ใต้เงารักทรราช
ข้อมูลเบื้องต้น
วิญญาณหลงยุค
เสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั้งตำหนักกว้างขวาง หญิงสาวที่นั่งประคองท้องโย้อยู่บนตั่ง ได้แต่หลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบเชียบ ผิดแผกแตกต่างจากนางกำนัลรอบข้าง
“พระชายา เชิญเสด็จได้แล้ว!”
“ท่านนายกอง ได้โปรดปล่อยพระชายาไปเถิดเจ้าค่ะ พระชายากำลังตั้งครรภ์เลือดเนื้อเชื้อไขขององค์รัชทายาท อีกไม่กี่วันจะถึงกำหนดคลอดแล้ว ไม่เห็นแก่พระชายา ก็ควรเห็นแก่องค์ชายน้อยที่กำลังจะประสูติออกมานะเจ้าคะ”
นางกำนัลนางหนึ่งรีบคลานเข่าเข้าไปโขกศีรษะขอร้องบุรุษสวมชุดเกราะเบื้องหน้า ทว่าอีกฝ่ายไม่เพียงไม่สนใจ ยังมองมายังสตรีบนตั่งด้วยสายตาดุดัน มองปราดเดียวก็รู้ว่ากำลังโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังสตรีนางนั้นเพียงใด
จะไม่ให้พวกเขาเกลียดชังสตรีตรงหน้าได้อย่างไร ในเมื่อยามนี้ ทหารแคว้นฉีบุกมาประชิดกำแพงเมือง หากประตูเมืองแตก แคว้นอู๋คงถึงคราวสิ้นแผ่นดิน
“ฮึ! เห็นแก่องค์ชายน้อยที่กำลังจะเกิดมากระนั้นหรือ! คำสั่งนี้ เป็นองค์รัชทายาททรงรับสั่งด้วยองค์เอง ขนาดพระองค์ยังไม่สนพระทัย แล้วพวกข้าต้องสนใจด้วยหรือ หากจะโทษ ต้องโทษแคว้นฉีที่ตระบัดสัตย์! พระชายา ท่านจะเดินไปเองหรือจะให้ข้าลากตัวไป!”
หลิวชิวเยี่ยยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา ค่อยๆ โอบประคองท้องลุกขึ้นยืน ในใจรู้สึกรังเกียจตนเองเหลือทน ที่เกิดมาเป็นคนอ่อนแอ โง่งม
หลังจากศึกที่ ‘หม่าหลิง’ ได้สร้างดุลอำนาจทางตะวันออกระหว่าง ‘แคว้นฉี’ และ ‘แคว้นเว่ย’ ให้มีกำลังทัดเทียมกัน และเพื่อที่จะได้ขึ้นเป็นผู้นำจงหยวน ทั้งสองแคว้นจึงทำสัญญากับแคว้นเล็กที่มีอนาเขตติดต่อกับแคว้นของตน
แคว้นฉีส่งองค์หญิง ‘หมินอิ่น’ มาแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับองค์รัชทายาท ‘แคว้นอู๋’ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ หวังให้แคว้นอู๋เปิดศึกก่อกวนแคว้นเล็กที่เข้าร่วมกับแคว้นเว่ย
ทว่า พอหลังจากแคว้นอู๋มีชัยและตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ ‘แคว้นฉี’ กลับฉีกสัญญา ยกทัพเข้าโจมตี ‘แคว้นอู๋’
บนป้อมกำแพงเมือง หลิวชิวเยี่ยถูกควบคุมตัวมาถึง นางมองใบหน้าหล่อเหลาของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีด้วยสายตาเจ็บปวดรวดร้าวเกินบรรยาย น้ำตาหลั่งออกมาเป็นสาย หากแต่เขากลับมองมาที่นางด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ร่องรอยความรักใคร่อย่างสิ้นเชิง
‘อู๋เหอจี้’ ผินหน้ากลับไปมองทหารเรือนแสนของกองทัพฉีด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง พลางตะโกนออกไปสุดเสียง “ฉีซื่อหมิ่น หากเจ้าไม่ถอนทัพกลับไป ข้าจะแขวนคอน้องสาวท้องแก่ของเจ้าบนป้อมกำแพงเมืองเดี๋ยวนี้!”
หลิวชิวเยี่ยตระหนกจนร่างกายซวนเซ มองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นี่ยังจะใช่บุรุษที่นางมอบใจให้คนนั้นอีกหรือ เขาถึงกับคิดสังหารนางพร้อมลูกในท้อง
“ไม่มีอะไรจะหยุดข้าได้ แคว้นอู๋ต้องถูกทำลายจนสิ้นซาก!” บุรุษชุดเกราะเหล็กบนอาชาสีนิลตะโกนกลับมา
หลิวชิวเยี่ยผินหน้าไปมองเขา ถึงจะมองกันได้จากที่ไกลๆ แต่นางยังคงเห็นแววตาไร้เยื่อใยของเขาชัดเจน
ก่อนเดินทางมาแคว้นอู๋ คนผู้นี้มาส่งนาง ตอนนั้นเขาพูดกับนางว่าอย่างไรนะ อ้อ….
‘ข้าฉีซื่อหมิ่นขอสาบานจะรักและปกป้องเจ้าไปตราบจนชีวิตจะหาไม่ เชื่อใจข้านะเยี่ยเอ๋อ รอข้า ข้าจะมารับเจ้ากลับไปอยู่ด้วยกัน’
หลังจากจบประโยคนั้น เขาก็พรากความบริสุทธิ์ของนางบนรถม้าที่ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงราวกับว่าเขาเป็นเจ้าบ่าวเสียเอง
นี่ใช่หรือไม่ คำสาบานของเขา เขามารับนางกลับ?
“หึหึ ฮะๆ ฮ่าๆ” คิดแล้วหลิวชิวเยี่ยพลันหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ เสียงหัวเราะเย้ยหยันของนางดังก้องไปถึงกองทัพแคว้นฉี
ถูกต้อง นางมิใช่องค์หญิงหมินอิ่น นี่คือเหตุผลที่พวกเขาตั้งใจส่งนางปลอมตัวขึ้นเกี้ยวมา นางช่างโง่งมนัก
เสียงหัวเราะของหลิวชิวเยี่ย ค่อยๆ แผ่วเบาลง ก่อนจะหันไปกล่าวกับองค์รัชทายาท “ท่านต้องการสังหารข้า ข้าย่อมไม่ร้องขอชีวิต แต่ช่วยไว้ชีวิตลูกของเราได้หรือไม่ ท่านเคยสัญญาว่าจะรักและทนุถนอมข้า ในเมื่อท่านทำตามคำสัญญากับข้ามิได้ ก็ช่วยทำกับลูกของเราแทนได้หรือไม่”
ฝ่ามือที่กำลังไพร่อยู่ด้านหลังของอู๋เหอจี้กำแน่นจนเห็นข้อกระดูก หากแต่กลับไม่มีวาจาหลุดออกจากปากเขาแม้เพียงครึ่งคำ
เบื้องล่าง ฉีซื่อหมิ่นยกมือเป็นสัญญาณ เตรียมชักธงรบ
“จัดการนางเถิด” นั่นคือประโยคสุดท้าย ที่หลิวชิวเยี่ยได้ยินจากบุรุษที่เคยบอกว่ารักนางสุดหัวใจ ก่อนที่จะถูกจับแขวนคอห้อยบนกำแพงเมือง นางมิได้ดิ้นรนถีบแข้งถีบขา ให้เป็นที่น่าสังเวชต่อสายตาผู้คน เพียงใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเปล่งวาจาออกมาอย่างสงบ
“ฉีซื่อหมิ่น อู๋เหอจี้ สิ่งที่พวกเจ้ากระทำต่อข้า ชาตินี้ข้าจะไม่ขอแค้นเคือง ระหว่างพวกเราจะได้มิต้องมีแค้นตามติดกันข้ามภพข้ามชาติ เพราะข้าไม่ต้องการพบเจอพวกเจ้าอีกแล้ว ไม่ว่าจะชาติภพใดก็ตาม” หลังจบประโยคนั้น หลิวชิวเยี่ยก็สิ้นลม
“แค้นสิ! ทำไมจะไม่แค้น! เจ้าไม่แค้น แต่ข้าแค้น!” ร่างเล็กสบถด่าอย่างหัวเสีย หลังจากที่สะดุ้งตื่นมากลางดึก
ชิวเยี่ยมาอยู่ในร่างนี้ได้หกเดือนแล้ว ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา นางฝันเห็นแต่เรื่องเลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจดจำเรื่องราวได้ขึ้นใจ
ใช่แล้ว นางมิใช่หลิวชิวเยี่ยในฝัน แซ่ของนาง คือแซ่ ‘หวัง’ ชื่อ ‘ชิวเยี่ย’ ก่อนหน้านั้นนางเป็นหมออยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด หลังจากที่ตายด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน กลับมาตื่นในร่างนี้ มิหนำซ้ำยังย้อนอดีตมาอีกหลายพันปี นี่มันเรื่องบ้าบอชัดๆ ยัง เท่านั้นยังมิพอ นางต้องมาจมอยู่กับฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นใครบ้างจะไม่แค้น หึ่ม! ชิวเยี่ยได้แต่ยกมือขึ้นยีผมของตนเอง รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุด
“พี่ใหญ่?”
คงเป็นเพราะเสียงของนางดังเกินไป เด็กชายที่นอนอยู่ข้างเตียงถึงได้ตื่น
“ไม่มีอะไร เจ้านอนต่อเถิด”
“เกรงว่าจะนอนต่อมิได้แล้ว” หลิวลั่วซูยันกายลุกขึ้นนั่งกล่าวเสียงงัวเงีย มือหนึ่งขยี้ตา มือหนึ่งชี้ออกไปยังผนังกระดาษ
ชิวเยี่ยมองตามนิ้วมือของเขาไป ครั้นเห็นว่าด้านนอกเริ่มสว่าง อารมณ์ขุ่นมัวพลันกลับมาอีกครั้ง
นี่นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ชิวเยี่ยแค้นเคือง แม่เลี้ยงผู้นั้น ยามอยู่ต่อหน้าบิดาวางตัวใจดีมีเมตตา ทว่าพอลับหลัง กลับกดขี่ข่มเหงใช้งานลูกเลี้ยงเยี่ยงทาส และแม่เลี้ยงผู้นี้นี่เอง คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในฝันร้ายของชิวเยี่ย
“ไป พวกเราลุกเถิด” สุดท้าย ชิวเยี่ยได้แต่หันไปบอกน้องชายฝาแฝด จะให้นางทำอย่างไรได้ นางพึ่งจะอายุแปดขวบ ซ้ำยังหลงมาเกิดยุคไหนยังไม่รู้ จะทำการอันใดต้องมั่นใจก่อนว่าปลอดภัย นางเป็นหมอ ความรอบคอบคือสิ่งสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต
ลั่วซูต้องไปหาบน้ำผ่าฟืน ชิวเยี่ยต้องเข้าครัวติดเตาทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน ส่วนแม่เลี้ยงกับน้องสาวต่างมารดาน่ะหรือ ป่านนี้ยังนอนไม่ตื่น
บิดาของหลิวชิวเยี่ยเป็นทหาร สองปีถึงจะกลับบ้านครั้ง ช่วงที่บิดาอยู่ หญิงแซ่ซ่งผู้นี้ย่อมมิได้สั่งให้พวกนางทำงาน หลิวลั่วซูจะได้ย้ายกลับไปนอนที่ห้องนอนของตนเอง ส่วนน้องสาวต่างมารดาอย่างหลิวจิงจิงจะต้องย้ายกลับมานอนห้องเดียวกับชิวเยี่ย
ที่ถูกที่ควรมันสมควรต้องเป็นเช่นนั้น แต่วันหนึ่ง หลิวจิงจิงกลับอยากมีห้องนอนเป็นของตนเอง หญิงแซ่ซ่งจึงสั่งให้ลั่วซูย้ายเข้ามานอนกับพี่สาวฝาแฝดอย่างชิวเยี่ยแทน ความใจร้ายใจดำของหญิงแซ่ซ่งที่มีต่อสองพี่น้องบรรยายอย่างไรคงไม่หมด
หากแต่เรื่องนี้ มิใช่เรื่องที่ชิวเยี่ยเป็นกังวล ในความฝันของนาง อีกไม่นานพี่ชายของหญิงแซ่ซ่งจะมาที่บ้าน เพื่อขอยืมเงินน้องสาวไปรักษาบิดาที่กำลังป่วย หญิงแซ่ซ่งเป็นคนแล้งน้ำใจ จะอ้างกับพี่ชายว่าไม่มีเงิน พี่ชายผู้นั้นถึงได้เอ่ยปากขอลูกเลี้ยงของนางไปขายแทน แม่เลี้ยงผู้ที่มีใจคิดกำจัดลูกเลี้ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีหรือจะไม่ยินยอม สุดท้าย สองพี่น้องถูกพาไปขายให้พ่อค้าทาส
หลิวชิวเยี่ยต้องพลัดพรากจากน้องชายตั้งแต่บัดนั้น นางถูกนำตัวไปขายให้จวนขุนนางในเมืองหลวง ครั้นอายุใกล้ครบวัยปักปิ่นก็ถูกพาเข้าวัง ถูกฝึกฝนอบรมกิริยามารยาทราวกับองค์หญิง จากนั้นถูกส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแทนองค์หญิงหมินอิ่นไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ และพบกับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายในเวลาต่อมา
หวังชิวเยี่ยไม่มีทางยอมให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตนเองเป็นแน่ นางมิได้โง่งมหัวอ่อนอย่างหลิวชิวเยี่ย
แม่เลี้ยงบังคับให้พวกนางสองพี่น้องกินน้ำต้มข้าว กับหมั่นโถววันละลูก? เฮอะ! นางเป็นคนทำอาหารเองทุกเช้า ใครจะยอมอดอยากกัน ฝันไปเถอะ!
“เอานี่ อาซูเจ้ารีบกินเสีย” ชิวเยี่ยยื่นชามข้าวราดกับข้าวพูนจานพร้อมตะเกียบส่งให้น้องชายที่พึ่งเทน้ำใส่ถังเสร็จ รอให้เขารับไปแล้ว ถึงได้หันมาพุ้ยข้าวใส่ปากตนเอง
สองพี่น้องกินกันรวดเร็วยิ่ง ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบลมหายใจก็กินหมด ลั่วซูรีบส่งชามกับตะเกียบคืนให้พี่สาว ชิวเยี่ยรับมาแล้วตักน้ำล้าง ใช้เสื้อเช็ดจนสะอาดนำกลับไปคว่ำไว้ในครัวดังเดิม ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้สิบวัน หวังชิวเยี่ยเริ่มทำเช่นนี้มาโดยตลอด จากร่างกายผอมแห้ง มาบัดนี้ทั้งสองพอจะดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง
นางพึ่งจะคว่ำถ้วยชามกลับเข้าที่ได้ไม่เท่าไหร่ เสียงตะโกนของนางซ่งก็ดังออกมาจากในบ้าน
“ยังไม่ยกน้ำมาให้ข้าล้างหน้าล้างตาอีกหรือ!”
ชิวเยี่ยได้ยิน พลันกรอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่รู้จะสรรหาวาจาใดมากล่าวถึงสตรีนางนี้จริงๆ หญิงแต่งงานแล้วรุ่นราวคราวเดียวกับนางซ่งในหมู่บ้าน ล้วนตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังมิทันสว่าง นอกจากลุกมาหุงหาอาหารให้สามีและลูก พวกนางยังต้องเข้าสวนเข้านาช่วยครอบครัวทำมาหากิน แต่แม่เลี้ยงของนางน่ะหรือ กว่าจะตื่นก็สายจนตะวันโด่ง
อันที่จริง อายุวิญญาณของหวังชิวเยี่ยสามสิบสามปี แก่กว่านางซ่งเสียอีก ก่อนตายนางคือหมอผ่าตัดและยังเป็นแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมุนไพรศาสตร์ ผู้คนที่พบเห็นนางล้วนต้องก้มหัวเรียกนางว่าศาสตราจารย์ แล้วดูตอนนี้สิ มันคืออันใด
ชิวเยี่ยถืออ่างใส่น้ำอุ่นไปวางให้นางซ่งด้วยใบหน้าไม่ยิ้มไม่แย้ม
“เอามาให้ข้าบ้าง”
ความหงุดหงิดของนางยังมิทันจางหาย กลับถูกเด็กหญิงวัยราวหกปีที่พึ่งเปิดประตูออกมาตะโกนสั่ง
ชิวเยี่ยฉีกยิ้ม มิได้เผยโทสะให้สองแม่ลูกได้เห็น เพียงกล่าวกับน้องสาวต่างมารดาอย่างใจเย็นว่า “ตอนนี้อาหนิวปักผ้าเป็นแล้ว ป้าเหมาเอามาคุยเสียทั่วหมู่บ้าน ว่าผ้าเช็ดหน้าที่นางปัก ขายได้ตั้งสองอีแปะ ถ้าน้องสาวมิอยากแพ้อาหนิว ต้องเริ่มจากไปตักน้ำล้างหน้าด้วยตัวเองเสียก่อน หากเด็กคนอื่นรู้เข้าว่าแม้แต่ตักน้ำล้างหน้า เจ้ายังทำเองมิได้ คงโดนเอาไปเปรียบกับอาหนิวแน่”
หลิวจิงจิงได้ยินอย่างนั้น พลันหน้าง้ำขึ้นมาทันที นางกับอาหนิวไม่ค่อยลงลอยกัน หลิวจิงจิงย่อมไม่อยากเห็นอีกฝ่ายมีความสามารถเหนือกว่าตน นอกจากจะออกไปตักน้ำมาล้างหน้าเองแล้ว ยังหันมากล่าวกับมารดา “ท่านแม่ ท่านต้องสอนข้าปักผ้านะเจ้าคะ ข้ายอมแพ้อาหนิวมิได้เด็ดขาด”
“แม่ปักผ้าเป็นที่ไหนกันเล่า!” นางซ่งเอ่ยอย่างจนปัญญา เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนั้น นางไหนเลยจะเคยหยิบจับ ทุกวันนี้ร้อยด้ายใส่เข็มเป็นหรือเปล่ายังไม่รู้เลย พอมิรู้จะเอาใจบุตรสาวได้อย่างไร นางซ่งรีบหันไปสั่งชิวเยี่ย “ไปยกสำรับเข้ามาได้แล้ว”
วิธีจัดการกับสองแม่ลูกสมองกลวงคู่นี้ ย่อมมิเกินมือของชิวเยี่ย เพียงแต่นางมิอาจรอจนถึงวันที่พี่ชายนางซ่งมาเยือนได้ หากต้องยอมให้ผู้อื่นเอาไปขาย สู้ไปตายเอาดาบหน้ายังดีเสียกว่า
#1
“ท่านแม่ ท่านยังมีงานอันใดจะใช้ข้าอีกหรือไม่เจ้าคะ หากไม่มี ข้ากับอาซูจะได้ขึ้นเขาไปเก็บของป่าเจ้าค่ะ” ชิวเยี่ยเอ่ยถามนางซ่งขณะกำลังเก็บสำรับบนโต๊ะ
นี่นับเป็นอีกหน้าที่หนึ่ง ที่สองพี่น้องทำมาตั้งแต่อายุได้ห้าขวบ เด็กอายุน้อยเพียงนั้นต้องขึ้นเขากันลำพัง หากมิได้คนในหมู่บ้านคอยให้การช่วยเหลือ ไม่แน่ว่าอาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้ เจตนาของนางซ่งเห็นชัดถึงเพียงนี้ มีหรือหวังชิวเยี่ยจะดูไม่ออก
“ไปเถิด แต่คราวนี้เข้าไปลึกๆ หน่อยเล่า ป่าข้างนอกนั่นชาวบ้านเก็บมาจนไม่มีเหลือแล้ว” นางซ่งหันมาตอบอย่างอารมณ์ดี ในใจนึกภาวนาให้เด็กทั้งสองถูกเสือคาบไปกิน นางรู้ดีว่าสามีของตนรักเจ้าเด็กพวกนี้มาก ทุกวันนี้ ถึงมิกล้าลงมือทุบตีอย่างโจ่งแจ้ง แต่หากทั้งคู่ไปตายเอง สามีย่อมกล่าวโทษนางมิได้
ชิวเยี่ยรับคำพร้อมรอยยิ้มใสซื่ออย่างที่หลิวชิวเยี่ยในฝันชอบกระทำ หากแต่ในใจนั้น กลับขุดบรรพบุรุษของแม่เลี้ยงใจร้ายผู้นี้ออกมาก่นด่าไม่เหลือชิ้นดี
“เห็นแก่ที่เจ้าขยัน วันนี้ข้าจะให้หมั่นโถวเพิ่มอีกคนละลูกก็แล้วกัน”
ก่อนที่ชิวเยี่ยจะถือถาดสำรับออกมา นางซ่งยังกล่าววาจาทิ้งท้ายอย่างหน้าชื่นตาบาน พอก้าวพ้นชายคาบ้านมาได้ รอยยิ้มของหวังชิวเยี่ยพลันค่อยๆ เลือนหาย สีหน้าท่าทางแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เดินตรงเข้าครัวเอาจานชามไปล้าง จากนั้นหยิบหมั่นโถวในครัวมาสี่ลูก เดินไปหาน้องชายหลังบ้าน
ลั่วซูตระเตรียมของไว้รอพี่สาวเอาไว้แล้ว ครั้นเห็นนางเดินมา เขาก็เหลียวมองซ้ายมองขวาท่าทางระมัดระวัง ก่อนจะส่งห่อผ้าให้
วันนี้ สองพี่น้องจะหนีออกจากบ้าน ตั้งใจจะไปหาบิดาที่ชายแดน เรื่องนี้ชิวเยี่ยเตรียมการไว้ตั้งแต่ที่นางเริ่มจดจำภาพในฝันได้ขึ้นใจ อาศัยตอนขึ้นเขาไปเก็บของป่าค่อยๆ ฝึกฝนการเอาตัวรอด กระทั่งมั่นใจว่าสามารถออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้แล้วถึงได้ตัดสินใจที่จะออกไป
“พี่ใหญ่จะเปลี่ยนชุดเลยหรือไม่” ลั่วซูเอ่ยถามเสียงเบาพลางมองไปที่ชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเก่ามอซอของนาง
“ยังก่อน พวกเรารีบไปเถิด เดี๋ยวข้าค่อยไปเปลี่ยนกลางทาง”
“อืม” ลั่วซูพยักหน้ารับรู้ สะพายกระบอกธนูของตนขึ้นหลัง พร้อมกับส่งชุดธนูให้พี่สาว
ลูกธนูเหล่านี้ มิใช่ธนูหัวเหล็กอย่างที่ทหารใช้กัน เพราะยุคนี้ เหล็กมีค่ายิ่งกว่าทองคำ ซ้ำยังหาได้ยากยิ่ง ลูกธนูทุกดอกจึงเป็นหัวไม้ที่ลั่วซูกับชิวเยี่ยใช้เวลาเหลาดัดแปลงทำขึ้นมาแทน ยังมีกับดักที่สร้างจากไม้อีกคนละสามชิ้น ใส่ในตะกร้าสะพายหลัง
และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือมีดพร้า หากแต่ในบ้านมีเพียงมีดที่ใช้ทำครัวอยู่เล่มเดียว ชิวเยี่ยจึงขโมยมันมา
“ไป รีบไปกันเถิด” ชิวเยี่ยหันไปบอกลั่วซูก่อนจะก้าวเท้านำหน้า
การใช้ชีวิตในยุคโบราณ สำหรับคนมาจากโลกอนาคตที่มีพร้อมสรรพอย่างหวังชิวเยี่ยนับว่ามิใช่เรื่องง่ายดาย สิ่งที่เห็นในซีรี่ส์หรืออ่านในเว็บนิยายออนไลน์ ล้วนเป็นด้านสวยงามตามจินตนาการ ยังไม่มีซีรี่ส์หรือนิยายเรื่องไหนกล่าวถึงความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง
อย่างเช่น ผู้คนขับถ่ายกันอย่างไร ใช้สิ่งใดทำสวนไร่นา ใช้สิ่งใดเข้าป่าล่าสัตว์ ในเมื่อยุคนี้เป็นยุคสงคราม มิใช่แค่เหล็กเท่านั้นที่หายาก ช่างตีเหล็กยังหาแทบไม่ได้ ราคามีดทำครัวเล่มหนึ่ง แพงกว่าม้าหนึ่งตัวเสียอีก ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดทหารถึงชอบใช้ทวนไม้ที่มีเพียงส่วนหัวเป็นเหล็ก แทนที่จะใช้ดาบหรือทวนเหล็ก
ตั้งแต่ตื่นมาในร่างนี้ ชิวเยี่ยต้องใช้เวลาถึงห้าเดือน กว่าจะเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และทำความเข้าใจสภาพจิตใจมนุษย์ในยุคนี้ได้อย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อไปได้โดยที่ตนจะไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน
หลังจากที่เข้ามาในป่าได้ระยะหนึ่ง ชิวเยี่ยหาที่เหมาะๆ เปลี่ยนไปสวมชุดของลั่วซู ทั้งคู่เป็นฝาแฝดที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันจนแยกไม่ออก ย่อมมิใช่เรื่องยากที่แฝดหญิงจะปลอมตัวเป็นแฝดชายตอนอายุยังน้อย
“พี่ใหญ่ ข้าถามพ่ออาโกวมาแล้ว หากข้ามเขาสามลูกนี้ไป จะไปถึงเส้นทางตะวันออก” ลั่วซูลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งหยิบไม้มาวาดแผนที่คร่าวๆ ลงบนดิน ใช้ปลายไม้จิ้มลงไปยังเส้นทางหนึ่ง “หากพวกเราเดินไปตามเส้นทางนี้ จะไปถึงชายแดน”
ชิวเยี่ยสาวเท้าเข้ามาชะโงกมองใกล้ๆ ก่อนจะมองขึ้นไปตามเส้นทางบนเขา เขาลูกหนึ่งมีความสูงราวร้อยกว่าจั้งหรือราวตึกสามสิบชั้น หากนับระยะทางเดินขึ้นเดินลงคงจะหลายร้อยลี้อยู่ นั่นยังไม่นับอันตรายที่มีอยู่รอบด้าน ฉะนั้น กว่าจะเดินไปถึงเส้นทางที่ว่า คงต้องใช้เวลาหลายวันเป็นแน่
“ประเดี๋ยว พอขึ้นไปถึงพื้นที่เคยเก็บผักป่า พวกเราควรพักสักคืนหนึ่ง จะได้เตรียมตัวให้พร้อม การเดินเข้าไปในป่าลึกต้องอันตรายมากแน่” ชิวเยี่ยหันกลับมากล่าวกับน้องชาย
ลั่วซูพยักหน้า ลุกขึ้นยืนปัดมือปัดไม้ กระชับข้าวของที่สะพายอยู่ให้เข้าที่ เตรียมตัวจะออกเดินทาง ก่อนหน้านี้เป็นเขาที่ต้องคอยดูแลปกป้องพี่สาวผู้นี้มาโดยตลอด ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่พี่ใหญ่ของเขากลายมาเป็นผู้นำ หากแต่เขากลับรู้สึกชอบที่พี่สาวเป็นเช่นนี้มากกว่า
ก่อนหน้านี้ พี่ใหญ่ของเขาอ่อนแอซ้ำยังโง่เขลา ทุกอย่างล้วนเชื่อฟังนางซ่ง มีอยู่คราหนึ่งเขาเคยฟ้องบิดาเรื่องของนางซ่งแต่พี่ใหญ่กลับพูดจาเข้าข้างนางซ่งเป็นเหตุให้เขาถูกบิดาตี นับแต่บัดนั้น เขาเลยไม่กล้าเอ่ยถึงพฤติกรรมชั่วช้าของนางซ่งให้บิดาได้ยินอีก และนั่นยิ่งทำให้นางซ่งได้ใจ ทว่าพี่สาวเบื้องหน้านี้ไม่เหมือนกัน
#2
ราวๆ หกเดือนก่อน อยู่ๆ พี่ใหญ่ก็มาขอให้เขาสอนยิงธนู ทั้งยังสั่งให้ไปเรียนรู้การล่าสัตว์จากพ่อของอาโกวเอามาสอนนาง เขายังต้องไปเรียนการใช้ทวนและฟังเรื่องศึกสงครามจากท่านลุงอดีตทหารขาขาดในหมู่บ้าน เอามาสอนนางอีกด้วย จนถึงตอนนี้ พี่ใหญ่แทบจะเก่งกว่าเขาไปเสียทุกอย่างแล้ว เขาถึงยกให้นางเป็นผู้นำ
จากระยะทางตรงนี้ เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้ขึ้นเขา จึงมิค่อยพบเจอสัตว์ใหญ่ ใช้เวลาอีกราวครึ่งชั่วยาม ทั้งสองเดินมาถึงจุดที่เคยมาเก็บหน่อไม้และผักป่า ชิวเยี่ยพาน้องชายเดินลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย เพื่อมิให้ชาวบ้านพบเห็น จากนั้นหาโพรงต้นไม้เข้าไปพัก
เดิมทีโพรงรากต้นไม้เหล่านี้เป็นของสุนัขจิ้งจอกใช้จำศีลตอนหน้าหนาว แต่เพราะช่วงนี้เป็นหน้าร้อน การพักในโพรงจึงนับว่าปลอดภัยที่สุด พวกสุนัขจิ้งจอกจะไม่เข้ามาใช้โพรงในช่วงนี้เป็นเด็ดขาด ด้วยกลัวว่าหากฝนตกน้ำจะเข้าไปขังในโพรง ซ้ำกลิ่นอายของพวกมันที่เหลือทิ้งไว้ ยังช่วยขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่มีพิษได้ชะงัดนัก แน่นอนว่าไม่รวมถึงงู
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่แม้แต่เด็กห้าขวบในหมู่บ้านยังรู้ เพราะมันคือวิถีการเอาตัวรอดในการดำรงชีพ จะมีก็แต่ชิวเยี่ยผู้มาจากโลกอนาคตที่พึ่งจะรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ครานั้น นางยังเผลอคิดไปว่าตนเองเป็นคนโง่เขลาไปแล้วด้วยซ้ำ
ลั่วซูออกไปหาเก็บฟืน ส่วนชิวเยี่ยออกไปหาเก็บสมุนไพร การจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างน้อยต้องเตรียมยาเอาไว้ให้พร้อม เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
สำหรับผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรศาสตร์อย่างหวังชิวเยี่ย เรื่องที่นางพอใจที่สุดตั้งแต่มาเกิดใหม่ในร่างนี้ เห็นจะมีแค่เรื่องของสมุนไพรนี่แหละ ไม่น่าเชื่อว่าสมุนไพรล้ำค่ามากมายสามารถพบเห็นได้เพียงเดินไม่กี่ก้าว อย่างต้นชิงฮาว เป้ย์หมู่ หวงเหลียน หังไป๋จื่อ หรือแม้กระทั่งโสมคน ถ้าเป็นอีกสองพันปีข้างหน้า บางชนิดแทบจะไม่มีให้เห็นด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ ในตอนที่ชิวเยี่ยกลับมาถึงที่พัก ตะกร้าสะพายหลังจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ ลั่วซูที่กำลังถลกหนังกระต่ายอยู่ข้างโพรงเห็นพี่สาวเดินมาก็เอ่ยถาม “พี่ใหญ่ เก็บสิ่งใดมาหรือ”
“สมุนไพรน่ะ” ชิวเยี่ยตอบพลางวางตะกร้าลงไม่ห่างจากเขา ค้นหาต้นเทียนขาวออกมายื่นให้ลั่วซูใช้หมักเนื้อกระต่าย จากนั้นเดินไปกอบเอาใบไม้แห้งกองสุมไว้ด้านข้าง ก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบไม้กับแผ่นไม้ตากแห้งที่นางกับลั่วซูทำเตรียมไว้ขึ้นมาจุดไฟ
ก่อนหน้านี้ ชิวเยี่ยไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนจะสามารถใช้การหมุนไม้จุดไฟให้ติดได้ แต่หลังจากที่ลองทำหลายครั้งจนมันติด นางกลับรู้สึกชอบ จนตอนนี้ไม่ต้องพึ่งลั่วซูแล้ว
ขณะรอหมักเนื้อกระต่าย ชิวเยี่ยนำสมุนไพรบางชนิดขึ้นมารนไฟแทนการตากแห้ง กระทั่งลั่วซูเสียบกระต่ายใส่ไม้เรียบร้อยถึงได้นำกระต่ายมาย่าง
หากเป็นชาติก่อน ชิวเยี่ยไม่มีทางกินเนื้อกระต่ายแน่นอน แต่หลังจากที่มาเกิดใหม่ อย่าว่าแต่เนื้อกะต่ายเลย แม้แต่เนื้องูยังถือเป็นอาหารเลิศรสไปแล้วด้วยซ้ำ
ในสภาวะสงคราม แคว้นต่างๆ ไม่เพียงเกณฑ์ผู้คนไปเป็นทหาร ยังขูดรีดภาษีอย่างหฤโหด ชาวนาชาวไร่ต้องส่งข้าวสารและพืชผักที่เก็บได้ให้หลวงมากถึงสามในสี่ส่วน แม้แต่อาชีพล่าสัตว์ยังไม่เว้น เป็นเหตุให้บางแคว้นเกิดสภาวะอดอยาก ยิ่งกับแคว้นที่มีผู้นำโง่เขลายิ่งแล้วใหญ่
แคว้นฉีนับว่าดีหน่อย เพราะที่ตั้งแคว้นมีความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาราษฎรอดอยากจึงไม่มีให้เห็นบ่อยนัก หากไม่เกิดภัยธรรมชาติจริงๆ ราษฎรระดับล่างยังพอใช้ชีวิตอยู่ได้
หลังจากกินเนื้อกระต่ายย่างกับหมั่นโถวเป็นมื้อกลางวันไปเรียบร้อยแล้ว ลั่วซูเข้ามาช่วยพี่สาวบดสมุนไพร นี่นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พี่สาวผู้นี้ทำให้เขาประหลาดใจ พี่ใหญ่บอกว่าไปเรียนรู้เรื่องสมุนไพรจากหมอตำแยท้ายหมู่บ้าน แต่เขาเคยไปถามมาแล้ว หมอตำแยผู้นั้นกลับมีความรู้เรื่องสมุนไพรเพียงน้อยนิดเท่านั้น แล้วพี่ใหญ่ของเขาไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใด ถึงแม้ว่าลั่วซูจะสงสัย หากแต่เขาไม่เคยคิดจะถาม ในความคิดของเขานั้น มีพี่สาวที่มีความสามารถย่อมดีกว่าพี่สาวโง่เขลา
สมุนไพรที่บดเสร็จ ชิวเยี่ยจะใช้ใบไผ่ห่อไว้อย่างดีคล้ายการห่อขนมจ้าง ยุคนี้น่าจะยังไม่มีเทศกาลตวนโหงว เพราะช่วงนี้เป็นหน้าร้อนนางยังไม่ได้ยินชาวบ้านกล่าวถึงเลย
“อาซู ไปหาไม้มาเหลาทำลูกธนูเพิ่มเถิด เดี๋ยวข้าบดเอง อย่าลืมหาไม้เนื้ออ่อนที่เหนียวทนทานมาเหลาเป็นหอกด้วยเล่า เผื่อต้องใช้” ชิวเยี่ยหันไปสั่งน้องชาย หลังจากที่รนสมุนไพรเสร็จ
“ขอรับ” ลั่วซูรับคำ คว้ามีด คว้ากระบอกธนูขึ้นมาสะพาย เดินเข้าไปในป่าอีกรอบ
คืนนี้หลังจากโรยผงสมุนไพรไว้รอบรากต้นไม้เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายจำพวกงูแล้ว สองพี่น้องถึงได้พากันพักผ่อน พวกเขาจะผลัดกันอยู่ยามคนละครึ่งคืนเหมือนที่เคยทำ โดยที่ชิวเยี่ยเลือกอยู่ครึ่งคืนแรก เพราะนางไม่อยากถูกปลุกกลางดึก
คืนแรกในป่า ผ่านไปอย่างไร้กังวล ชิวเยี่ยยังคงเคยชินที่จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อฝึกฝนร่างกาย ยังดีว่าชาติก่อนนางเป็นคนหลงใหลในศิลปะการต่อสู้ จึงเข้าคอร์สฝึกอยู่หลายแขนง นางจึงนำศิลปะการต่อสู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ ทั้งยังนำมาสอนลั่วซู คิดว่าน่าจะพอเอาตัวรอดได้บ้าง หากต้องประสบกับเหตุร้ายจริง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเดินป่ายิ่งกว่าสัตว์ร้ายคืออันใด” ชิวเยี่ยหันไปถามลั่วซูขณะเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะมองเข้าไปในป่าลึก
“หลงป่า” ลั่วซูตอบกลับมาสองคำโดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิด ชิวเยี่ยต้องหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง ไม่นึกว่าเด็กแปดขวบจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ด้วยความที่ชิวเยี่ยเคยเป็นลูกคนเดียว อยู่ๆ ได้มามีน้องชายฝาแฝด นางเลยค่อนข้างพอใจ มิหนำซ้ำลั่วซูยังเป็นเด็กฉลาดเฉลียว จิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ จึงมิใช่เรื่องยากที่อดีตศาสตราจารย์อย่างชิวเยี่ยจะเอ็นดูเขา นางเคยมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่มากมาย ทว่ากลับเทียบมิได้กับเด็กแปดขวบอย่างลั่วซู
บางทีอาจเป็นเพราะวิถีการดำรงชีวิตต้องดิ้นรน เด็กในสมัยโบราณถึงได้โตเร็ว ชิวเยี่ยคิดเช่นนี้