แฉ! คุก VIP ไทย… ชูวิทย์ลั่น มีจริง! ไม่ใช่ข่าวลือ
กระแส “คุก VIP” สะเทือนทั้งประเทศ หลังมีข่าวว่ามีกลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนได้รับการดูแลเหนือสิทธิที่กฎหมายกำหนด แต่ประเด็นนี้ยิ่งทวีความเดือด เมื่อ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้เคยใช้ชีวิตหลังลูกกรง ออกมาพูดในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอในวันนี้ (21 พ.ย. 68 ) แบบไม่อ้อมค้อมว่า
เหตุการณ์ที่ชุดจู่โจมบุกเข้าไปเจอ “นางแบบ” อยู่ในเรือนจำครั้งนี้…มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เขามองว่า “ต้องมีคนวางงาน”
เพราะปกติแล้ว ต่อให้มีการตรวจค้นบ่อยแค่ไหน ก็ไม่เคยเจอของหนักระดับนี้มาก่อน สิ่งที่เคยมีคือ เหล้า เบียร์ อาหารดี ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ “คนในรู้กัน” ว่าซื้อได้ แต่ครั้งนี้ถึงขั้นเจอ “ผู้หญิงต่างชาติ” คาตา ชูวิทย์ถึงกับบอกว่า…
“มันเกินกว่าปกติ มันต้องมีคนเปิดทางให้ ถ้าไม่วางงาน ชุดจู่โจมจะไปเจอยังไง?”
เขาเล่าว่าเรื่องบริการทางเพศในคุกไม่ใช่เรื่องที่คนไทยจะทำได้ง่าย ๆ เพราะ ต้องมีเส้น ต้องมีเงิน และต้องมีคนกล้าทำให้เกิดขึ้นจริง ส่วนที่เป็นผู้หญิงต่างชาตินั้น ชูวิทย์มองว่า
“เพราะไม่รู้จักใคร จ้างมาแค่ทำงาน แล้วกลับประเทศ ไม่มีหลักฐานผูกโยง”
เขาย้ำหนัก ๆ ว่า
“มันมีจริง มันหนักมาก ถ้าเป็นเรื่องกิน–อยู่ยังรับได้ แต่นี่ถึงขั้นเอาผู้หญิงเข้าไปไม่รื้อมันก็อยู่ไม่ได้แล้วมั้ง”
เล่าจากปากคนเคยคุก – ระบบในเรือนจำไทยมันลึกกว่าที่เห็น
ชูวิทย์บอกว่า ภายในกำแพงสูงนั้น สิ่งที่สาธารณะเห็นยังเป็นแค่ ปลายน้ำแข็ง
พร้อมยกแว่นขยายโชว์ประกอบและพูดว่า
“ซูมเข้าไปลึกกว่านี้…จีนเทาพวกนี้ทำเสียราคา คนไทยไม่มีทางจ่ายไหวหรอก”
เพราะพวกนี้ไม่ใช่คนมีเงินธรรมดา แต่เป็น ระดับที่มีเงินเป็น ห้อง ไม่ใช่เป็นกิโล
เขาย้ำว่า เรื่องนี้สะท้อนอำนาจเงินและระบบแทรกซึมที่รุนแรงมากในราชทัณฑ์
พร้อมกล่าวว่า
“ระบบแบบนี้มันสะท้อนอำนาจเงิน อิทธิพล ผลประโยชน์…ควรต้องถูกตรวจสอบโดยคนกลาง”
เมื่อถามว่าปัญหานี้ทำมานานหรือยัง ชูวิทย์ตอบแบบไม่ลังเลว่า
เขาบอกว่า คนที่กล้าทำถึงขั้นนี้ มันไม่ได้เพิ่งเริ่มทำวันนี้แน่นอน ฟังแค่น้ำเสียงก็รู้ว่าเขามั่นใจมากว่า “มันทำกันมานานแล้ว” และจากที่เห็นรูปแบบการจัดการต่าง ๆ มันก็บอกชัดว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะถ้าเป็นครั้งแรก คงไม่ลื่นไหลเป็นระบบขนาดนี้
ชูวิทย์เชื่อว่า ที่ผ่านมาเรื่องลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพียงแต่ “รอดมาได้ตลอด” จนคนทำเริ่มประมาท คิดว่าทำยังไงก็ไม่มีใครจับได้ จนครั้งนี้ดันมีการ “วางงาน” ทำให้ชุดจู่โจมเข้าไปเจอแบบคาหนังคาเขาในที่สุด
เขาทิ้งท้ายเรื่องชีวิตนักโทษว่า
“ศาลลงโทษเรา กรมราชทัณฑ์ดูแลเรา เราคือนักโทษ…จะอยู่ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้”
ชูวิทย์เทียบคดีดังระดับโลก
ชูวิทย์เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับคุกของ พาโบล เอสโกบาร์ ที่เคยเอาเหล้าหรู วิสกี้แพง และผู้หญิงเข้าไปในเรือนจำ พร้อมบอกว่า
“เรื่องเหล้ายาเรื่องเล็กเลย…แต่ผู้หญิงนี่สิ มันอีกระดับหนึ่ง”
สรยุทธในรายการยังเสริมว่า “ประเทศในลาตินอเมริกาเคยมีเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในไทย!”
ถ้าอยู่ในคุกยังทำได้ขนาดนี้ ข้างนอกจะหนักแค่ไหน?
ชูวิทย์ตั้งคำถามแรงว่า ถ้าในคุกยังจ่ายเงินซื้อความสะดวกได้ ซื้อเซ็กส์ได้
แล้ว ถ้าพวกนี้เอาเงินไป “ซื้อผู้คุม–ซื้อผู้บริหาร–ซื้อการย้ายแดน” มันจะเกิดอะไรขึ้น?
รวมถึงตั้งข้อสงสัยว่า การย้ายตัวผู้ต้องขังระดับพิเศษ หรือเลือกคุกที่อยากอยู่…เป็นไปได้หรือไม่?
เพราะด้วยเงินระดับ “เป็นห้อง” ไม่ใช่เป็นปึก พวกนี้สามารถซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้หมด
ชูวิทย์ย้อนเล่าอดีตในคุกของตัวเองว่า
“สมัยผมนะ…โทรศัพท์เครื่องนึงขายกันเป็นล้าน” เป็นของต้องห้ามที่ราคาพุ่งทะลุเพดาน เพราะมีไม่กี่คนที่เข้าถึงได้
ด้านสรยุทธได้ยินก็รีบบอกว่า
“ผมค่อนข้างเชื่อว่าเรื่องซื้อโทรศัพท์ในคุก…ยุคนี้ไม่น่ามีแล้วนะ”
แต่ชูวิทย์สวนกลับทันทีแบบไม่ต้องคิด
“คุณสรยุทธก็อย่าไปเชื่อหมดแล้วกัน…ขนาดผู้หญิงยังมีเลย”
ประโยคเดียวจบ ชัดเจน หนักแน่น และสะท้อนภาพปัญหาในเรือนจำยุคนี้ได้แรงกว่าทุกคำอธิบาย
ขอบคุณข้อมูลจาก รายการ ‘กรรมกรข่าวคุยนอกจอ’ (21 พ.ย. 68)