โค้งสุดท้ายกับ 3 กองทุนลดหย่อนภาษี RMF / SSF / TESG หากเงินมีจำกัดจะเลือกอะไรดี
สัปดาห์สุดท้ายของการเลือกลงทุนในกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งหากยังลังเลว่าควรจะเลือกลงทุนอะไรก่อน K WEALTH Trainer โดยธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดคำแนะนำการลงทุนใน กองทุนลดหย่อนภาษี ทั้ง 3 กอง คือ RMF SSF และ TESG โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินจำกัด ควรจะเลือกลงทุนกองไหนดี ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
โดยกองทุนน้องใหม่ Thai ESG มีความแตกต่างกับ SSF และ RMF ใหญ่ๆ อยู่ 3 เรื่อง คือ
- ทางเลือกนโยบายการลงทุน - กองทุนกลุ่ม SSF/RMF นั้นมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายตั้งแต่ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือทองคำ ส่วนกองทุน Thai ESG ในปัจจุบันนั้น ยังมีทางเลือกจำกัด นั่นคือ ลงทุนได้เฉพาะหุ้น ESG ไทย และตราสารหนี้ไทยที่เข้าเกณฑ์ ESG เท่านั้น
- จำนวนเงินที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ - เงินลงทุนใน Thai ESG นำมาลดหย่อนได้ 30% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นสิทธิที่ใช้ได้เพิ่มเติมนอกเหนือจาก 500,000 บาทเดิม ทำให้สามารถนำเงินลงทุนมาใช้ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นรวมเป็น 600,000 บาท
- ระยะเวลาลงทุน - กองทุน Thai ESG ถือลงทุน 8 ปี นับแบบวันชนวัน สั้นกว่า SSF ที่ถือลงทุน 10 ปี
ทางเลือกลงทุนสำหรับกลุ่มที่มีงบจำกัด
โดยกลุ่มที่มีเงินไม่จำกัด อยากใช้สิทธิให้ครบ แนะนำเตรียมเงิน 600,000 บาท ซื้อทั้งกองทุน ThaiESG ให้ครบ 100,000 บาท และกองทุน SSF/RMF อีก 500,000 บาท
แต่สำหรับกลุ่มที่มีเงินจำกัด สามารถแบ่งได้ 3 กรณี
กรณีแรก อยากได้เงินคืนเร็ว ทาง K WEALTH Trainer แนะนำไว้ให้ซื้อกอง ThaiESG ก่อน ส่วนที่เหลือแบ่งเป็น 2 กรณีย่อย
กรณีอายุน้อยว่า 45 ปี แนะนำให้ซื้อ SSF ให้เต็มสิทธิก่อน ที่เหลือซื้อ RMF ให้ครบ
- กรณีอายุมากกว่า 45 ปี แนะนำให้ซื้อ RMF ให้เต็มสิทธิก่อน ที่เหลือซื้อ SSF ให้ครบ (หากซื้อ RMF ครบ 5 แสนบาทแล้ว จะไม่สามารถซื้อ SSF เพิ่มได้)
กรณีที่สอง อยากมีเงินใช้หลังเกษียณชัวร์ๆ K WEALTH Trainer แนะนำซื้อ RMF ให้เต็มก่อน หากเหลือให้ซื้อ SSF ให้เต็ม ตามด้วยกองทุนThaiESG
กรณีที่สาม “อยากได้เงินปันผลคืนระหว่างการถือครอง” แนะนำซื้อ SSF ให้เต็มสิทธิ เพราะมีการจ่ายปันผลระหว่างทาง หากเหลือจึงซื้อกอง ThaiESG ให้ครบ ตามด้วย RMF
https://www.kasikornbank.com/th/kwealth/Pages/a345-t4-hyb-tesg-taxsaving-fund-kgth.aspx