ฮามูน: พลังแห่งเสียงที่ปกป้องเมือง - จาก K-Pop Demon Hunters สู่ระบบนิเวศดนตรีที่มีพลัง
“เมื่อเสียงเพลงไม่เพียงขับกล่อมผู้คน แต่ยังหล่อเลี้ยงหัวใจของเมืองให้เต้นต่อไป
ดนตรีอาจไม่ใช่เพียงศิลปะ แต่เป็นพลังร่วมของผู้คนที่ทำให้เมืองมีชีวิต”
จาก K-pop Demon Hunters สู่พลังของเสียงที่ปกป้องเมือง
ภาพยนตร์แอนิเมชัน K-Pop Demon Hunters จากเกาหลีใต้ กลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปลายปี 2025 ด้วยยอดเข้าชมสูงสุดบน Netflix ในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว เพลงประกอบภาพยนตร์หลายเพลงติดชาร์ต Billboard Global 200 หลายสัปดาห์ โดยเฉพาะเพลง Golden ที่สามารถทำลายสถิติยอดสตรีมทั่วโลกได้ในเวลาไม่กี่วัน ความสำเร็จนี้ตอกย้ำถึงความพยายามในสิ่งที่เกาหลีใต้ ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษนั่น คือ การใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงความบันเทิงเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเสียงเพลง สามารถกลายเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และอัตลักษณ์ของประเทศได้พร้อมกัน
Photo Credit: https://www.netflix.com/tudum/articles/kpop-demon-hunters-rumi-bio
Insight Data
K-Pop Demon Hunters ออกฉายสู่สายตาผู้ชมบน Netflix เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2025 ได้สร้างสถิติต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น
สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลของ Netflix ด้วยยอดชมมากกว่า 325.1 ล้านครั้งภายใน 91 วันแรกที่ออกฉาย สามารถเอาชนะภาพยนตร์ที่เคยเป็นเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Red Notice และซีรีส์สัญชาติเดียวกันอย่าง Squid Game ได้สำเร็จ
อยู่ในชาร์ต Top 10 ของ Netflix เป็นเวลา 15 สัปดาห์ติดต่อกัน และขึ้นอันดับ Top 10 ใน 93 ประเทศทั่วโลก ภายในสองสัปดาห์แรกของการเปิดตัว
เพลงประกอบภาพยนตร์มียอดสตรีมรวมทั่วโลกมากกว่า 3 พันล้านครั้ง สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 อัลบั้มได้ถึง 2 ครั้ง และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการมี 4 เพลงที่ติด 10 อันดับแรกบน Billboard Hot 100 พร้อมกัน ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยเฉพาะเพลง Golden ที่ครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 เป็นเวลา 8 สัปดาห์
วง Huntr/x และ Saja Boys ซึ่งเป็นวงดนตรีสมมติในเรื่อง สามารถทำยอดสตรีมมิงได้สูงกว่าวงดนตรี K-pop ชื่อดังระดับโลกอย่าง BTS และ BLACKPINK และการแต่งกายของตัวละครเหล่านี้กลายเป็นชุดฮาโลวีนที่ถูกค้นหามากที่สุดในปี 2025
การสอดแทรกวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งดนตรี อาหาร และศิลปะแบบดั้งเดิมต่าง ๆ ภายในภาพยนตร์ ส่งผลให้ผู้คนทั่วโลกหันกลับมาสนใจวัฒนธรรมเกาหลีมากขึ้นอีกครั้ง
นอกเหนือไปจากความสำเร็จเชิงตัวเลขของภาพยนตร์แอนิเมชัน K-pop Demon Hunters แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจและถูกพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “ฮามูน” (Honmoon) ม่านพลังที่เกิดจากเสียงเพลงและจิตใจของบรรดาแฟนคลับ เมื่อเหล่านักล่าปีศาจ (Hunter) ร่วมกันขับร้องเสียงเพลงที่เปี่ยมไปด้วยพลังออกมา ได้หลอมรวมจิตใจของบรรดาแฟนคลับนับแสนคนเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว จนก่อเกิดเป็นม่านพลังสีทองที่ช่วยปกป้องเมืองจากเหล่าปีศาจใต้พื้นโลก ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจมองดูเป็นเรื่องในจินตนาการที่จับต้องมิได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงดนตรีก็มีส่วนช่วยในการปกป้องและพัฒนาเมืองได้เช่นกัน เพราะดนตรีมิได้ทำหน้าที่เป็นแค่สื่อบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประวัติความเป็นมาของเมือง รสนิยมความชื่นชอบของชาวเมือง สภาพเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมือง ชาวเมืองผู้อยู่อาศัยและบรรดาแฟนคลับผู้มาซึมซับบรรยากาศทางดนตรีของเมือง ต่างมีส่วนร่วมแรงร่วมใจในการสร้าง “ฮามูนของเมือง” ที่สอดคล้องกับรสนิยมทางดนตรี และจังหวะชีวิตของตนเองขึ้นมา
Photo Credit: https://koreacultureblog.com/28-2/
ฮามูน หรือประตูแห่งจิตวิญญาณ (Spirit/Soul Gate) เป็นเกราะป้องกันเวทมนตร์ที่คอยขัดขวางไม่ให้กวีมา (Gwi-Ma) และกองทัพปีศาจบุกเข้าสู่โลกมนุษย์ได้ ตลอดหลายชั่วอายุคน เหล่านักล่าปีศาจมีหน้าที่รักษาพลังของฮามูนไว้ผ่าน “บทเพลงแห่งการปกป้อง” ของพวกเขา และเมื่อพลังของฮามูนเข้มแข็งถึงขีดสุด มันจะเปล่งประกายเป็นสีทอง
คำถามที่น่าคิด คือ ฮามูนในโลกแห่งความเป็นจริงที่ช่วยปกป้องเมืองจะมีลักษณะอย่างไร มันอาจมิใช่ม่านแสงสีทองเหมือนในภาพยนตร์แอนิเมชัน แต่อาจเป็นเครือข่ายของสิ่งเล็ก ๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ต ที่พักและระบบขนส่งที่อำนวยความสะดวก ร้านค้าและร้านอาหาร ระบบการจองบัตรและทีมบริหารจัดการคอนเสิร์ต รวมไปถึงจิตสาธารณะของบรรดาชาวเมืองที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีต่อผู้มาเยือน องค์ประกอบเหล่านี้ต่างหลอมรวมกันขึ้นเป็นฮามูนของเมือง หรือสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศทางดนตรีของเมือง”
(Wikimedia Commons)
กรุงเทพฯ: เมืองแห่งจังหวะเศรษฐกิจและพลังแฟนคลับ
ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2025 สนามราชมังคลากีฬาสถาน แน่นขนัดไปด้วยแฟนคลับมากกว่าหนึ่งแสนคนที่เข้าชมคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK 2025 ทั้งสามรอบ กระแสความคลั่งไคล้ของบรรดาแฟนคลับ มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรั้วสนามกีฬาเท่านั้น เพราะตลอดสัปดาห์ที่มีการจัดคอนเสิร์ต กรุงเทพฯ ได้กลายเป็น “เมืองที่ไม่หลับ” โรงแรมถูกจองเต็มเกือบทุกแห่ง ร้านค้าและคาเฟ่มีการตกแต่งต้อนรับแฟนคลับ ขณะที่การเดินทางภายในเมืองก็หนาแน่นกว่าช่วงเทศกาลปีใหม่
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “เสียงเพลง” ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ดนตรีมิได้จำกัดอยู่แค่บนเวทีคอนเสิร์ตอีกต่อไป แต่กระจายอยู่ทั่วทั้งระบบนิเวศของเมือง ตั้งแต่การท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร แฟชั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมบริการ กรุงเทพฯ ได้กลายจะเป็น “City of Music” ของประเทศไทยไปโดยพฤตินัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่พร้อมรองรับบรรดาแฟนคลับจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดแสดงระดับนานาชาติ สนามกีฬา ระบบขนส่ง เครือข่ายผู้จัดงาน และความเป็นมิตรของผู้คนภายในเมือง สำหรับกรุงเทพฯ ดนตรีมิได้เป็นเพียงศิลปะอีกต่อไป แต่เป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจของเมือง” ที่เต้นไปพร้อมกับหัวใจของผู้คน อย่างไรก็ดี พลังนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางของประเทศเท่านั้น คำถามที่ตามมา คือ เมืองอื่น ๆ ของไทยจะสามารถใช้ “เสียงเพลง” เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเมืองของตนได้หรือไม่
(facebook: Bangkokbma)
สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กรุงเทพฯ ได้ร่วมมือกับผู้จัดคอนเสิร์ต BLACKPINK ให้บริการรถรับ–ส่งฟรี 3 เส้นทางหลักไปยังรถไฟฟ้า BTS MRT และ Airport Link ระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม 2568 เพื่ออำนวยความสะดวกแฟนคลับที่เดินทางมาชมการแสดงที่ราชมังคลาฯ รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเดินทางให้บรรดาแฟนคลับรับทราบ เพื่อเลือกใช้การเดินทางที่เหมาะสมมางานคอนเสิร์ตทั้งขาไปและขากลับ
Insight Data
มีผู้ชมเข้าร่วมงานกว่า 110,000 คน ตลอดระยะเวลาสามวันของการจัดงานคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK 2025 ถือเป็นมหกรรมคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดของไทยในปีนี้
ยืนยันถึงบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะ “ศูนย์กลางการจัดงาน” (Event Hub) ของภูมิภาค เพราะสามารถดึงดูดแฟนเพลงจากประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน และประเทศใกล้เคียงได้
โรงแรมในกรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 98% ตลอดสัปดาห์ที่มีคอนเสิร์ต โดยเฉพาะโรงแรมย่านรามคำแหงและหัวหมากที่ห้องพักถูกจองเต็มล่วงหน้าหลายสัปดาห์
ราคาห้องพักในโรงแรมระดับหรูเพิ่มขึ้นถึง 300% (45,000 บาท/คืน) และยังส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่พักและสถานที่จัดคอนเสิร์ต (ร้านอาหาร คาเฟ่ การขนส่ง)
การค้นหาที่พักในกรุงเทพฯ ผ่าน Agoda เพิ่มขึ้น 130% ในช่วงการจัดแสดงคอนเสิร์ต การค้นหาหลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม (+266%) มาเลเซีย (+107%) และไต้หวัน (+19%)
Airports of Thailand (AOT) เพิ่มเที่ยวบินพิเศษ 38 เที่ยวบิน จากเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น โซล โตเกียว และจาการ์ตา เพื่อรองรับบรรดาแฟนคอนเสิร์ตที่จะมาร่วมงาน
รถไฟฟ้า BTS และ MRT ขยายเวลาทำการถึงหลังเที่ยงคืน เพื่อรองรับการเดินทางหลังจบคอนเสิร์ตและลดความแออัดในพื้นที่ สอดคล้องกับระบบขนส่งอื่น ๆ ในเมืองที่มีการวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้า ร่วมกับสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กรุงเทพฯ
สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,000 ล้านบาท) ครอบคลุมภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร คาฟ่ การเดินทาง ร้านค้าปลีก และสินค้าสร้างสรรค์
สื่อหลักทั่วเอเชียยกให้กรุงเทพฯ เป็น “K-pop Capital of Southeast Asia” ความสำเร็จของการจัดงานสะท้อนถึงความพร้อมของระบบเมือง และทำให้กรุงเทพฯ ถูกพิจารณาเป็นจุดหมายใหม่สำหรับการจัดงานบันเทิงระดับนานาชาติ
(Creative City Development)
สุพรรณบุรี: จากรากลูกทุ่งสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์
สุพรรณบุรีได้รับการประกาศจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” (Creative City of Music) ในปี 2023 ถือเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองในสาขานี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากรากวัฒนธรรมดนตรีที่แข็งแกร่ง ซึ่งฝังแน่นในวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่มาเป็นเวลาช้านาน จังหวัดนี้เป็นแหล่งกำเนิดของเพลงพื้นบ้าน เช่น เพลงอีแซว ลำตัด รวมถึงเป็น “ศูนย์กลางเพลงลูกทุ่งไทย” ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของศิลปินระดับตำนาน เช่น พุ่มพวง ดวงจันทร์ พ่อหวังเต๊ะ
การได้รับคัดเลือกจากยูเนสโกเป็นผลจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งชุมชนที่สืบสานมรดกดนตรีพื้นบ้าน ภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนกิจกรรมวัฒนธรรม รวมถึงภาคการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ดนตรีในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ดนตรีเพื่อพัฒนาเมือง” นอกจากนี้ เพื่อให้แผนการพัฒนาเมืองด้วยดนตรีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สุพรรณบุรีได้จัดทำแผนพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2564–2568) ขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศทางดนตรีของเมืองให้ครบวงจร ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อให้เมืองแห่งนี้สามารถใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนภายในเมืองได้ สุพรรณบุรีจึงถือเป็น “ต้นแบบของเมืองสร้างสรรค์ไทย” ที่ใช้เสียงเพลงเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการพัฒนาเมือง และสร้างอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนภายในเมือง
(Creative City Development)
ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี: ศักยภาพใหม่ของเมืองดนตรีอีสาน
หากกรุงเทพฯ คือ ภาพแทนของเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังของอุตสาหกรรมดนตรี และสุพรรณบุรี คือ แบบอย่างของเมืองที่ใช้เสียงเพลงเชื่อมโยงรากวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เมืองในภาคอีสานอย่างศรีสะเกษและอุบลราชธานีก็กำลังเริ่มต้นบทเพลงของตัวเองเช่นกัน ผู้คนในดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ มีเสียงดนตรีฝังแน่นอยู่ในชีวิตประจำวันมาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นเพลงหมอลำ เสียงพิณและเสียงแคน การละเล่นพื้นบ้าน และเทศกาลชุมชนต่าง ๆ ตั้งแต่แห่เทียนพรรษาไปจนถึงงานบุญประจำปี ดนตรีไม่เพียงขับกล่อมชีวิตผู้คน แต่ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ภาษา และอัตลักษณ์ของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่แถบนี้เข้าไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งศรีสะเกษและอุบลราชธานีจึงมี “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่เข้มแข็งและหลากหลาย พร้อมต่อยอดสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานของเสียงเพลง โดยไม่จำเป็นต้องลอกแบบจากกรุงเทพฯ หรือสุพรรณบุรี แต่สามารถสร้าง “จังหวะของตัวเอง” ที่สะท้อนความเป็นอีสานยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
เทศกาล Sound of Sisaket เป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่ผู้คนภายในเมือง ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเมืองของพวกเขาด้วยเสียงเพลง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนในเมืองศรีสะเกษ ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมือง ศิลปินท้องถิ่น และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เพื่อพยายามพลิกฟื้นพื้นที่รอบสถานีรถไฟให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และสร้างความเข้าใจใหม่ว่า “ดนตรีสามารถพัฒนาเมืองได้จริง” ในขณะเดียวกัน เมืองอุบลราชธานีซึ่งมีรากอุตสาหกรรมดนตรีมายาวนาน จากค่ายเพลงในตำนานอย่าง “ราชบุตร สเตอริโอ” ก็กำลังปรับตัวเองเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทายาทรุ่นใหม่กำลังพยายาม “ยกเครื่อง” ค่ายเพลงแห่งนี้ ด้วยการอนุรักษ์คลังเสียง การเชื่อมศิลปินรุ่นใหม่ และการสร้างโมเดลธุรกิจจากทุนทางวัฒนธรรมเดิม ทั้งหมดนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “มรดกทางดนตรี” มิได้มีปลายทางเพียงแค่การอนุรักษ์เพื่อจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ แต่สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์สร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนเมืองในยุคใหม่ได้จริง
บิ๊ก–นภัส ธนาพร (ซ้าย) และ ยอด–วรงค์ บุญอารีย์ (ขวา) สองคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกันฟื้นค่ายเพลงในตำนาน “ราชบุตรสเตอริโอ” แห่งอุบลราชธานีให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในโลกดิจิทัล
เพื่อให้อุบลราชธานีและศรีสะเกษก้าวสู่การเป็น “Music Cities แห่งใหม่ของไทย” ทั้งสองเมืองจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างทางดนตรีเพื่อรองรับการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การแสดงร่วมสมัยที่ชุมชนสามารถเข้าถึงได้ การจัดงานเทศกาลดนตรีระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับปฏิทินการท่องเที่ยว ระบบขนส่งที่เอื้อต่อการเดินทางภายในเมือง หรือแม้แต่การสร้างแบรนด์ที่สามารถสื่อถึงอัตลักษณ์ทางดนตรีท้องถิ่นที่ชัดเจน นอกจากนี้ NEW TCDC สาขาอุบลราชธานีและศรีสะเกษที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในปี 2026 จำเป็นต้องทำหน้าที่สำคัญ ในการเป็นตัวกลางเชื่อมศิลปินกับตลาด และเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ใหม่ด้านอุตสาหกรรมดนตรีสำหรับนักสร้างสรรค์ในพื้นที่แถบนี้ หากองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นจริง อุบลราชธานีและศรีสะเกษจะไม่เพียงเป็นเมืองแห่งบทเพลง แต่จะกลายเป็น “เมืองแห่งเสียงของผู้คน” ที่ผู้คนภายในเมืองต่างได้ยิน “เสียงของตนเอง” ขับขานสอดประสานไปกับจังหวะทางเศรษฐกิจ วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของวัฒนธรรมอีสานที่ยังคงเต้นอยู่ในทุกลมหายใจของพื้นที่
(Artur Kraft/Unsplash)
กลาสโกว์: เมืองที่ดนตรีคือหัวใจของการพัฒนา
กลาสโกว์ (Glasgow) เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเมืองที่ใช้ “เสียงเพลง” เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน เมืองแห่งนี้ได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้เป็น City of Music ตั้งแต่ปี 2008 และกลายเป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบของโลกที่วาง “ระบบนิเวศทางดนตรี” เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาเมือง มิใช่เพียงแค่ในมิติทางวัฒนธรรม แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจ การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองด้วย รายงานของ UK Music และ Inner Ear (2018) ระบุว่า อุตสาหกรรมดนตรีของกลาสโกว์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 159.7 ล้านปอนด์ต่อปี ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 1,100 ตำแหน่ง และมีผู้เข้าชมงานดนตรีที่เมืองแห่งนี้ในแต่ละปีกว่า 1.4 ล้านคน โดยเกือบหนึ่งในสามเป็นนักท่องเที่ยวทางดนตรี (music tourists) อีกทั้งเมืองนี้ยังมีเครือข่ายสถานที่จัดแสดงดนตรีกว่า 130 แห่งต่อสัปดาห์ ครอบคลุมทั้งผับ คาเฟ่ คลับ โรงเรียนดนตรี และเวทีขนาดใหญ่ จนทำให้ดนตรีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองนี้อย่างแยกไม่ออก
ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้เมืองกลาสโกว์โดดเด่นมิใช่เพียงตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นแนวคิด “Just & Green Music City” ที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรมทางสังคม และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม โดยหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 เมืองแห่งนี้ได้สร้างพื้นที่ทางศิลปะและดนตรี เพื่อให้กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงและใช้ฟื้นฟูสุขภาวะ พร้อมกับปรับปรุงสถานที่แสดงดนตรีให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมการเดินทางคาร์บอนต่ำ และรีไซเคิลวัสดุที่เกิดจากกิจกรรมทางดนตรีและศิลปะต่าง ๆ ของเมือง บทเรียนสำคัญของกลาสโกว์ คือ การสร้างระบบนิเวศทางดนตรีที่ทุกคนมีที่ยืน นับตั้งแต่ศิลปินระดับโลกไปจนถึงเยาวชนที่เพิ่งเริ่มหัดเล่นดนตรี ดนตรีไม่ใช่แค่สิ่งที่เมืองผลิตออกมา แต่เป็นสิ่งที่เมือง “หายใจเข้าไป” ทุกวัน เพื่อใช้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณของเมืองนี้
(Glasgow Music City Map)
แผนที่ Glasgow Music City Map แสดงเครือข่ายสถานที่จัดแสดงดนตรีสดทั่วเมือง วงกลมแต่ละจุดแสดงประเภทและขนาดของสถานที่จัดแสดงดนตรีภายในเมือง
ฮามูนของเมืองไทย: เมื่อเสียงเพลงกลายเป็นพลังสร้างเมือง
จากกลาสโกว์ที่ใช้ดนตรีเป็นหัวใจของการพัฒนาเมือง ในแบบที่ทุกคนในเมืองก้าวไปด้วยกัน ไปจนถึงกรุงเทพฯ ที่พิสูจน์แล้วว่า คอนเสิร์ตระดับโลกสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างมหาศาล และสุพรรณบุรีที่ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน จนกลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีแห่งแรกของไทย ในขณะที่เมืองภูมิภาคอย่างอุบลราชธานีและศรีสะเกษ ได้เริ่มทดลองใช้เสียงเพลงเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างพื้นที่การแสดงออกแห่งใหม่ เพื่อเชื่อมคนรุ่นใหม่กับรากวัฒนธรรมเดิม ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณของการก่อร่าง “ฮามูนของเมืองไทย” หรือ “ระบบนิเวศทางดนตรีแบบไทย ๆ” ที่กำลังเติบโตขึ้นทีละน้อย
ทั้งนี้ “ระบบนิเวศทางดนตรีแบบไทย ๆ” อาจยังไม่จำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่ตลาดโลกเหมือนกระแส K-Pop หรือวัดความสำเร็จจากตัวเลขผู้เข้าชมคอนเสิร์ตระดับยักษ์ แต่ควรเป็นระบบที่คิดถึงผู้คนก่อนโครงสร้างและตัวชี้วัด ระบบที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่มีเวทีขนาดเล็กให้เริ่มต้น ระบบที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงการเรียนรู้และฝึกฝนดนตรีในโรงเรียนได้อย่างสะดวก ระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยยังมีพื้นที่ร้องและฟังเพลงเพราะจากวันวาน ระบบที่เปิดให้กลุ่มคนเปราะบางได้ใช้เสียงเพลงเพื่อเยียวยาจิตใจ ระบบที่เปิดโอกาสให้ร้านค้าและคาเฟ่ หรือแม้แต่ลานวัด กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ผู้คนต่างวัยในชุมชน ได้พบปะแลกเปลี่ยนเสียงของตนเอง เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน แต่ละเมืองก็จะเริ่มมี “เสียงของตัวเอง” ที่ไม่เหมือนใคร เสียงที่เกิดจากชีวิตจริงของผู้คนในพื้นที่ ไม่ใช่เสียงที่ถูกกำหนดจากศูนย์กลาง
เช่นเดียวกับภาพยนตร์ K-pop Demon Hunters ที่ “ฮามูน” คือ ม่านพลังซึ่งเกิดจากเสียงและหัวใจของผู้คนที่รวมกันเพื่อปกป้องเมือง “ฮามูนของเมืองไทย” ก็เป็นพลังในลักษณะเดียวกัน แม้จะไม่เรืองแสงสีทอง แต่ก็เป็นพลังที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ความเห็นอกเห็นใจ และเสียงดนตรีที่ก้องอยู่ในชีวิตประจำวัน ดนตรีจึงไม่ใช่ศิลปะหรือความบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นภาษากลางที่เชื่อมเศรษฐกิจ ความทรงจำ และความรู้สึกของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน เมืองใดที่เข้าใจและออกแบบระบบนิเวศทางดนตรีให้ผู้คนทุกกลุ่มมีที่ยืน เมืองนั้นจะไม่เพียงมีเสียงที่ดังขึ้น แต่จะเป็นเมืองที่หัวใจยังเต้นอยู่เสมอ เป็นเมืองที่มี “ฮามูน” ของตัวเอง เพื่อปกป้องชีวิต วัฒนธรรม และความหวังของผู้คนในเมืองให้เต้นต่อไปในจังหวะเดียวกัน
“เสียงเพลงอาจไม่เปลี่ยนโลกในทันที แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่เมืองหายใจ”
ที่มา : บทความ BLACKPINK fans flock to Thailand for concert at Rajamangala today
บทความ Imagining a just and green future for music cities: The case of Glasgow as a UNESCO City of Music
บทความBLACKPINK Lisa's 2025 Bangkok Concerts: Ignite Thailand's $110M Economic Surge
บทความ Glasgow UNESCO City of Music
บทความ BLACKPINK Tour Sparks Surge in Bangkok Hotel Reservations
บทความGROWING THE VALUE FOR MUSIC TOURISM IN GLASGOW
บทความ Erawan Group Sees Occupancy Surge from BLACKPINK Concert and Wonderfruit Festival
บทความ For the Fans! Netflix Goes Golden Forging Unprecedented ‘KPop Demon Hunters’ Master Toy Partnerships with Mattel and Hasbro
บทความCulture and the creative economy in Glasgow city region, Scotland, United Kingdom
บทความ สุพรรณบุรีเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี
บทความ ‘KPop Demon Hunters’ powers 17% jump in Netflix revenues
บทความ Suphanburi World Music 2023 เทศกาลดนตรีระดับโลกใจกลางเมืองสุพรรณบุรี
บทความ Music by Numbers 2019
บทความ Glasgow – UNESCO Creative City of Music
บทความ Suphanburi: Creative City of Music