเหลือประชาชนต้องทำแข่งกับเวลา สำหรับการประเมินสถานการณ์น้ำ มีตลอด ตอนนี้ที่นั่นก็รอการระบายน้ำออกไปให้เร็วที่สุด ถ้าไม่มีฝนเติมมา และฝนวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน
เมื่อถามว่าจะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนคิดว่าจะติดตามอยู่ที่นี่ เพราะมีบุคลากรเพราะมีบุคลากรที่อยู่หน้างานสั่งการและมีอำนาจโดยตรงอยู่ในพื้นที่เต็มแล้ว ที่ตนลงไปในพื้นที่ 2 วันแรกเพื่อจะได้เห็นสภาพ ซึ่งเวลามารับฟังรายงาน พอเห็นภาพก็มอบหมายงานสั่งงานได้คล่องตัวขึ้น ตอนนี้ภาพ 2 วัน ที่ตนได้ลงพื้นที่ไปอยู่ตรงนั้น ก็พอเห็นสภาพความเสียหาย ทำให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จ.สงขลา โดยระบุว่า โดยที่ปรากฏสถานการณ์ภัยพิบัติสาธาธารณะที่เป็นผลมาจากการที่ฝนตกหนัก จนเกิดมหาอุทกภัยในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมีความร้ายแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน อันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตโดยปกติสุขและก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของประชาชน รวมทั้งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินทั้งของประชาชนและราชการเป็นวงกว้าง กรณีจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน ความสงบเรียบร้อยและแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินร้ายแรง และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 7 วรรคสาม และวรรคสี่แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลาและแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2568 จนถึงวันที่ 25 ก.พ. 2569