“อินโดนีเซีย-สหรัฐ” เคลียร์ทุกประเด็นการค้า เตรียมลงนามข้อตกลงปลาย ม.ค.2569
"อินโดนีเซีย-สหรัฐ" เคลียร์ทุกประเด็นการค้า เตรียมลงนามข้อตกลงปลาย ม.ค.2569 สหรัฐยอมยกเว้นภาษีสินค้าบางรายการ เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ ส่วนอินโดนีเซียเปิดทางเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ
วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 09.21 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อินโดนีเซียระบุว่าได้ ยุติประเด็นสาระสำคัญทั้งหมดในการเจรจาการค้ากับสหรัฐแล้ว และกำลังเดินหน้าไปสู่การลงนามข้อตกลงในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ซึ่งจะช่วยขจัดความไม่แน่นอนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวในการนำเสนอออนไลน์เมื่อวันอังคาร หลังพบกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐ ที่กรุงวอชิงตันว่า ทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องกันในประเด็นสำคัญ (crucial issues) ของร่างข้อตกลง โดยคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงการค้าดังกล่าวจะลงนามโดย Prabowo Subianto และ Donald Trump โดยผู้นำอินโดนีเซียคาดว่าจะเดินทางไปสหรัฐในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569
รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของอินโดนีเซีย กล่าวว่า สหรัฐตกลงยกเว้นการเก็บภาษีสำหรับสินค้าบางรายการจากอินโดนีเซีย รวมถึงน้ำมันปาล์ม กาแฟ และชา ขณะเดียวกันสหรัฐจะได้รับการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) ของอินโดนีเซียด้วย
ภายใต้กรอบข้อตกลงที่ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 อินโดนีเซียจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐกว่า 99% และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) เพื่อแลกกับการที่สหรัฐลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอินโดนีเซียจากที่เคยขู่ว่าจะเก็บ 32% ลงมาเหลือ 19% นอกจากนี้อินโดนีเซียยังตกลงซื้อสินค้าจากสหรัฐ มูลค่าราว 19,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเครื่องบิน Boeing Co. จำนวน 50 ลำ และสินค้าเกษตร
อย่างไรก็ดี นับจากนั้น การเจรจาเผชิญจุดติดขัดจากข้อเรียกร้องของสหรัฐที่อาจจำกัด อำนาจการตัดสินใจของอินโดนีเซีย ในการทำข้อตกลงการค้าและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะความกังวลต่อผลกระทบต่อ ภาคแร่ธาตุสำคัญและพลังงาน รวมถึงการค้ากับจีนและรัสเซีย
เมื่อถูกถามถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐ ฮาร์ตาร์โตกล่าวว่า “ไม่มีนโยบายใดของอินโดนีเซียถูกจำกัดจากข้อตกลงนี้” พร้อมย้ำว่าข้อตกลงการค้าระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐมีลักษณะทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ และเอื้อประโยชน์ต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
อ้างอิง : bloomberg.com