จากงานประกวดรอยสัก สู่ ‘มหกรรมบูลลี่จิ๋ม’ ภาพสะท้อนความไม่เข้าใจในธรรมชาติของอวัยวะเพศ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และจะจิ๋มสีไหนๆ รูปร่างแบบใด ก็ไม่ได้เป็นผลจากพฤติกรรมทางเพศ
จากกรณีการประกวดรอยสักจังหวัดสระบุรีในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เรื่องที่กลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็หนีไม่พ้นหญิงสาวคนหนึ่งผู้สวมเสื้อตัวยาวผ่าข้าง ที่เธอตัดสินใจถอดกางเกงในที่ใส่อยู่ก่อนหน้านี้ จนทำให้ผ้าเปิดปิดไปมาจนเห็นเผยให้เห็นของลับแบบเต็มตา ถึงแม้เธอออกมาชี้แจงว่าเหตุเกิดจากความเมาจนไม่ได้สติและไม่รู้ตัวว่าที่แปะหลุดออก แต่คอมเมนต์ของชาวเน็ตที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ก็ยังคงร้อนแรงและแตกออกไปในหลายแง่มุม
หลายคนพุ่งประเด็นไปที่เพื่อนหรือผู้จัดงานที่ไม่ห้ามเธอคนนี้ในขณะเกิดเหตุการณ์ บางคนมองเรื่องของความไม่เหมาะสม และทำให้คนที่มีรอยสักถูกเหมารวมว่าจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน ซึ่งในทีนี้ทุกอย่างเริ่มต้นจากเสรีภาพและความสมัครใจของเธอ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่คุณผู้ชมไม่ได้เตรียมใจตั้งรับ และอย่างที่เราเห็น การกระทำหนึ่งๆ ก็ย่อมตามมาผลของมันซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครห้ามได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและดูจะบิดเบี้ยวไปจากประเด็นตั้งต้น ก็คือมหกรรม ‘บูลลี่จิ๋ม’ ที่สะท้อนว่าหลายคนยังไม่เข้าใจถึงความหลากหลายทางกายภาพของอวัยวะเพศ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศหรือกระทั่งคุณค่าใดๆ ในตัวคนคนหนึ่งด้วยซ้ำ
อึ่งอ่าง เห็ดหูหนู ยางใน หอยแลบลิ้นปลิ้นตา ฯลฯ คำเหล่านี้ถูกหยิบมาเปรียบเทียบกับจิ๋มในเชิงเหยียดหยาม ทั้งที่ไม่ว่าจิ๋มของใครจะมีลักษณะแบบไหน สีอะไร ก็เป็นเรื่องธรรมชาติล้วนๆ และไม่ควรกลายเป็นสิ่งที่ต้องหยิบมาบูลลี่กัน
เพราะการคอมเมนต์เหยียด ‘รูปร่างหน้าตา’ ของจิ๋มในเชิงลบนี้นอกจากจะไม่ได้มีส่วนช่วยให้สถานการณ์มันดีขึ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพฤติกรรม แต่ยังเป็นการส่งต่อ Beauty Standard และกดทับให้ใครหลายคนรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก ประหลาด ไม่ดีงาม และต้องเดือดร้อนหาวิธีแก้ไข ซึ่งไม่ได้จำเป็นกับชีวิตของใครเลย
แต่ย้ายมาถึงฝั่งคุณผู้ชมอีกด้าน เราก็ยังเห็นหลายคอมเมนต์ที่มาพร้อมความเข้าใจธรรมชาติของจิ๋ม เช่นว่า
“ก็สวยแหละตามกรรมพันธุ์ละนะ มีเล็กใหญ่โหนกนูนยาวแล้วแต่ จะให้ขาวอมชมพูต้องให้คุณหมอช่วย”
“ก็ หี นี่ค่ะ ไม่ใช่ แอปเปิ้ล วอชิงตัน”
“จะบูลลี่อะไรกับกีมันก็เหมือนหน้าตาคนเราแหละมีสวยมีหล่อมีขี้เหร่จะให้สวยชมพูก็เป็นไปไม่ได้”
“ผู้หญิงที่บอกว่าจะไม่กินเห็ดหูหนูอีกต่อไป ตรงนั้นของคุณขาวสะอาดขนาดนั้นเลยหรอคะทำไมมาบูลลี่ผู้หญิงด้วยกัน ถ้าเป็นไปตามที่เค้าชี้แจงจริงๆ เค้าน่าสงสารนะคะ เค้าบอกว่าเค้าใส่แต่ไม่รู้ว่ามันหลุดตอนไหนเพราะว่าเค้าเมามาก่อนจะขึ้นไปเต้น”
ฯลฯ
สำหรับคอมเมนต์เหล่านี้ก็นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่หลายๆ คนช่วยกันออกมาปกป้องจิ๋มตามธรรมชาติ ว่ามันไม่จำเป็นต้องถูกใครบูลลี่ ต่อให้เจ้าของจะพลาดพลั้งโชว์เองก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีคอมเมนต์ในเชิงเหยียดอาชีพอย่าง “ทำตัวเหมือนกะหรี่” ซึ่งสะท้อนว่าสังคมเรายังใช้คำนี้เป็นอาวุธทำร้ายผู้หญิง ทั้งที่ความเป็นจริง ‘กะหรี่’ ก็คืออาชีพหนึ่งแต่กลับกลายเป็นคำที่ถูกใช้เพื่อกดทับและตีตราความเป็นหญิง การเอาอาชีพใดก็ตามมาใช้เป็นคำด่า ไม่ได้ทำให้ใครดูดีขึ้น มีแต่จะตอกย้ำว่าเรายังเลือกจะดูหมิ่นผู้หญิง มากกว่าจะเข้าใจในเสรีภาพของคน รวมถึงเงื่อนไขของชีวิตที่ทำให้พวกเธอต้องดิ้นรนในแบบของตัวเอง ดังนั้นอาจถึงเวลาที่เราควรหยุดเอาอาชีพนี้มาเป็นคำสบประมาท เพราะไม่มีใครสมควรถูกดูถูกเพียงเพราะวิธีหาเลี้ยงชีพของตัวเอง และถ้าคุณยังใช้คำนี้เพื่อตอกหน้าใครบางคนอยู่ ก็อาจถึงเวลาทบทวนว่าอาชีพหนึ่งๆ นั้นไปแตะต่อม ‘ศีลธรรม’ ของใครคนหนึ่งได้อย่างไร
ถึงการกระทำของเธอในวันนั้นจะไม่เหมาะสมในสายตาคนส่วนใหญ่ และอาจเป็นบทเรียนเรื่องสติและความรับผิดชอบต่อพื้นที่สาธารณะ แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำก็คือการซ้ำเติมด้วยคำเหยียดรูปร่าง อวัยวะ หรือใช้อาชีพหนึ่งๆ มาเป็นเครื่องด่าทอ ร่างกายของผู้หญิงก็ไม่ควรถูกลากมาเป็นสนามตัดสินศีลธรรมของใคร ที่สำคัญคือ ‘จิ๋ม’ ไม่ได้มีเพียงมาตรฐานเดียว ไม่ได้จำเป็นต้องขาว เนียน หรืออมชมพูเหมือนในหนังโป๊ที่นำเสนอด้วยค่านิยมของอุตสาหกรรมบันเทิง
แน่นอนว่าเรื่องความหลากหลายของจิ๋มถูกพูดถึงไปบ่อยครั้งและพูดกันมานาน แต่มหกรรมบูลลี่จิ๋มครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า เราก็ยังคงต้องพูดเรื่องนี้กันต่อไป
บทความต้นฉบับได้ที่ : จากงานประกวดรอยสัก สู่ ‘มหกรรมบูลลี่จิ๋ม’ ภาพสะท้อนความไม่เข้าใจในธรรมชาติของอวัยวะเพศ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และจะจิ๋มสีไหนๆ รูปร่างแบบใด ก็ไม่ได้เป็นผลจากพฤติกรรมทางเพศ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- จากงานประกวดรอยสัก สู่ ‘มหกรรมบูลลี่จิ๋ม’ ภาพสะท้อนความไม่เข้าใจในธรรมชาติของอวัยวะเพศ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และจะจิ๋มสีไหนๆ รูปร่างแบบใด ก็ไม่ได้เป็นผลจากพฤติกรรมทางเพศ
- รู้แต่ไม่อิน! ยสตน. เท่านั้น! เทรนด์ไม่ใส่ถุงยางของวัยรุ่นยุค OnlyFans ที่หมอเตือนว่าเสี่ยงติดเชื้อ HIV และสารพัดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ชีวิตบ้งแค่ไหน ชาวเน็ตสาปเท่าไร ก็ต้องสู้กันต่อไป และถ้าย้อนกลับไปได้.. ก็จะทำเหมือนเดิมอีกครั้ง Bandaids เพลงที่เป็นเหมือนพาสเตอร์ติดแผลหัวใจในชีวิตของ Katy Perry
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com