โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พฤกษา โฮลดิ้ง ขยายพอร์ต “รับเหมา-เช่า” ชิงส่วนแบ่งตลาดก่อสร้างแสนล้าน ปั๊ม 10,000 ห้องเช่าใน 3 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 18.34 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 11.34 น.

พฤกษา โฮลดิ้ง ขยายอาณาจักรสู่ New S-Curve คิ๊กออฟ IHCเสาหลักใหม่ของการเติบโต บุกตลาดก่อสร้างและรับสร้างบ้านมูลค่า 130,000 ล้านบาท เร่งสร้าง iPlearn ที่อยู่อาศัยให้เช่า 10,000 ห้องภายใน 3 ปี ปั๊มรายได้ประจำที่มั่นคง จับตาแรงกระแทกตลาด B2B แข่งขันสูง -เสี่ยง Oversupply ธุรกิจให้เช่า

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด (IHC) เปิดเผยว่า การจัดตั้ง IHC เป็นก้าวสำคัญในการ เสริมกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน ของเครือพฤกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อ ต่อยอดและขยายพอร์ตธุรกิจ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

IHC ถูกวางตำแหน่งให้เป็น New S-Curve ที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็นผู้นำที่ให้บริการด้านการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร โดยเติมเต็ม Ecosystem ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุ, การก่อสร้าง, ที่อยู่อาศัย, ไปจนถึงการลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ

ธุรกิจหลัก 2 แกน: ก่อสร้าง B2B และรับสร้างบ้าน B2C

IHC มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง โดยนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 30 ปีของเครือพฤกษามาใช้ ซึ่งแบ่งการให้บริการออกเป็น 2 แกนหลัก:

1. ธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาฯ (แบรนด์ IHC)

ธุรกิจนี้เน้นเจาะกลุ่มลูกค้า B2B (Business-to-Business) และ SME โดยให้บริการแบบครบวงจร:

  • บริการครอบคลุม: ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study), การกำหนดโมเดลธุรกิจ, การตั้งราคา/ต้นทุน, การออกแบบงานสถาปัตยกรรม, การบริหารงานก่อสร้าง, ไปจนถึงบริการหลังการขาย
    • ประเภทโครงการ: รองรับการก่อสร้างหลากหลายประเภท เช่น อพาร์ตเมนต์, โรงแรม, หอพัก, โฮมออฟฟิศ, คลังสินค้า และโรงงาน
    • ศักยภาพ: มีทีมก่อสร้างที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี จำนวนมากกว่า 60 ทีม พร้อมศักยภาพ Capacity ในการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ หรือบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ได้ถึง 700 หลังต่อเดือน

2. ธุรกิจรับสร้างบ้าน (แบรนด์ Plantnery by PRUKSA)

ธุรกิจนี้มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้า B2C (Business-to-Consumer) ระดับกลางถึงบน ในช่วงราคา 3 ล้านบาท ถึง 20 ล้านบาท โดยใช้จุดเด่นด้านประสบการณ์และนวัตกรรม:

  • ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ: มีทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการสร้างบ้านมาแล้วกว่า 200,000 หลัง
    • การรับประกันและบริการ: การันตี ไม่ทิ้งงาน, รับประกันงานโครงสร้างนานถึง 20 ปี, กำหนดราคาชัดเจน ไม่บานปลาย, และใช้บริการแบบ One-Stop Service
    • ความเร็วและนวัตกรรม: สามารถก่อสร้างเสร็จภายใน 6 เดือน พร้อมนำ นวัตกรรม Inno-Tech และระบบ พรีคาสท์ (Precast) ที่แข็งแรงทนทาน มาใช้ในการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย

3. โอกาสตลาดรับสร้างบ้าน

นายปิยะ ประเมิน ศักยภาพตลาดรับสร้างบ้าน ว่ามีโอกาสเติบโตสูง จากข้อมูลของสมาคมไทยรับสร้างบ้านและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดรวม ของธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2568 จะสูงถึง 130,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในปัจจุบันมีส่วน แบ่งตลาดรวมกันเพียง 10% หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ช่องว่างและโอกาสมหาศาล สำหรับผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหม่ ที่สามารถนำมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการแบบมืออาชีพเข้าสู่ตลาด

การขยายสู่ธุรกิจให้เช่า: สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)

นอกจากสองธุรกิจหลักแล้ว IHC ยังเดินหน้าขยายสู่ธุรกิจใหม่เพื่อสร้าง รายได้ประจำที่มั่นคงและยั่งยืน ในระยะยาว:

1. ที่อยู่อาศัยให้เช่า (แบรนด์ iPlearn)

IHC เปิดตัวธุรกิจ ที่อยู่อาศัยให้เช่า ภายใต้แบรนด์ iPlearn โดยเน้นการออกแบบที่ทันสมัย ฟังก์ชันห้องพักพร้อมเฟอร์นิเจอร์ และระบบเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยออนไลน์ 24 ชั่วโมง ในราคาค่าเช่าที่คุ้มค่า

  • พื้นที่นำร่อง: กำหนดเปิดตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ ใน 3 ทำเลแรก ได้แก่ ลำลูกกา, รังสิต–คลอง 2, และบ่อวิน (จ.ระยอง)
    • กลุ่มเป้าหมาย: จับกลุ่มผู้เช่าที่หลากหลาย ตั้งแต่พนักงานโรงงาน, นักศึกษา, พนักงานออฟฟิศ, ไปจนถึงรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเมือง โดยเน้นทำเลใกล้แหล่งงานและสถาบันการศึกษา เพื่อรองรับ ดีมานด์การเช่าที่เติบโตต่อเนื่อง
    • เป้าหมายการขยาย: มีแผนขยายสู่ 10,000 ห้อง ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันพื้นที่นำร่องมี อัตราเช่าสูงกว่า 90% แล้ว

การขยายธุรกิจให้เช่าถือเป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับเครือพฤกษา โฮลดิ้ง และตอกย้ำการเป็นผู้นำในการส่งมอบการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกมิติ ("ที่อยู่ดี ทั้งชีวิต")

อย่างไรก็ดี การที่ IHC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ พฤกษา โฮลดิ้ง ขยายตัวเข้าสู่ตลาดก่อสร้างแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) อย่างเต็มรูปแบบผ่านการนำ "ทุน" "เทคโนโลยี" และ "มาตรฐานการบริหารจัดการ" จากผู้เล่นรายใหญ่เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นสัญญาณของการ ปฏิรูปอุตสาหกรรมก่อสร้าง ของไทย โดยมีผลกระทบหลักคือ:

  • การเร่งปรับตัวของ SME: SME ต้องเลือกว่าจะลงทุนเพื่อแข่งขันโดยตรง หรือเปลี่ยนไปเน้นตลาดเฉพาะ (Niche Market) หรือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของผู้เล่นรายใหญ่
    • ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น: การใช้ระบบพรีคาสท์และนวัตกรรมจะทำให้ประสิทธิภาพการก่อสร้างโดยรวมของตลาดสูงขึ้น
    • ยกระดับทักษะแรงงาน: ตลาดแรงงานจะถูกขับเคลื่อนให้พัฒนาทักษะสู่การเป็น แรงงานกึ่งฝีมือ/ฝีมือ (Skilled Labour) ด้านเทคโนโลยีก่อสร้าง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของวิธีการทำงาน

ขณะเดียวกันการที่ IHC ขยายบทบาทจากผู้รับเหมาภายในของเครือพฤกษา สู่การเป็นผู้เล่นหลักในตลาด ก่อสร้าง B2B และเปิดธุรกิจ ที่อยู่อาศัยให้เช่า (iPlearn) ก็มีความเสี่ยงที่สำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ดังนี้:

I. ความเสี่ยงในตลาดก่อสร้าง B2B (IHC Brand)

1. ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและสงครามราคา (Competitive Pressure)

  • ความเสี่ยง: ตลาดรับเหมาก่อสร้าง B2B มีการแข่งขันด้านราคาที่สูงมาก โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ในตลาดเฉพาะทางอยู่แล้ว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, โรงงาน หรืออาคารขนาดใหญ่ แม้ IHC จะมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี แต่การสร้าง ความน่าเชื่อถือ และการแข่งขันด้าน ราคา กับคู่แข่งที่แข็งแกร่ง (Established Players) ในช่วงเริ่มต้นอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย
    [* **ผลกระทบ:** อาจต้องเสนอราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อแย่งชิงโครงการในช่วงแรก ส่งผลให้ อัตรากำไรขั้นต้น \(Gross Margin\) ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ]

2. ความเสี่ยงในการบริหารจัดการลูกค้าภายนอก (Client Management)

  • ความเสี่ยง: การทำงานก่อสร้างให้กับลูกค้าภายนอก (Non-Pruksa Group) จำเป็นต้องบริหารความคาดหวังที่หลากหลาย และอาจเผชิญกับปัญหาการ เรียกเก็บเงิน (Collection) ที่ล่าช้า หรือข้อพิพาทด้านคุณภาพงานที่เข้มข้นกว่าการก่อสร้างภายในเครือ
    [* **ผลกระทบ:** กระแสเงินสด \(Cash Flow\) ของบริษัทอาจไม่เป็นไปตามแผน และอาจต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น หากการควบคุมคุณภาพและกำหนดเวลาไม่เป็นไปตามสัญญา ]

3. การพึ่งพาเทคโนโลยีและ Supply Chain (Operational Risk)

  • ความเสี่ยง: การใช้ระบบ พรีคาสท์ (Precast) และนวัตกรรมก่อสร้าง (Inno-Tech) อย่างเข้มข้น ทำให้เกิดการพึ่งพาประสิทธิภาพของโรงงานผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การหยุดชะงักของซัพพลายเชน หรือปัญหาคุณภาพของวัสดุสำเร็จรูป จะส่งผลกระทบต่อกำหนดเวลาส่งมอบโครงการทั้งหมด
    [* **ผลกระทบ:** การส่งมอบล่าช้าจะนำไปสู่การถูกปรับ และส่งผลเสียต่อ ชื่อเสียง \(Reputation\) ในตลาด B2B ซึ่งอาศัยความเชื่อมั่นเป็นหลัก ]

II. ความเสี่ยงในธุรกิจรับสร้างบ้าน B2C (Plantnery by PRUKSA)

1. การแข่งขันด้านราคาในตลาดระดับกลาง (Mid-to-High End)

  • ความเสี่ยง: แม้ตลาดรับสร้างบ้านรวมจะมีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านบาท แต่ตลาดระดับกลางถึงบน (3-20 ล้านบาท) มีผู้ประกอบการรับสร้างบ้านที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าชัดเจนอยู่แล้ว การเข้ามาแข่งขันของ IHC ต้องใช้เวลาในการสร้างการยอมรับว่ามีคุณภาพเทียบเท่าหรือเหนือกว่า
    [* **ผลกระทบ:** ต้นทุนในการ ทำการตลาดและการสร้างแบรนด์ จะสูงขึ้น เพื่อให้ลูกค้า B2C มั่นใจในคุณภาพของทีมช่างและนวัตกรรมใหม่ ๆ ]

2. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการแรงงาน (Skilled Labour Management)

  • ความเสี่ยง: การรับประกันงานโครงสร้างนานถึง 20 ปี เรียกร้องคุณภาพการก่อสร้างที่สูงและต้องอาศัยทีมช่างฝีมือ แต่การบริหารทีมช่างกว่า 60 ทีมให้ได้มาตรฐานเดียวกัน และการรักษาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะในตลาดแรงงานที่ขาดแคลน เป็นความท้าทายเชิงปฏิบัติการอย่างยิ่ง
    [* **ผลกระทบ:** หากคุณภาพงานไม่ได้มาตรฐานตามที่โฆษณา อาจนำไปสู่ภาระการ เคลม \(Claim\) ที่สูงในอนาคต และทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ]

III. ความเสี่ยงในธุรกิจที่อยู่อาศัยให้เช่า (iPlearn)

1. ความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินในบางทำเล (Oversupply Risk)

  • ความเสี่ยง: การตั้งเป้าขยายสู่ 10,000 ห้อง ใน 3 ปี เป็นการเติบโตที่รวดเร็วมาก โดยเฉพาะการนำร่องในทำเลชานเมืองและอุตสาหกรรม (ลำลูกกา, บ่อวิน) หากมีผู้ประกอบการรายอื่นขยายโครงการให้เช่าในอัตราเร่งที่ใกล้เคียงกัน อาจเกิด อุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในทำเลนั้น ๆ
    [* **ผลกระทบ:** อัตราการเข้าพัก \(Occupancy Rate\) อาจลดลงจากที่คาดการณ์ และราคาค่าเช่าที่เรียกเก็บได้จริงอาจต่ำกว่าราคาเป้าหมาย ส่งผลกระทบต่อ ผลตอบแทนจากทรัพย์สิน \(Yield\) ]

2. ความเสี่ยงด้านการลงทุนและภาระหนี้สิน (Financial Risk)

ความเสี่ยง: การสร้างห้องพัก 10,000 ห้องใน 3 ปี จำเป็นต้องใช้ เงินลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อาจมาจากการกู้ยืม การเพิ่มภาระหนี้สินของเครือพฤกษาเพื่อรองรับการขยายธุรกิจนี้ในอัตราเร่งสูง ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เมื่อธุรกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

ผลกระทบ: หากกระแสเงินสดจากค่าเช่าในช่วงแรกไม่ครอบคลุมภาระดอกเบี้ย อาจส่งผลกระทบต่อ สภาพคล่องทางการเงิน ของบริษัทแม่ในระยะสั้นถึงกลาง

3. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการทรัพย์สิน (Property Management)

  • ความเสี่ยง: การบริหารจัดการที่พักอาศัยให้เช่าจำนวนมากถึง 10,000 ห้อง ในหลายทำเล requires ระบบการจัดการ, การบำรุงรักษา, และการบริการลูกค้าที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง
    [* **ผลกระทบ:** หากการบริหารจัดการไม่ดี อาจนำไปสู่การ หมุนเวียนผู้เช่า \(Tenant Turnover\) ที่สูง, ต้นทุนการซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น, และภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในระยะยาว ]

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...