โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

วิโรจน์ ผิดหวัง กมธ.ซีกเพื่อไทย เสนอแก้กลับ ให้คดีทหารทุจริต ขึ้นศาลทหาร เหมือนเดิม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 12.52 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 12.52 น.

วิโรจน์ ผิดหวัง กมธ.ซีกเพื่อไทย เสนอกลับมติ ให้คดีทหารทุจริต ขึ้นศาลทหาร เหมือนเดิม และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เผยผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง [ ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร กำหนดให้คดีทุจริต และคดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชนต้องขึ้นศาลยุติธรรม ถูกแก้ให้กลับมาพิจารณาในศาลทหารตามเดิม ] โดยมีเนื้อหาดังนี้

ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมาก เพราะร่างแก้ไขเดิมได้มีการแก้ไขมาตรา 14 โดยกำหนดให้ทหารที่กระทำทุจริตและประพฤติมิชอบ ต้องถูกพิจารณาในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เฉกเช่นเดียวกันกับข้าราชการอื่นๆ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขและป้องกันปัญหาการทุจริตภายในกองทัพ ทำให้กองทัพมียุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพ สามารถปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่มีความปลอดภัย และทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพในสายตาประชาชนดีขึ้น

ที่สำคัญ คือ จะทำให้เหตุการณ์อัปยศอย่างกรณี GT200 ไม่เกิดขึ้นซ้ำ จนทำให้กองทัพต้องเสื่อมเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิจนต้องอับอายไปทั่วโลกอีก

แต่ปรากฏว่า คุณธงทอง นิพัทธรุจิ กรรมาธิการสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้การทุจริตและประพฤติมิชอบ ยังคงถูกพิจารณาในศาลทหารเช่นเดิม และที่ประชุมมีเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย

ท่ามกลางความกังวลว่า จะทำให้ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน ไม่สามารถพิจารณาต่อไปได้ และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะขัดกับหลักการที่รับมาในวาระที่ 1 ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ คงต้องเป็นความรับผิดชอบหลักของกรรมาธิการผู้เสนอต่อไป

ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ รู้สึกผิดหวังอย่างมาก แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับมติเสียงข้างมากในชั้นกรรมาธิการ และจะพยายามอย่างเต็มความสามารถในการอธิบาย เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรกลับมติในการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3

เรื่องที่ผมรู้สึกผิดหวังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะในการแก้ไขมาตรา 14 ร่างเดิม ยังได้กำหนดให้คดีอาญาที่ทหารกระทำต่อพลเรือน จะต้องขึ้นศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลทหารอีกต่อไป เพื่อให้ประชาชนที่ถูกกระทำจากทหารได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของญาติวีรชน 14 ตุลา 16 วีรชน 6 ตุลา 19 วีรชนพฤษภา 35 วีรชนในเหตุการณ์ความไม่สงบเมษา 52 และวีรชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมพฤษภา 53 ที่คนในครอบครัวต้องสูญเสียชีวิตด้วยคมอาวุธสงครามจากคำสั่งให้มีการปฏิบัติการล้อมปราบของทหาร โดยที่พวกเขาไม่เคยได้รับความเป็นธรรมใดๆ เลย

แม้กระทั่งเหตุการณ์สังหารโหด 6 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ทั้งๆ ที่การไต่สวนของศาลอาญาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ระบุชัดเจนว่า “เหตุการณ์ 6 ศพ วัดปทุมฯ” เป็นการยิงจากเจ้าหน้าที่ทหารเข้าใส่ประชาชนภายในวัด ไม่ปรากฏร่องรอยการต่อสู้ และไม่ปรากฏว่ามีอาวุธภายในวัด ศาลจึงวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของทั้ง 6 คนเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร แต่หลังการรัฐประหารปี 2557 มีการนำสำนวนดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งภายใต้ “ศาลทหาร” และผลการไต่สวนจบลงด้วยการยกฟ้องผู้ที่ถือปืนยิงประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตในวัด

เหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่มีการใช้กระสุนจริงถึง 117,923 นัด และกระสุนสำหรับซุ่มยิง 2,120 นัด มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย แต่กลับไม่สามารถเอาผิดใครได้เลย

หรือเหตุการณ์ที่สะเทือนใจพี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่หมดสติระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2562 และเสียชีวิตในอีก 35 วันต่อมา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2562 ก็ปรากฏว่าไม่สามารถเอาผิดใครได้ นางซุไมยะห์ มิงกะ ภรรยาของเขาต้องก้มหน้ารับชะตากรรม หาเลี้ยงชีพ และดูแลลูกภายใต้ความคับแค้น

การกำหนดให้คดีอาญาที่ทหารกระทำกับพลเรือน ต้องขึ้นศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลทหาร จะทำให้โศกนาฏกรรมแบบนี้ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก และจะทำให้ทหารเป็น “ทหารของประชาชน” ที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากอริราชศัตรู ไม่ใช่ “ทหารเนรคุณ” ที่หันปลายกระบอกปืนที่สร้างจากภาษีประชาชนมาเข่นฆ่าประชาชนเป็นผักปลา

แต่ปรากฏว่า คุณธงทอง นิพัทธรุจิ กรรมาธิการท่านเดิม ยังคงเสนอให้ตัดประเด็นนี้ออก โดยยืนยันให้คดีอาญาที่ทหารกระทำต่อประชาชนยังคงขึ้นศาลทหารตามเดิม

ซึ่งในประเด็นนี้ยังไม่มีการลงมติ เนื่องจากกรรมาธิการหลายท่านประสงค์ให้คดีอาญาที่ทหารกระทำย่ำยีต่อประชาชน ต้องขึ้นศาลยุติธรรม จึงอาสาปรับแก้ถ้อยคำให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับมาตรา 49 ตามข้อแนะนำของกรรมาธิการ และจะนำมาเสนอต่อกรรมาธิการใหม่ เพื่อให้ลงมติในวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 68

ผมยืนยันว่า การนำคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในกองทัพ ไปพิจารณาในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นเดียวกับข้าราชการกรมกองอื่นๆ รวมถึงการนำคดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชนไปขึ้นศาลยุติธรรม จะทำให้ภาพลักษณ์ของทหารดีขึ้น การยื้อให้คดีทุจริตและคดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชน ซึ่งพิจารณาอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเป็นภารกิจของทหารแน่ๆ ยังคงอยู่ในอำนาจศาลทหารต่อไป มีแต่จะทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในแง่ลบ มีแต่จะบั่นทอนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของทหาร จนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ประชาชนที่เขาถูกทหารกระทำย่ำยี เขาไม่มีสิทธิจะให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับเขาเลยหรือ จะต้องตีตรวนให้การพิจารณาอยู่กับศาลทหาร โดยที่เขาไม่เต็มใจไปทำไม ผลจะออกมาเป็นเข่นไรคงต้องจับตาดูว่าการลงมติในวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 68 นี้ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอขอบพระคุณ รศ.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการอีกท่านหนึ่งจากพรรคเพื่อไทย ที่กรุณาช่วยปกป้องร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ และยืนหยัดร่วมกันกับกรรมาธิการอีกหลายท่านว่า ทหารโกงต้องขึ้นศาลคดีอาญาทุจริตฯ ทหารทำร้ายเข่นฆ่าประชาชนต้องขึ้นศาลยุติธรรม คุณหมอเชิดชัยเป็นปูชนียบุคคลทางการเมืองที่ผมอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับท่านครับ ขอบคุณคุณหมอจากใจจริงครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิโรจน์ ผิดหวัง กมธ.ซีกเพื่อไทย เสนอแก้กลับ ให้คดีทหารทุจริต ขึ้นศาลทหาร เหมือนเดิม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...