โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักรักบี้กับความไม่พอใจรูปร่างของตนเอง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ก.ย 2566 เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2566 เวลา 02.27 น.

คลุกวงใน | พิศณุ นิลกลัด

Facebook : @Pitsanuofficial

นักรักบี้กับความไม่พอใจรูปร่างของตนเอง

การแข่งขัน Rugby World Cup 2023 หรือ รักบี้ชิงแชมป์โลก 2023 เริ่มวันที่ 8 กันยายน ปีนี้ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ มีทีมรักบี้จาก 20 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน รวมทั้งสิ้น 48 แมตช์ รอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นวันที่ 28 ตุลาคม

แข่งกันยาวนานถึง 51 วัน เพราะรักบี้เป็นกีฬาที่มีการกระทบกระทั่งกันรุนแรง ดังนั้น ผู้จัดการแข่งขันจึงต้องให้นักรักบี้ได้มีเวลาพักร่างกาย

หลายคนคงเคยชมกีฬารักบี้ซึ่งเป็นกีฬาสุดโหด คนเล่นต้องใช้พละกำลังสูงมากเพราะรักบี้อาศัยการวิ่งเข้าปะทะร่างกายกันโดยตรงแบบไม่มีเครื่องป้องกันเหมือนอเมริกันฟุตบอล หุ่นของนักรักบี้ส่วนมากจะใหญ่กำยำเป็นพิเศษกว่าคนธรรมดาหรือนักกีฬาประเภทอื่นๆ เพื่อสามารถวิ่งชนกับคู่แข่งได้อย่างเต็มกำลัง

เคยมีรายงานการสำรวจมากมายเปิดเผยว่าเพราะมาดแมนและหุ่นบาดใจสาวนี่เอง ทำให้สาวๆ สนใจที่จะออกเดตกับนักกีฬารักบี้มากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับนักกีฬาทุกประเภท

แต่ก็มีการศึกษาหนึ่งพบว่าปัจจุบันนี้นักกีฬารักบี้โดยเฉพาะวัยหนุ่มเกิดความไม่พอใจในรูปร่างของตัวเอง ให้ความสนใจเรื่องรูปร่างภายนอกมากเกินไปจนลืมใส่ใจประสิทธิภาพในการแข่งขัน

มหาวิทยาลัยโอทาโก (Otago University) ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ทำการศึกษากับนักรักบี้อาชีพจำนวน 26 คนที่แข่งขันอยู่ใน Super Rugby ซึ่งเป็นลีกรักบี้ที่แข่งขันในญี่ปุ่นและเขตขั้วโลกใต้ คือ ออสเตรเลีย, นิวซีเแลนด์, อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้

โดยให้ทุกคนตอบแบบสอบถามจำนวน 49 ข้อในช่วงต้นของการซ้อมพรีซีซั่น

เป็นคำถามเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทางกาย (Body Image) และนิสัยในการกินอาหาร (Dietary Habits)

เพื่อจะดูว่านักรักบี้แต่ละวัยมีพฤติกรรมและมุมมองแตกต่างกันอย่างไร

จากการศึกษาพบว่านักรักบี้วัยหนุ่มจะให้ความสำคัญกับเรื่ององค์ประกอบต่างๆ ของร่างกายมากเกินความจำเป็น ทำให้มีแนวโน้มเลือกจะกินอาหารด้วยวิธีผิดๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเล่น

ดร.แคทเธอรีนแบล็ก (Dr. Katherine Black) อาจารย์คณะโภชนาการของมนุษย์จากมหาวิทยาลัยโอทาโก ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้ บอกว่ารู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ทราบผลการศึกษา แต่ก็เข้าใจว่าเหตุผลหลักน่าจะเป็นเพราะแรงกดดันจากโซเชียลมีเดียและการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องรูปร่างในอุดมคติของผู้ชายและผู้หญิงที่ทำให้หลายๆ คนรวมถึงนักกีฬารักบี้หนุ่มๆ เกิดห่วงภาพลักษณ์และรู้สึกไม่พอใจรูปร่างของตัวเองขึ้นมา

ในแบบสอบถาม 49 ข้อนั้นเป็นการประเมินคะแนนด้านภาพลักษณ์ของนักกีฬารักบี้ โดยคะแนนวัดจากความต้องการผอม (Drive for Thinness), การกินอาหารมากเกินไปแล้วทำให้อาเจียน (Bulimia) และความไม่พอใจในรูปร่างของตัวเอง (Body Dissatisfaction)

ซึ่งถ้าคะแนนรวมมากกว่า 20 (จาก 100) แสดงว่านักกีฬาคนนั้นมองว่าตนมีภาพลักษณ์ทางกายที่ไม่ดี

ดร.แคทเธอรีนพบว่า แม้โดยภาพรวมคะแนนจะออกมาดี แต่ระยะของคะแนนอยู่ระหว่าง 8-39 ซึ่งหมายความว่ามีนักรักบี้บางคนที่มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ ส่งผลต่อการเลือกกินอาหารอย่างไม่ถูกวิธี

ในบรรดาพฤติกรรมการกินอาหารผิดๆ พบว่ามีนักรักบี้ 4 คนเคยกินอาหารครั้งละมากๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง, มี 1 คนที่เคยใช้วิธีคุมน้ำหนักแบบผิดๆ (เช่นล้วงคอ, ใช้ยาระบายหรือยาลดความอ้วน) และอีก 20 คนหลีกเลี่ยงการกินอาหารบางชนิดที่ทีมโภชนาการจัดหาให้

ซึ่งส่วนใหญ่นักกีฬารักบี้วัยหนุ่มบอกว่า ตนเองชอบกินอาหารเข้าไปเยอะๆ เพื่อต้องการสร้างหุ่นมากกว่าจะกินเพื่อบรรเทาความหิว

เดน เบเคอร์ (Dane Baker) หัวหน้านักโภชนาการของ High Performance Sport New Zealand บอกว่า อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและโทรทัศน์สร้างความกดดันให้นักกีฬารู้สึกไม่พอใจกับภาพลักษณ์ของตัวเองจนมองข้ามความสำคัญเรื่องฝีมือ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาดังๆ สมัยนี้ต้องออกโชว์ตัวทางโทรทัศน์และโซเชียลมีเดียบ่อยๆ ความกดดันเรื่องภาพลักษณ์ก็โถมเข้ามาใส่พวกเขา จึงมีหลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับการกินอาหาร เช่น กินมากเกินไปเพราะอยากสร้างกล้าม หรือกินน้อยลงเพื่อต้องการลดหุ่น

สิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อการแข่งขันทั้งสิ้น

เบเคอร์บอกว่า ในแต่ละวันนักกีฬาต้องกินอาหารอย่างเหมาะสมเพื่อนำพลังงานมาในใช้การฝึกซ้อม ต่างจากคนทั่วๆ ไปที่สามารถเลือกกินโน่นกินนี่ และหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทได้

แต่มีนักกีฬาบางคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องโภชนาการกีฬาดีนัก เลือกกินอาหารอย่างที่คนทั่วไปทำกันเพื่อรักษาหุ่น

หากนักกีฬาเข้าใจเรื่องโภชนาการแบบผิดๆ ก็จะส่งผลเสียอย่างมหาศาลต่อการเล่นกีฬา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...