โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

พี่ใหญ่จะพาข้าไปผจญภัย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.48 น. • Katerose__
หลังพี่ใหญ่ฟื้นจากป่วยหนักก็ล่าสัตว์เป็น ทำอาหารเป็น หอมแก้มหมั่นโถวของข้าทุกวัน แถมยังหอบเงินและเสื้อผ้าขึ้นรถม้า บอกว่าจะพาข้าไปผจญภัย !

ข้อมูลเบื้องต้น

เฟินซีห่าวปกป้องชาวแคว้นที่ชายแดนหลายปี ถูกบิดาบังคับส่งไปค่ายทหารตั้งแต่สิบสามหนาว สัญญาจะดูแลน้องชายให้อย่างดี หลายปีที่ผ่านมาต้องพบเจอกับความยากลำบากกว่าจะเอาชนะศึก ไต่เต้าขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ได้ในวัยยี่สิบหก เพื่อกลับมาเจอน้องชายที่ป่านนี้คงโตเป็นหมั่นโถวอวบ ๆ แล้ว

ใครจะคิดว่าน้องชายเขาตายตั้งแต่หกหนาวแล้ว อยู่ที่จวนกลายเป็นที่รองมือรองเท้าของทุกคนในจวน กระทั่งบ่าวไพร่ยังทุบตีน้องชายตัวเล็ก ๆ ของเขาได้ บิดานอกจากไม่เหลียวแล ยังให้คนนำศพไปทิ้งในป่าให้สัตว์กิน ข้าต้องปกป้องคนทั้งแคว้น แต่จวนเฟินไม่มีปัญญาแม้แต่จะปกป้องเด็กตัวเล็ก ๆ

ซีห่าวคลุ้มคลั่งฆ่าล้างตระกูลเฟิน เผาจวนจนไหม้วอดทั้งหลัง ออกรบอย่างบ้าคลั่งจนชนะศึกใหญ่ของแคว้นมาได้อีกสองครา เส้นทางสุดท้ายที่เขาเลือกเดินคือการจบชีวิตลงอย่างตั้งใจในวัยสามสิบสอง หมายมั่นจะไปหาน้องชายที่ปรโลก

ใครจะคิดว่าเขาจะตื่นขึ้นมาตอนอายุสิบสามหนาวอีกครั้ง หมั่นโถวยังไม่นึ่งก้อนนี้กำลังกระโดดโหยงเหยงดีใจที่เขาตื่น น้องชายเขายังไม่ตาย ซีห่าวมีเวลาอีกหกเดือนก่อนบิดาจะมาจับไปค่ายทหาร เช่นนั้นชาตินี้เขาจะหาเงินให้ได้มาก ๆ แล้วพาน้องชายเขาหนีไปอยู่ที่อื่น

ซีซวนนั่งมองพี่ชายเก็บข้าวของตั้งแต่เช้า จากนั้นก็อุ้มเขาขึ้นหลัง ปิดประตูเรือนเก่าซอมซ่อแห่งนี้แล้วพาเขาเดินลัดเลาะไปตามทาง ในมือเล็ก ๆ มีถังหูลู่อยู่

“พี่ใหญ่จะพาข้าไปผจญภัยหรือขอรับ”

“ใช่ เจ้าอยากกินขนมเยอะ ๆ มิใช่หรือ พี่ใหญ่จะพาเจ้าท่องเที่ยวกินขนมทุกเมืองเลยดีหรือไม่” ซีห่าวอุ้มน้องชายขึ้นหลังเดินไปถึงรถม้า โยนห่อเงินที่เพิ่งไปรีดไถจากองค์รัชทายาทเข้าไป ขยับหีบเสื้อผ้า กระบุงอาหาร จากนั้นก็น้องชายตัวน้อย ไม่ลืมก้มลงหอมแก้มหมั่นโถวฟอดหนึ่งก่อนจะผละไปบังคับม้า

“คิกคิก ข้ารักพี่ใหญ่”

***

“อาซวนมาแต่งนิทานเร็ว พี่ใหญ่จะเขียนให้” ซีห่าวนั่งบนขอนไม้ใหญ่หยิบพู่กันจุ่มหมึกเตรียมพร้อมหลังเย็บกระดาษเป็นตำราเรียบร้อยแล้ว พร้อมจะเขียนนิทานเรื่องการผจญภัยของซวนซวนน้อยในเช้าวันนี้ เด็กน้อยรีบวิ่งไปหาพี่ชายอย่างเบิกบาน จากนั้นก็คิดเรื่องนิยายบทต่อไปที่เกิดขึ้นในวันนี้ทันที

“ซวนซวนตื่นเช้า ไปล้างหน้ากับพี่ใหญ่ เห็นปลา เห็นกุ้ง เห็นพี่ชายเฟยหรงให้รางวัลแก้มพี่สาว” ความไร้เดียงสาของเด็กเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะของผู้อื่น ซีห่าวหยุดเขียนหันไปจ้องพี่ชายตาเขม็ง ขอร่วมเดินทางกับเขาแล้วยังมากินเต้าหู้ภรรยาให้น้องชายเขาดูอีกหรือ ปล่อยเอาไว้มีแต่จะทำให้ดวงตาอาซวนแปดเปื้อน

“นี่ นี่ท่านกล้ากินเต้าหู้พระชายาต่อหน้าน้องชายข้าหรือ”

“ข้าเปล่า โอ้ย ๆ” ชางเฟยหรงแก้ตัวไปก็ยิ่งย่ำแย่ ไม่นานอดีตองค์รัชทายาทที่เพิ่งได้รับตำแหน่งจวิ้นอ๋องหมาด ๆ ก็ต้องวิ่งหนีฝ่าเท้าของซีห่าวเอาเป็นเอาตายทั้งที่ก่อนเดินทางออกจากเมืองมายังตาบอดอยู่เลย

ท่านแม่ที่ติดตามมากำลังกุมขมับเหนื่อยใจ ส่วนพระชายากำลังหน้าแดงเขินอาย เฟยหรงหันไปหาทหารก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้เพราะรู้ว่าฝีเท้าซีห่าวเก่งกาจเพียงใด จะมีก็แต่ซีซวนตัวน้อยที่วิ่งตามมา สงสัยจะห้ามพี่ชายเพราะเป็นห่วงข้า เด็กดี เจ้าปกป้องเกอเกอ

“พี่ใหญ่ ข้าช่วยเตะขอรับ ข้าอยากเตะก้นหรงเกอเกอนานแล้ว”

จวิ้นอ๋อง : ……… ข้าไม่น่ายัดเยียดตัวเองเดินทางมากับพวกเจ้าเลย!!

มาแล้ววว นิยายจีนโบราณค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นแนวย้อนกลับมาในอดีตของตัวละครหลัก และแนวเรื่องเป็นแนวสุขนิยม เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ออกเดินทางท่องเที่ยวของสองพี่น้อง อาจจะมีเรื่องให้ทำบ้างระหว่างทาง นักอ่านอ่านสบาย ๆ ได้เลยค่ะ แนวสุขนิยมใช้ชีวิตไปวัน ๆ ค่ะ และเนื้อหาไม่อิงประวัติศาตร์ ตัวละครไม่มีอยู่ในชีวิตจริง ราคาข้าวของไม่อิงประวัติศาสตร์ อิงนักเขียนผู้เดียวค่ะ

คำเตือนเนื้อหานิยายเรื่องนี้

ตอนพูดถึงอดีตในบทนำ จะมีการกล่าวถึงการฆาตรกรรมยกจวน เผาจวน การเอ่ยถึงการสูญเสียคนสำคัญ ตัวละครมีอาการป่วยทางจิตไม่ระบุโรค เป็นโรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย ในบทนำ

ตัวละครทั้งสองในเรื่องนี้จะยังไม่มีคนรักหรือแต่งงานค่ะ จะเป็นเรื่องราวของสองพี่น้องตอนเด็กและตอนโตค่ะ เรื่องการใช้ชีวิตกับน้องและการผจญภัยล้วน ๆ จะไม่มีตัวละครคู่รักของเด็ก ๆ เข้ามาค่ะ ส่วนภาคที่จะมีคู่นั้นจะเป็นเรื่องใหม่แยกค่ะ

ตัวละครหลักทั้งสองเป็นพี่น้องกันจริง ๆ อนาคตก็ยังเป็นพี่น้องค่ะไม่พัฒนาเป็นคู่รักกันแน่นอน

หน้าปก : F. monita

อีบุ๊คเล่มที่ 1 ตอนที่ 1-25 นะคะ

ประกาศ แคมเปญของเมบประจำวันที่ 4-23นี้ นิยายของไรต์เข้าร่วมทั้งหมด 9 เล่มนะคะ ใครสนใจเรื่องไหนอยู่ไปตามเก็บได้น้า

บทนำ

คำเตือนเนื้อหา มีการบรรยายถึงเลือด บรรยายถึงการฆาตกรรม เผาจวน การสูญเสียคนสำคัญในชีวิตตัวละครมีอาการป่วยทางจิตจากการสูญเสียน้องชาย ตัวละครมีอาการเช่นคนเป็นโรคซึมเศร้า และตัวละครมีการฆ่าตัวตาย

บรรยากาศยามเช้าหลังหน้าหนาวผ่านพ้นไปดูครึกครื้นไม่น้อย เมืองหลวงย่อมคราคร่ำไปด้วยผู้คน พ่อค้าและคุณหนูคุณชายทั้งหลายเดินผ่านไปมาเลือกซื้อของอย่างสบายใจ

สงครามใหญ่ของแคว้นผ่านไปสามครั้งแล้วแต่แคว้นชางสามารถเอาชนะข้าศึกจากรอบด้านทั้งแคว้นใหญ่และชนเผ่านอกได้โดยไม่มีชาวบ้านตกตายหรือถูกจับเป็นเชลยอีกเลย เพราะแคว้นของเรามีแม่ทัพไร้พ่าย นามว่าซีห่าว บุตรชายคนโตตระกูลเฟิน

“นั่นคือท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเรามิใช่หรือ”

“ใช่ รูปงามยิ่งนัก ข้าเห็นมาหลายปีว่าท่านแม่ทัพมักจะซื้อขนมให้เด็กตัวเล็ก ๆ กินอย่างใจดี วันนี้เข้าเมืองหลวงมาเพิ่งได้เจอกับตาตนเอง บุตรชายข้าได้ขนมราคาแพงตั้งสองกล่อง”

“ใช่แล้วน้องชาย เป็นแม่ทัพไร้พ่ายสร้างคุณงามความดีมากมายแต่วงศ์ตระกูล วันพรุ่งนี้ก็จะได้รับตำแหน่งท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นแล้วเสียดายที่ครอบครัวไม่มีบุญอยู่รอ หลังท่านแม่ทัพนำทัพออกไปรบครั้งที่สองตระกูลเฟินก็ถูกฆ่าและจวนถูกเผาวอดในคืนเดียว หากบิดาและฮูหยินของท่านแม่ทัพยังอยู่คงภูมิใจในตัวบุตรชายมากเป็นแน่”

ท่านลุงผู้หนึ่งได้ยินคนต่างถิ่นเอ่ยสนทนากันก็ยิ้มเข้าไปร่วมวงด้วย บอกเล่าเรื่องราวที่รู้มาด้วยความยินดี ข้าภูมิใจยิ่งนักที่ได้เกิดที่เมืองหลวง ได้รับรู้ความดีงามมากมายของท่านแม่ทัพใหญ่ผู้นี้มากกว่าผู้อื่น

“จริงหรือพี่ชาย เล่าให้พวกข้าฟังเป็นบุญหูสักหน่อยเถิด” คนงานแบกหามมีโอกาสได้เดินทางมาส่งของที่เมืองหลวงได้ยินก็ตาโต หันมองพี่ชายและท่านแม่ทัพสลับไปมาก็รีบขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเพื่อฟังเรื่องราวมากมายเอาไว้ไปเล่าให้ลูกหลานที่หมู่บ้านฟัง

“ฮ่าฮ่าฮ่า ได้สิ เช่นนั้นก็เริ่มตั้งแต่หลายสิบปีก่อนเลยก็แล้วกัน”

ผู้ถูกพูดถึงเมินเฉยไม่ได้ยินดียินร้ายที่มีคนนินทาระยะประชั้นชิดเช่นนี้ ร่างสูงเดินผ่านผู้คนและคำเยินยอด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ร่างกายกำยำสวมใส่ชุดปกติไร้เกราะหนักเช่นที่ชายแดน ยามก้าวเดินย่อมสบายกว่า ทว่าไม่ได้ลดความองอาจน่าเกรงขามของอีกฝ่ายลงเลย

ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลายากที่จะรับรู้ความนึกคิดภายใน ท่ามกลางผู้คนมากมาย ซีห่าวมองเห็นหลายครอบครัวเดินผ่านสายตาไป หลังยามหนาวยังมีไอเย็นอยู่แต่ละคนล้วนสวมใส่ชุดที่อบอุ่นเข้าคู่กันเป็นครอบครัว เห็นพี่น้องหลายบ้านกำลังหยอกล้อและออดอ้อนขอซื้อขนมอยู่ไม่ไกล มองดูแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นไม่น้อย

ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว

ท่านแม่ทัพในวัยสามสิบสองทว่าข้างกายไร้ภรรยาเพราะเพิ่งนำทัพกลับมาที่เมืองหลวงรอบที่สาม หญิงใดตระกูลใดล้วนแต่รอคอยวันมอบรางวัลพระราชทานต่อให้อีกฝ่ายจะอายุมากแล้วก็ตาม

พวกนางต่างก็คาดหวังเอาไว้ว่าท่านพ่อจะช่วยขอสมรสพระราชทานให้แก่พวกนางได้ บ้านไม่มีพ่อแม่สามีมิใช่ว่าเป็นบ้านที่น่าอยู่หรอกหรือ หากตระกูลของพวกนางได้รับการสนับสนุนเลื่อนขั้นอีกสักขั้นสองขั้นคงจะดีไม่น้อย

ทว่าซีห่าวไหนเลยจะสนใจหญิงใดที่ผ่านตา เมื่อก่อนเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่โต้ลมเช่นไรตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น ใบหน้าเรียบนิ่งหันมองเด็กอายุราวสิบหนาวเดินผ่านไปหลายคน ในแววตามีเศร้าหมองพาดผ่านครู่หนึ่งก่อนเลือนหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ไม่นานปากหยักก็เผยยิ้มบางก้มมองมือว่างเปล่าด้านขวาของตนเอง

“อาซวน วันนี้พี่ชายมีเงินมากมาย เจ้าไม่อยากกินขนมหรือ” เสียงทุ้มถามไถ่น้องชายตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม เบื้องหลังมีชายชราผู้หนึ่งเดินตามมา ดวงตาพร่ามัวตามอายุมองผู้เป็นนายด้วยความเศร้าหมองไม่แพ้กัน

แม้สายตาจะไม่ดีแล้วแต่ก็สามารถมองเห็นว่าข้างกายผู้เป็นนายไม่มีผู้ใด ท่านแม่ทัพมักอาการป่วยกำเริบเมื่อพบเจอเด็กที่อายุเท่ากับคุณชายน้อยที่จากไป

“นายท่านขอรับ”

“หึ เหตุใดจึงเงียบไป เจ้าไม่อยากกินหรือ น้ำตาลปั้นที่ชอบกิน หากไม่พูดพี่ชายจะไม่ซื้อให้” ซีห่าวมัวแต่คุยกับน้องชายขี้งอนของตนเองจนไม่ทันได้ฟังเสียงพ่อบ้านที่ดังอยู่ด้านหลัง ดูเอาเถิด พูดขนาดนี้น้องชายเขาก็ยังไม่ยอมเปิดปากเอ่ยสิ่งใด ทว่าใบหน้ากลับบูดบึ้งเง้างอนจนร่างสูงหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู

“นายท่าน ฝนตั้งเค้ามาแล้ว กลับกันเถิดขอรับ มิเช่นนั้นคุณชายน้อยจะป่วยไข้ได้”

“จริงด้วย น้องชายข้ามักป่วยไข้ยามผิวกายต้องฝน ยังคงเป็นหลี่กงกงที่ใส่ใจ เช่นนั้นกลับกันเถิดอาซวน” ซีห่าวหันไปชื่นชมพ่อบ้านชราที่อยู่กับตนเองมานับสิบปีแล้วด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะจูงน้องชายกลับไปที่รถม้ากลัวฝนจะตกก่อน

เบื้องหน้าเป็นเพียงภาพท่านแม่ทัพองอาจเดินผ่านผู้คน เดินผ่านคำสรรเสริญ ทำความดีความชอบทั้งหมดแก่ตระกูลเฟินจนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองได้จากขุนนางไร้หน้าที่ฝ่าบาทแทบไม่รู้จัก

คงเป็นบุญจากการอบรมสั่งสอนบุตรชายให้เติบใหญ่มีความสามารถหาผู้ใดได้เปรียบเช่นนี้ แม้ตระกูลวอดไปในกองเพลิงแล้วคุณความดียังคงเหลืออยู่ และทายาทคนเดียวของตระกูลก็กำลังจะกลายเป็นท่านแม่ทัพของแผ่นดินในวันพรุ่งนี้แล้ว

สมควรแล้ว สมควรแล้ว

พ่อบ้านชราวัยเจ็ดสิบเดินตามหลังผู้เป็นนายด้วยความขมขื่น อยากเอาผ้ายัดปากผู้คนหรือปิดหูคนตรงหน้าเอาไว้ไม่ต้องได้ยิน ทว่าเขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยนอกจากเดินตามหลังอีกฝ่ายเงียบ ๆ ไปจนถึงรถม้า

“หลี่กงกง เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่” ใบหน้าเคร่งขรึมหันกลับไปถามพ่อบ้านเหมือนกลัวทุกอย่างจะไม่เรียบร้อยก่อนคืนนี้ ได้ยินเช่นนั้นคนถูกถามก็มีสีหน้าหนักใจเผยออกมา

“นายท่าน”

“หลี่กงกง ท่านจะใจร้ายให้น้องชายข้ารอนานกว่านี้หรือ ไม่เจอกันตั้งนาน ข้าคิดถึงเขาจะแย่แล้ว”

“ข้าน้อยตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ” สุดท้ายพ่อบ้านหลี่ก็กลั้นใจเอ่ยออกมาจนได้ มือเหี่ยวย่นกำเอาไว้จนรู้สึกเจ็บ บางครั้งตาเฒ่าผู้นี้ก็อยากรับรู้ความเจ็บในใจของเจ้านาย ทว่าเขารู้ดี ต่อให้ตัดมือเขาออกไปก็ยังเจ็บไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของคนตรงหน้า

“ดี ไปกันเถิดอาซวน” พี่ชายมองเด็กน้อยปีนขึ้นรถม้าเองก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้เขาเหมือนกำลังรอคำชมว่าข้าเก่งหรือไม่ ผู้พี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเข้าไปในรถม้าตามน้องชาย ไม่ลืมคว้าเด็กน้อยมานั่งตักเช่นทุกวันพร้อมกับลูบผมเอ่ยชมที่ขึ้นรถม้าเองได้แล้ว

“ซีซวนตัวน้อยของพี่ชายเก่งมาก”

ท้องฟ้าหม่นแสงเมื่อล่วงเลยมาถึงยามเย็น ความมืดมิดเริ่มกลืนกินใต้หล้าเข้าสู่นิทรา พร้อมกับไอหนาวพัดไปตามลม เดิมจวนท่านแม่ทัพยามไร้เจ้านายก็เงียบเชียบ ทว่าตอนมีเจ้านายก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าใด

สาวใช้เรียงรายอาหารไว้บนโต๊ะก่อนจะเร้นหายไปเพื่อพักผ่อนที่เรือนบ่าวด้านหลังอย่างรู้ความ ที่แห่งนี้ไม่ต้องการคนรบกวนหลังยามวิกาล กระทั่งผู้สูงศักดิ์ก้าวเดินเข้ามาก็ไร้ข้ารับใช้รอต้อนรับ

จวิ้นอ๋องแห่งเมืองหลินก้าวไปตามทางเดินจนมาถึงเรือนหลัก ทุกอย่างดูอึมครึม มีของเล่นเด็กจัดวางอยู่ทุกที่ในจวนให้ความรู้สึกหดหู่ไม่น้อย ร่างสูงในวัยสามสิบห้าเดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่มีถ้วยข้าวอยู่สี่ถ้วย

เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว น้องชายของเขาผู้นี้ เจ็บปวดเจียนตายมาหลายปีแล้ว ทว่าตอนนี้กลับมีใบหน้าเบิกบานเล่าเรื่องตอนไปออกรบให้พื้นที่ว่างเปล่าฟังพร้อมหัวเราะขบขันระหว่างรอเขา เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ได้ทำให้พวกเขาดีใจเลยที่ได้ฟัง

“มาแล้วหรือ กินข้าวกันเถิด” มือหนารีบกวักเรียกคนมาช้าให้รีบมานั่งก่อนที่น้องชายเขาจะร้องโอดโอยปวดท้องเสียก่อน จวิ้นอ๋องพยักหน้าทักทายซีห่าวหันไปก้มศีรษะให้เก้าอี้ว่างเปล่าด้วยรอยยิ้ม

“ซวนซวนตัวน้อย ลุงขออภัยที่มาช้า” ใบหน้าที่มีแผลเป็นผ่าดวงตายิ้มอ่อนโยนให้พื้นที่ว่างเปล่า ตาที่มองเห็นเพียงหนึ่งข้างสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความสงสารจับใจ

“น้องข้าไม่ว่าอันใดท่านหรอก นั่งเร็ว หลี่กงกง”

“ขอรับ” ชายชราขยับนั่งลงเก้าอี้ว่างอีกที่ ไม่นานมื้อเย็นของพวกเราก็เริ่มขึ้นอย่างเรียบง่าย อาหารอร่อยเช่นเดิม ผู้คนเท่าเดิม แต่กลับเป็นมื้ออาหารที่ไม่อยากให้จบลง ทว่าเขาสองคนปลงได้หลายปีแล้ว

หลายปีที่เขาต้องทุกข์ทนล้วนมีเขาและหลี่กงกงมองอยู่ตลอด มองจนเข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงมีกำลังใจในการจับดาบปกป้องแคว้น

เพราะไม่รู้ว่าความจริงแล้วศพน้องชายถูกสัตว์กินหรือไหลไปตามน้ำ เช่นนั้นต้องปกป้องแคว้นเพื่อปกป้องกระดูก และปกป้องเขาและหลี่กงกง หลังจากนั้นจะขอออกไปตามหาน้องชายในปรโลก

และวันนี้ก็มาถึงแล้ว

ยามห้าย (21:00-22:59) ก็ถึงเวลาอันสมควร ทั้งสามนั่งอยู่บนเตียงใหญ่ รอบห้องเต็มไปด้วยของเล่นเด็กที่ซีห่าวทำเองตลอดเวลาที่อยู่ชายแดน บนเตียงเป็นผ้าห่มที่อีกฝ่ายปักส่งมาให้น้องชาย พบว่ามันไปอยู่ในห้องบ่าวคนหนึ่งตอนเขาค้นเรือน

ตรงหน้าเป็นโต๊ะไม้มีไหสุราตั้งอยู่ ร่ำสุราดีก่อนหลับผัน อวยพรให้ตนเองพานพบความต้องการเดียวในชีวิต มึนเมาแล้วจากลาไปอย่างเบิกบาน

“อวยพรให้ข้าได้หรือไม่” ในที่สุดซีห่าวก็หยุดคุยกับน้องชายหันมาคุยกับสองคนตรงหน้าแทน คนหนึ่งคือหลี่กงกงที่เขาเจอตอนไปรบ อีกฝ่ายไร้ญาติมิตร จึงกลายเป็นคนข้างกายของเขานับแต่นั้น อีกไม่นานจะกลายเป็นหลี่กงกงแห่งจวนอ๋องแล้วเมื่อไร้เจ้านาย

ส่วนอีกคนคือจวิ้นอ๋องนามเฟยหรงแซ่ชาง พระอนุชาของฝ่าบาทที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้ไม่ให้พิกลพิการไปมากกว่านี้ เมื่องานล่าสัตว์หลายปีก่อนตั้งแต่ยังเป็นองค์รัชทายาทถูกลอบสังหาร เสียดวงตาไปหนึ่งข้าง เสียมือไปหนึ่งข้าง และเสียตำแหน่งองค์รัชทายาท ถูกมอบยศจวิ้นอ๋องไปอยู่ที่ชายแดนตั้งแต่บิดายังไม่สิ้นใจ

เมื่อพานพบกันเขาจึงมีโอกาสได้ช่วยอีกฝ่ายแก้ปัญหามากมายในเมืองที่ดูแลอยู่ และเป็นพี่ชายผู้นี้ที่ช่วยเหลือเขาจนขึ้นเป็นท่านแม่ทัพได้ เราสองคนเหมือนพี่น้องร่วมสาบาน วันนี้ย่อมเรียนเชิญมาส่งเขาไปหาน้องชาย เสียดายที่พี่สะใภ้และท่านป้าสิ้นใจไปก่อนเพราะถูกพิษ ไม่เช่นนั้นคงได้เล่นกับน้องชายเขาบ่อย ๆ

ใบหน้าคมคายของบุรุษวัยเลขสามจ้องมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มมีความสุข ไม่นานผู้พี่ก็ยกจอกสุราขึ้นอวยพรเขา ชางเฟยหรงหลับตาครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองซีห่าว เปล่งคำอวยพรหนักแน่นออกมาท่ามกลางความเงียบ

“ข้าขอให้เจ้าได้เจอกับน้องชายอย่างที่หวังเอาไว้”

“บ่าวขอให้นายท่านมีความสุขและได้พานพบคุณชายน้อยขอรับ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ยังคงเป็นท่านและหลี่กงกงที่เข้าใจข้า” เหล้าจอกหนึ่งยกขึ้นเพื่อชนกัน ทั้งสองกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากยกจอกสุราชนกับอีกฝ่ายเบา ๆ สุราดีจอกแล้วจอกเล่าไหลลงคอไป มึนเมาเล็กน้อย แต่ความเจ็บปวดในใจยังคงอยู่

ไม่รู้ตั้งแต่ยามใดที่จอกสุรากลายเป็นถ้วยยาสีดำ

ซีห่าวมองสองคนตรงหน้าอีกครั้ง จดจำเอาไว้ในใจ หากชาติหน้ามีวาสนาคงได้พานพบกันอีกสักครา ถ้วยยาสีดำถูกกรอกลงคอจนหมดอย่างไม่ลังเล ชาตินี้สิ้นสุดวาสนาแล้ว

พ่อบ้านหลี่เอื้อมมือสั่นเทามารับมันกลับไปทั้งน้ำตา จากนั้นท่านแม่ทัพไร้พ่ายที่ผู้คนเยินยอก็ค่อย ๆ นอนลงไปบนเตียง อีกเกือบหนึ่งเค่อจึงจะหลับ ระหว่างนี้ในหัวซีห่าวพลันคิดไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

ซีห่าวถูกท่านพ่อสั่งให้เข้าไปฝึกที่ค่ายทหารตอนอายุสิบสามหนาว หากสามารถไต่เต้าเป็นแม่ทัพได้จะมอบอิสระและสินเดิมมารดาให้ทั้งหมด ส่วนน้องชายคนเล็กคนนั้นจะดูแลให้อย่างดี ไม่ใช่ข้อเสนอ แต่เป็นคำสั่ง

เด็กสิบสามหนาวถูกพาไปฝึกในค่ายทหารอยู่สามปี จากนั้นก็ติดตามท่านแม่ทัพไปชายแดน ระหว่างนั้นมีจดหมายลายมือยึกยือส่งไปหาตลอด พอคลายความคิดถึงน้องชายได้บ้างเล็กน้อย ชายแดนลุกเป็นไฟอยู่หลายปี หลับไม่เคยสนิท กินไม่เคยอิ่ม ก็ยังมีจดหมายของซีซวนที่เก็บไว้อ่าน

กระทั่งเขาอายุยี่สิบสามปีจึงสามารถไต่เต้าเป็นแม่ทัพพาทหารเพียงแปดหมื่นนายชนะศึกมาได้ ปกป้องชาวเมืองหลายล้านคน จากนั้นสู้กับชนเฝ่านอกด่านอีกสามปีจึงเดินทางกลับเมืองหลวง ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อจะได้กลับมาหาคนผู้หนึ่งโดยที่ยังมีชีวิตอยู่

น้องชายตัวน้อยของเขา ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มแล้ว

ท่ามกลางชาวเมืองชางที่กำลังเฉลิมฉลองกับชัยชนะที่ท่านแม่ทัพมอบให้ เขากลับต้องพบเจอเรื่องที่เหมือนฟ้าถล่มลงตรงหน้า แม่ใหญ่เอ่ยบอกด้วยท่าทีไม่แยแสว่าซีซวนตายไปแล้วเพราะซุกซนจนตกน้ำ แม้ศพก็ไหลไปตามน้ำหาไม่เจอ ไม่ได้ค้นหาศพของน้องชายเขาฝังไว้ที่สุสานของตระกูล

พอสืบหาความจริงกลับพบว่าไม่ใช่ น้องชายเขาตายเพราะวิ่งหนีดาบของน้องรองจนตกน้ำตาย ที่ผ่านมาอาซวนเป็นที่รองมือรองเท้าของพี่น้องและอนุในจวนตลอด กระทั่งบ่าวในจวนก็สามารถทุบตีน้องชายตัวน้อยของเขาจนตัวช้ำได้โดยที่บิดาและแม่ใหญ่ไม่แลมองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซ้ำยังเคยใช้เท้าถีบน้องชายเขาให้ไปร้องไห้ไกล ๆ

น้องชายเขาตายไปแล้ว

เด็กตัวเล็ก ๆ ที่เขาเฝ้าทะนุถนอม ถูกคนทั้งจวนทรมานจนตายไปแล้ว

ชั่วข้ามคืนตระกูลเฟินก็ลุกเป็นไฟ ดาบที่ใช้ฆ่าฟันข้าศึกถูกใช้ตัดหัวบ่าวทุกคนในจวนอย่างไร้ปราณี อ้อนวอนขอความเมตตาจากข้า แล้วเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างน้องชายข้าพวกเขาปราณีหรือไม่ หากไม่ ข้าก็ไม่ปราณีเช่นกัน

เลือดแดงฉานอาบย้อมจวนจนมีกลิ่นคาวน่าอาเจียน เรือนด้านหลังถูกเพลิงเผาไหม้เหลือเพียงเรือนหลักที่มีเจ้านายทั้งหลายรวมตัวกันอยู่ที่นี่

บิดาที่รักของเขา ภรรยาทั้งหลายที่มีอยู่เต็มเรือน คุณชายรองผู้สืบทอดตระกูล และน้องสาวที่ไม่เคยเห็นเขาเป็นพี่ชาย

รางวัลพระราชทานจากการชนะศึกที่ฝ่าบาทส่งมาที่จวนเหมือนจะมากกว่าเงินที่น้องรองและบิดาหาได้นับร้อยเท่า บิดาซื้อเรือนใหม่ ได้เลื่อนขั้นมาสามขั้น น้องสาวแต่งออกก็มีสินเดิมเพิ่มขึ้นหลายรถม้า อนุทั้งหลายมีเครื่องประดับราคาแพง

ไม่ต้องเอ่ยถึงบิดา แม่ใหญ่และน้องรองเลย จวนเฟินร่ำรวยขึ้นมานับร้อยเท่าภายในสองสามปีนี้จากความลำบากลำบนของเขา

สุขสบายเพราะเขา แต่เด็กคนหนึ่งกลับไม่มีปัญญามอบความเมตตาให้ สัตว์เดรัจฉานยังสูงส่งกว่าพวกเจ้า

ปลายดาบทิ้งลงพื้นขณะก้าวเดิน เกิดเสียงน่าหวาดกลัวจนคนฟังสั่นสะท้าน เลือดหยดไปตามทาง บนร่างกายของบุตรชายคนโตที่เป็นหน้าเป็นตาของตระกูลเฟินมาหลายปีในตอนนี้อาบย้อมไปด้วยเลือดของทุกคนในจวนแทน

“บิดา ศพน้องชายข้าอยู่ที่ใดหรือ” น้ำเสียงที่เอ่ยถามอ่อนโยนคล้ายไม่โกรธเกรี้ยว ทว่าความจริงแล้วซีห่าวไถ่ถามด้วยความเหม่อลอย จ้องมองบิดาที่ไม่เคยรักมารดาของเขาเลย พอมารดาตายก็ไล่เขากับบุตรชายของอนุผู้หนึ่งไปที่เรือนท้ายจวนพร้อมกัน แต่งตั้งฮูหยินรองขึ้นเป็นฮูหยินเอกหลังจากพ้นช่วงไว้ทุกข์เพียงไม่กี่วัน

ที่จริงแล้ววันนี้ต้องเป็นวันที่มีความสุขมิใช่หรือ เขาทำสำเร็จ เขาและน้องชายจะเป็นอิสระ ต่อให้ในจวนจะเป็นตายร้ายดีหรือรักใครนับถือใครล้วนไม่น่าสนใจ ซีห่าวรอวันนี้มาหลายปี เขาจะได้สินเดิมของมารดาคืนและพาน้องชายไปอยู่ที่อื่นได้ เหตุใดจึงทำน้องชายเขาตาย

“เจ้าใหญ่ คือ คือ เพราะเด็กคนนั้นตกตายไม่เป็นมงคล จึงไม่ได้ฝังศพไว้กับคนอื่น ๆ รวมทั้งมารดาของเขาเป็นนางโลม คนอื่น ๆ จึงกลัวว่าความจริงแล้วเขาจะไม่ใช่ลูกของพ่อ เจ้าเข้าใจพ่อหรือไม่ลูกรัก” นายท่านเฟินเอ่ยตอบบุตรชายตัวน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่แทบจะยกมือไหว้ขอชีวิตอยู่แล้ว

เขาแทบจำเรื่องราวไม่ได้แล้วว่ามันตายเมื่อใด ตายอย่างไรและภรรยาทำอย่างไรกับศพของเด็กคนนั้น มาวันนี้ถูกบุตรชายคาดคั้นเอาคำตอบเขาจะหาคำตอบจากที่ใด มันชื่ออะไรเขายังจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

“แล้วบิดาทำเช่นไรกับน้องชายข้าหรือ” น้ำเสียงเอ่ยยานเช่นเดิม ทว่าสายตาเหม่อลอยค่อย ๆ ก้มมองบิดาช้า ๆ

“คือ ข้าให้บ่าวนำไปโยนไว้กลางป่า”

//ฉึก//

“กรี๊ดด!!”

ฮูหยินเอกรั่วซีที่กอดสามีอยู่หวีดร้องอย่างคนเสียสติรีบถอยออกไปจากร่างไร้ศีรษะ เลือดสีแดงฉานพุ่งกระจายจนเปรอะเปื้อนชุดราคาแพงของนางจนไม่น่าดู ซีห่าวเมินเฉินต่อสีหน้าหวาดกลัวของแม่ใหญ่ ดวงตาแดงก่ำมองศีรษะบิดาที่กำลังกลิ้งไปหาน้องชายคนรองอย่างเดือดดาน

คำตอบเมื่อครู่ทำเอาร่างกายเกร็งมือสั่น คิดว่าตนเองเจ็บปวดมากเท่าที่จะเจ็บปวดได้แล้ว ก็ยังคงมีเรื่องให้เขาเจ็บปวดได้มากกว่านี้ แล้วน้องชายเขาเล่า ตอนนั้นจะเจ็บปวดมากเพียงใด

“พี่ใหญ่ ท่านบ้าไปแล้ว” ฮ่าวหยูเอ่ยเสียงสั่น ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะเกิดบ้าอะไรขึ้นมาจึงทำเรื่องโง่งมเช่นนี้ บิดาของพวกเราคือขุนนางขั้นสอง ท่านตาของเขาคือขุนนางขั้นหนึ่ง และท่านป้าของเขาคือไทเฮา ลูกพี่ลูกน้องของเขาคือฮ่องเต้ ทั้งอีกไม่นานเขาผู้นี้กำลังจะเป็นผู้นำตระกูลเฟินคนต่อไปแล้ว เหตุใดจึงทำเรื่องโง่งมเช่นนี้กัน

“เงินที่ข้าส่งมาให้น้องชาย ไม่ถึงมือเขาเช่นนั้นหรือ ของเล่นไม้มากมายก็ไม่ถึง จดหมายลายมือยึกยือที่ส่งมาหาข้าทุกสามเดือน ไม่ใช่น้องชายข้าเช่นนั้นหรือ”

“พี่ใหญ่” ฮ่าวหยูไม่กล้าตอบออกไปว่าเป็นลายมือของสาวใช้ที่เขียนหนังสือไม่เป็นเขียนให้ทุกฉบับ ของเล่นไร้ค่าพวกนั้นเขาแทบไม่เคยใส่ใจ มีเพียงเงินและของพระราชทานเท่านั้นที่เขาและท่านแม่เก็บเอาไว้ เรื่องนี้เขาเป็นคนยุยงท่านพ่อเอง ทุกอย่างเป็นเขาและท่านแม่ที่จัดการทั้งหมดโดยมีท่านตาคอยชี้แนะ แต่ผู้ใดจะกล้าเอ่ยปาก

“น้องชายข้าบอกว่าตนเองสบายดี ทั้ง ๆ ที่แม้แต่ศพก็ถูกสัตว์รุมกินหรือ พวกเจ้าใจร้ายกับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งมากเกินไปแล้ว รู้หรือไม่ว่าชายแดนยากลำบากเพียงใด ข้าต้องปกป้องชาวแคว้นด้วยความยากลำบากเพียงใด เหตุใดคนทั้งตระกูลจึงปกป้องเด็กคนเดียวให้ข้าไม่ได้”

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ พี่ใหญ่”

//ฉึก//

“กรี๊ด แกมันบ้าไปแล้ว ไอ้ชาติชั่ว ไทเฮาจะต้องรู้เรื่องนี้แล้วประหารแก ลูกแม่ ลูกแม่ ช่วยด้วย” ฮูหยินเอกแทบเสียสติยามศีรษะของบุตรชายคนเดียวของนางหล่นจากบ่า กระทั่งอนุคนอื่น ๆ ก็ฉี่ราดไปแล้วด้วยความกลัว

นึกดีใจที่บุตรสาวของพวกนางบางคนแต่งออกไปแล้ว ปากนึกอย่างจะโยนความผิดให้ฮูหยินใหญ่เพื่อหาทางรอดก็ทำไม่ได้ ในเมื่อมีคนสารภาพออกมาหมดแล้วว่าทำสิ่งใดกับเด็กคนนั้นบ้าง ใครตีที่ใด ใครตีเยอะที่สุด กระทั่งใครร่วมมือกันวางยาพิษอดีตฮูหยินเอก คุณชายใหญ่ย่อมได้ยินหมดแล้ว

ซีห่าวไม่ยี่หระคำขู่พวกนั้น พวกเจ้าตายแล้วอย่างไร ไทเฮาจะฆ่าเขาไปอีกคนแล้วอย่างไร ใบหน้าแดงก่ำวาดยิ้มน่ากลัวก่อนจะยกดาบขึ้นมา จ้องมองทุกคนแล้วหัวเราะเหมือนคนเสียสติ

“เช่นนั้นก็ตายพร้อมกันเลยเถิด”

ตระกูลเฟินถูกไฟไหม้วอดทั้งจวนในชั่วข้ามคืน ทุกคนในจวนไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ซีห่าวเดิมทีเขาออกนอกเมืองเพื่อทำศึกแล้วจึงมีแต่ผู้คนสงสารที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ ท่านแม่ทัพของพวกเราเหตุใดจึงมีชะตาอาภัพจนน่าเวทนา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก่อนหลับตาล้วนเต็มไปด้วยความคิดถึง ห้วงฝันคือภาพน้องชายตัวน้อยถูกทำร้ายจนตายที่เขาสร้างมันขึ้นมาหลอกหลอนตนเอง ลืมตาตื่นมาพบกับความจริงเดิมซ้ำ ๆ ว่าน้องชายเขาตายแล้วจนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีก ซีห่าวใช้ชีวิตดั่งคนไร้ชีวิต คล้ายตกตายตามน้องชายไปตั้งนานแล้วตลอดจนสงครามใหญ่ครั้งที่สามของแคว้นจบลง

เรื่องราวมากมายหลั่งไหลเข้ามาให้นึกถึง นานยิ่งนักจึงจะได้ดื่มยาขมถ้วยนั้น เพราะกลัวจวิ้นอ๋องต้องลำบากหากมีข้าศึกบุกรวมถึงเรื่องในเมืองหลวง ตอนนี้เมืองหลินแยกตัวปกครองตนเองสำเร็จแล้ว ในเมืองนั้นเดิมทีมีทหารของเขานับห้าหมื่นนายที่ค่อย ๆ สอดเข้าไปตั้งแต่หกปีก่อน

และตอนนี้เมืองหลินมีทหารกว่าหกแสนนายภายในเวลาไม่กี่ปี ทั้งคนในเมืองหลวงก็ไม่คิดจะไปยึดคืนเพราะเข้าใจว่าเมืองหลินยังคงแร้นแค้นอยู่ ปล่อยจวิ้นอ๋องพิการได้ดูแลไปเถิด และตอนนี้ทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้ว

ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร วันนี้ก็ไม่ช้าไม่เร็ว

เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งเพราะยาขมที่ดื่มไป ทว่าปากหยักกลับวาดยิ้มงดงามมีความสุข สายตาเริ่มพร่ามัวมองเด็กดื้อไม่ค่อยชัดเท่าใดแล้ว

ยามค่ำคืนที่มีแสงดาวระยิบระยับประดับความมืดมิด ทั่วทั้งเมืองดับแสงลง เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน หลับฝันก่อนตื่นมาใช้ชีวิตในวันต่อไป เขาเองก็ต้องหลับใหลแล้วเช่นกัน แตกต่างเพียงเขานั้นไม่ต้องการตื่นขึ้นมาอีกครา

“เกอเกอ หลี่กงกง ข้าต้องไปแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ไม่นานทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบ จวิ้นอ๋องผินหน้าออกไปไม่อยากมอง ได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ของหลี่กงกงดังอยู่เช่นนั้น สุดท้ายใบหน้าเศร้าหมองก็หันกลับไปมองคนบนเตียงช้า ๆ เงียบไปแล้ว หลับใหลไปชั่วกัปกัลป์

มือสั่นเทาที่มีเพียงข้างหนึ่งเอื้อมจับผ้าห่มปักลายยึกยือค่อย ๆ กางออกห่มให้น้องชายด้วยความทะนุถนอม เป็นผ้าห่มที่เขาปักเองกับมือ แม้จะไม่สวยเช่นพระชายาปักให้แต่เขามั่นใจว่าน้องชายผู้นี้จะต้องไม่หนาว

“พี่ชายกับหลี่กงกงขอให้เจ้าฝันดีนะ”

นิยายสุขนิยมค่ะ

ทักทายคุณนักอ่านทุกคนค่ะ เจอกันอีกแล้วกับนิยายจีนโบราณ เรื่องนี้เป็นนิยายสุขนิยมเหมือนโจวเฟิ่งเจี๋ยเลย การใช้ชีวิตของสองพี่น้อง มีพาร์ทอยู่ท้ายจวน พาร์ทการเดินทางท่องเที่ยว และพาร์ทกลับมาเมืองหลวงค่ะ

บทที่ 1 ได้เจอน้องชายแล้ว

แคว้นชางสงบร่มเย็น ภัยพิบัติต่าง ๆ แทบไม่เคยย่างกายเข้ามาในนี้ สามแคว้นไร้สงคราม ผู้คนจึงได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข พืชพรรณล้วนเก็บเกี่ยวได้มากตามที่คาดหวังเอาไว้ สิ้นยามหนาวไปได้อย่างราบรื่น ไม่มีผู้คนอดอยากล้มตายให้ได้เห็นมากเช่นที่แคว้นอื่น

เมืองหลวงยามเช้าอากาศดียิ่งนัก ผู้คนลืมตาตื่นเพื่อออกไปใช้ชีวิตอย่างเบิกบาน ตลอดเส้นทางเริ่มมีเสียงม้าวิ่งกรุบกรับแล้ว หลังจวนตระกูลเฟินถัดไปทางขวามือไม่ถึงร้อยก้าว มีบ้านทรุดโทรมหลังหนึ่งตั้งอยู่ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็ก ๆ ภายในมีข้าวของแทบนับนิ้วได้

ในบ้านมีคนอยู่สองคน หนึ่งคือบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลเฟิน นามเฟินซีห่าว ผู้ให้กำเนิดคืออดีตฮูหยินเอกที่เสียชีวิตไป ส่วนอีกหนึ่งคนนั้นคือบุตรชายคนเล็กของผู้นำตระกูลเฟิน นามว่าเฟินซีซวน เป็นบุตรชายของอนุผู้หนึ่ง นางคลอดบุตรแล้วสิ้นใจไป ไม่นานสองคนนี้ก็ถูกคนในจวนไล่มาอยู่ที่นี่ เงินสักอีแปะ ข้าวสักเม็ดก็ไม่มีให้นับแต่นั้น

ยามเช้าล่วงเลยมาถึงแล้ว ภายในห้องนอนโล่ง ๆ บุรุษอายุสิบสามหนาวกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงพัง ๆ ตั้งแต่เมื่อวาน เสื้อผ้าเก่าขาดเผยให้เห็นร่างกายผ่ายผอม ทั้งตอนนี้ยังป่วยไข้มาหลายวันแล้วจนหลับใหลไปตั้งแต่เมื่อวาน โดยที่ผู้ร่วมอาศัยไม่ได้เอะใจเพราะคิดว่าผู้พี่เพียงง่วงจึงนอน

“พี่ใหญ่ ข้าหิวแล้วขอรับ” ซีซวนวัยสามหนาวเปิดหน้าต่างรับแสงเสร็จก็ปีนขึ้นเตียงไปหาพี่ชาย เด็กน้อยนั่งจ้องพี่ชายอยู่นานแล้ว ปลุกเท่าใดก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นสักนิด ใบหน้าบูดบึ้งลูบท้องตนเองไปมาอย่างหิวโหย

ซวนซวนน้อยฟุบหน้าลงกับอกพี่ใหญ่อยากร้องไห้ มือกุมท้องตนเองเอาไว้เอ่ยเรียกพี่ใหญ่แผ่วเบา ทว่าไม่นานก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่ออกมาจากร่างกายของพี่ชาย

“หรือพี่ใหญ่จะป่วย” พี่ใหญ่ตัวร้อนจริง ๆ ด้วย คิดได้ดังนั้นก็วิ่งออกจากห้องนอนไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมผ้าชุบน้ำผืนหนึ่งวางแปะลงบนหน้าพี่ชาย เขาเคยเห็นพี่ใหญ่เช็ดตัวให้เช่นนี้ แม้จะแตกต่างอยู่เล็กน้อยแต่ช่างเถอะ

ผ้าเปียก ๆ ถูกเช็ดถูไปตามใบหน้าลงมายังคอจนเสื้อที่สวมใส่อยู่เปียกชุ่ม ไม่นานคนหลับใหลก็ค่อย ๆ ขยับ และไม่นานก็ลืมตาตื่นในที่สุด มือผอมแห้งยกขึ้นมานวดขมับตนเองเบา ๆ เพราะความหนักอึ้งในหัว

“อืม”

“พี่ใหญ่ ข้ายังเช็ดตัวไม่ทั่วท่านก็หายป่วยแล้วเช่นนั้นหรือ” เด็กน้อยลุกขึ้นกระโดดโหยงเหยงอย่างดีอกดีใจเมื่อเห็นพี่ชายรู้สึกตัวแล้ว ผ้าในมือถูกสะบัดไปมาเหมือนสายฝนรดร่างกายคนนอนอยู่จนเปียกชุ่มมากกว่าเดิม

ศีรษะหนักอึ้งยากจะลืมตาตื่นได้ในทันที ตาคมเปิดขึ้นหันมองรอบข้างอย่างงุนงง กระพริบตาคราใดก็ยังอยู่ที่เดิมมิใช่ปรโลก เขาตายแล้วมิใช่หรือ เหตุใดที่นี่จึงคุ้นตายิ่งนัก

ห้องเก่า ๆ คุ้นตาถูกมองสำรวจไปเรื่อย ๆ หัวใจเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่ จนกระทั่งหยุดมองเด็กที่กำลังกระโดดดีใจตรงหน้า ซีห่าวก็ลุกพรวดมองน้องชายตาโต นี่ นี่มิใช่น้องชายตัวน้อยของเขาหรอกหรือ

มือสั่นเทาเอื้อมจับใบหน้ากลม ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา สัมผัสได้ น้องชายของเขายามนี้มีตัวตนอยู่ตรงหน้า นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อหลังความตายอันใดกัน

“ซวนซวนหรือ ซวนซวนของข้าจริง ๆ ด้วย” มือผอมแห้งคว้าเด็กน้อยเข้ามากอดตัวสั่น น้ำตามากมายหลั่งไหลออกมาอย่างไม่รู้จักอาย กกกอดน้องชายเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเหมือนกลัวจะเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง ตายแล้วย้อนกลับมาเกิดใหม่ กระทั่งเขาเองก็ไม่เชื่อ เช่นนั้นก็ขอกอดน้องชายนาน ๆ ก่อนเดินทางสู่ปรโลกได้หรือไม่

เด็กน้อยยอมให้พี่ชายกอดนิ่ง ๆ ด้วยความงุนงง มือยังกำผ้าเช็ดตัวไม่ยอมปล่อย พอยกขึ้นมากอดตอบแผ่นหลังพี่ใหญ่ก็เปียกไปทั้งตัวพอดิบพอดี เพียงเช็ดตัวก็ได้รับคำขอบคุณมากมายเพียงนี้ พี่ใหญ่ถึงกับร้องไห้ออกมาเชียวหรือ

“ฮึก เจ้าจริง ๆ ด้วย” ซีห่าวมือสั่น กอดน้องชายเอาไว้ไม่กล้าปล่อย เขาร้องไห้จนซีซวนตัวน้อยรู้สึกสงสารพี่ชาย มือเล็กลูบไหล่พี่ใหญ่เบา ๆ ให้ความอบอุ่นส่งผ่านจนซีซวนเริ่มรู้สึกตัวว่าผละออกมองหน้าน้องชาย

ไม่นานแก้มเล็ก ๆ ก็ถูกหอมฟอดใหญ่ ซีซวนถูกหอมก็ยิ้มเบิกบาน แต่น้ำตาพี่ใหญ่เปรอะเปื้อนหน้าข้าหมดแล้ว ไม่รู้ว่ามีน้ำมูกอยู่หรือไม่ ว่าแล้วก็ซุกหน้าเช็ดแก้มกับเสื้อพี่ใหญ่ไปหนึ่งทีแล้วค่อยหันมองพี่ชาย

“พี่ใหญ่ ข้าก็ดีใจที่พี่ใหญ่หายป่วยนะขอรับ” คำพูดของน้องชายเรียกสติเขากลับคืนมา ใบหน้าแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำมาหันมองรอบห้อง ยังเป็นบ้านหลังเดิม ใช่จริง ๆ นี่คือบ้านหลังจวนเฟินที่เขากับซวนซวนอาศัยอยู่ ซีห่าวเป็นคนไม่ค่อยป่วยไข้ แต่เคยป่วยหนึ่งครั้งหลังผ่านพ้นหน้าหนาวตอนอายุสิบสามหนาว

เขาไปค่ายทหารตอนสิบสามหนาวนี่

“ว่าแต่หิมะหยุดตกนานหรือยังอาซวน”

“พี่ใหญ่เคยบอกข้าว่าเจ็ดวันขอรับ” ซวนซวนจำไม่ได้ แต่จำได้ว่าพี่ใหญ่บอกเอาไว้อย่างนี้ ซีห่าวได้ยินก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ เจ็ดวัน ตอนนี้คงผ่านมาสิบกว่าวันแล้ว เช่นนั้นก็เพิ่งสิ้นสุดฤดูหนาว เหลือเวลาอีกกว่าหกเดือนท่านพ่อจึงจะสั่งให้เขาไปฝึกทหาร

ใบหน้าแดงก่ำถอนหายใจอย่างโล่งอก ยกแขนเสื้อมาเช็ดน้ำตาด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เขาย้อนกลับมาจริง ๆ เช่นนั้นหรือ ทั้งยังมีเวลาอีกตั้งหกเดือนในการเตรียมตัว ดีจริง ๆ หกเดือนเพียงพอแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

เช่นนั้นเขาจะเปลี่ยนแปลงอนาคตเอง แม้ใจจะอยากพาน้องชายหนีตั้งแต่วันนี้แต่มองดูสภาพตนเองแล้วคงทำไม่ได้ ทั้งเหนือใต้ทางออกของเมืองหลวงมีหุบเขาฝาแฝดที่เป็นแหล่งกบดานของโจรป่ากลุ่มใหญ่อยู่ เขาไม่สามารถพาน้องไปตอนนี้ได้ ต้องมีเงินและผู้คุ้มกันเสียก่อน

“พี่ใหญ่ ข้าเช็ดตัวให้ท่าน เก่งหรือไม่ขอรับ” เสียงเล็ก ๆ เรียกสติพี่ชายอีกครั้ง ผู้พี่มองน้องชายยืดอกอย่างภูมิใจในตนเองจนน่ามันเขี้ยว ตาคมก้มมองเสื้อผ้าและใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ กระทั่งเตียงไม้ก็เปียกเป็นวงกว้าง

“อ้อ ขอบคุณที่อาบน้ำให้พี่ใหญ่”

“ข้าเช็ดตัวให้ท่านต่างหาก” เด็กน้อยรีบเอ่ยแย้ง แก้มพองขึ้นจนพี่ชายหัวเราะขบขัน ใบหน้าพองลมเช่นนี้นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้เห็น

“ฮะฮะ เป็นเช่นนั้น พี่ใหญ่พูดผิดไป เจ้าหิวหรือยัง”

“ข้าหิวแล้วขอรับ” เขาหิวจนท้องบ่นบุบบับอยากกินอาหารแล้ว ร่างสูงเห็นดังนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้คงสายมากแล้ว

“เช่นนั้นล้างหน้าเสร็จพี่ใหญ่จะรีบไปทำอาหารให้” พูดจบก็อุ้มกระเตงน้องชายวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเบิกบาน ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มตั้งแต่ลืมตาตื่น เป็นเช้าที่ดีที่สุดในชีวิต เป็นเช้าวันแรกที่เขาดีใจที่ได้ตื่นมา เด็กน้อยถูกพี่ชายล้างหน้าล้างตาให้เช่นเมื่อก่อน พอไม่ได้ทำนานก็เงอะงะอยู่บ้าง ทว่าก็ผ่านไปได้ด้วยดี

“ไปทำอาหารกันเถิดน้องรัก” อาซวนถูกอุ้มเข้ามาในครัว กระทั่งพี่ใหญ่นั่งลงบนตั่งเล็กยังไม่ยอมปล่อยเขา เด็กน้อยถูกอุ้มมานั่งตักขณะพี่ชายกำลังก่อไฟ มือเล็ก ๆ ได้แต่เกาะบ่าพี่ชายเอาไว้ ไม่ได้อึดอัด เพียงแต่งุนงงเล็กน้อย

ทั้งเขายังถูกหอมแก้มไปอีกหลายคราด้วยใบหน้าเบิกบาน เด็กน้อยยังคงไม่เข้าใจแต่ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่พี่ชายหอมแก้ม การถูกพี่ชายรักผู้ใดบ้างจะไม่ดีใจ เพิ่งรู้ว่าเช็ดตัวให้พี่ใหญ่จะทำให้พี่อีกฝ่ายซึ้งใจมากเพียงนี้ อยากให้พี่ใหญ่ป่วยอีกหลาย ๆ ครั้ง

ซีห่าวไม่รู้ความคิดน่าเอ็นดูของน้องชาย เตาไฟถูกจุดจนติด จากนั้นข้าวก้นไหก็ถูกนำมาต้ม ตั้งแต่ล้างข้าวจนวางหม้อลงบนเตาก็มีลิงน้อยเกาะไปด้วย ทัพพีไม้ถูกหยิบมาคนข้าวจะได้ไม่ติดหม้อ ระหว่างนี้ก็มองสำรวจร่างกายตนเองอีกรอบ

แม้ร่างกายจะอ่อนแอและผอมแห้งทว่าทักษะอื่น ๆ ก็ยังมีติดตัวมา หลังมื้อเช้าคงขึ้นเขาดูสักหน่อย ต้องรีบหาอาหารฟื้นฟูร่างกายจะได้มีแรงจับดาบ แน่นอนว่าพาซวนซวนน้อยไปด้วย ชีวิตนี้เขาจะไม่มีทางให้ใครมาพรากน้องชายไปจากเขาอีกแล้ว

“อาซวน อยากไปท่องเที่ยวหรือไม่”

“อยากขอรับ ข้าไม่เคยไปเที่ยวเลย” ใบหน้ากลมเล็กพยักหน้าหงึกหงักตอบ ได้ยินเช่นนั้นคนพี่ก็ยิ่งเศร้าใจ ชีวิตที่แล้วเกิดและตายอยู่หลังจวนไม่ได้ออกไปไหนเลย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากพาน้องชายไปที่อื่น

เรื่องแค้นย่อมต้องสะสาง แต่ตอนนี้ความสนใจเดียวของเขาคือซีซวน เขาสามารถทิ้งทุกอย่างที่กำลังจะเกิดในอนาคตแม้กระทั่งตำแหน่งท่านแม่ทัพใหญ่ได้ขอเพียงมีน้องชายผู้นี้ เรื่องอื่นเขาทำมันทุกอย่างแล้วในชาติก่อน

ไปลงหลักปักฐานที่อื่นก่อน เขาไม่สามารถเห็นหน้าคนในจวนแล้วไม่ยกดาบฟันคอได้ กลัวอาการจะกำเริบ ไปอยู่ที่อื่นอยากฝึกทหารก็ค่อยฝึก ระหว่างทางจะได้พาเด็กคนนี้เที่ยวเล่น ไปทุกที่ที่อยากไป

นี่คือความต้องการที่ชาติก่อนเขาไม่มีโอกาสได้ทำ เรื่องเล่ามากมายเล่าไปก็สลายไปกับอากาศ ไหนเลยอาซวนจะรับรู้ว่าพี่ใหญ่เดินทางไปที่ใดบ้าง

ซีห่าวก้มลงหอมแก้มเด็กน้อยอีกครั้งก่อนจะหันไปสนใจหม้อข้าวตรงหน้า ส่วนคนบนตักพอเอ่ยเรื่องท่องเที่ยวก็คิดถึงเรื่องการผจญภัยที่เคยได้ยินจากพี่ชายที่โรงน้ำชา

“พี่ใหญ่ ผจญภัยได้ขี่ม้าหรือไม่ขอรับ” พอพูดเรื่องผจญภัยเขาก็เอ่ยถามถึงม้าตัวใหญ่ที่เคยเห็นบ่อย ๆ ตามถนน ยิ่งท่านอาทหารองอาจม้าก็ยิ่งตัวใหญ่ พี่ใหญ่เคยพาเขาไปยืนดู

“ย่อมได้ขี่แน่นอน ถึงวันนั้นพี่ใหญ่จะพาเจ้าขี่ม้าท่องเที่ยวไปทุกที่”

“คิกคิก ข้าจะรอนะขอรับ” น้ำเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้า หัวใจของเขาเป็นน้ำตาล ชุ่มชื่นจนหุบยิ้มไม่ได้ เห็นอย่างนี้แล้วก็คิดถึงหลี่กงกงและจวิ้นอ๋อง น้องชายข้าน่ารักน่าเอ็นดูจริง ๆ อยากให้พวกท่านมาเห็นตอนนี้ยิ่งนัก

ข้าวเริ่มส่งกลิ่นหอมแม้ไม่มีเกลือสักหยิบมือ เด็กน้อยหันไปตามกลิ่นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ส่วนคนพี่กำลังเรียบเรียงเรื่องราวในหัว และเส้นทางในการหาเงินของเขา ตอนนี้ขอเพียงซื้อข้าวกินไปก่อน ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้จึงจะหาทางไปที่จวนองค์รัชทายาทดู

ทำความดีความชอบนิดหน่อยแล้วรีดไถเงินสักหนึ่งแสนตำลึงดีหรือไม่นะ เพ้อฝัน ชาตินี้เป็นคนแปลกหน้าคงไม่ง่ายเพียงนั้น เช่นนั้นคงต้องล่าสัตว์ไปขายด้วย

“หาทางทำเงินสักสามสี่เดือนคงพอกระมัง” ปากหยักพึมพำเบา ๆ นอกจากเงินแล้วร่างกายเขาและน้องชายต้องพร้อมก่อน ต่อให้ขโมยเงินหนีไปก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดีแถมยังมีคดีติดตัวด้วย ทหารรับจ้างสามารถฆ่าเขาและน้องชายเพื่อปล้นชิงเงินทองได้เช่นกัน

ผู้คุ้มกันที่อยากได้ต้องเป็นผู้คุ้มกันที่เป็นคนของตระกูลใหญ่ เฟยหรง นามแรกที่นึกถึง อีกฝ่ายอายุสิบหกหนาวตอนนี้คงเป็นองค์รัชทายาท คนผู้นี้อาจเป็นบ่อเงินให้เขารีดไถ่เพื่อพาน้องชายไปเที่ยวนอกจากการล่าสัตว์ไปขาย และชาตินี้เขาจะไม่ยอมให้พี่ชายร่วมทุกข์ร่วมสุขผู้นี้ต้องพิการเป็นอันขาด และหลี่กงกงต้องได้อุ้มคุณชายน้อยตัวจริงสักครา

ปลายยามเฉิน (07:00-08:59) ที่เรือนเล็ก ๆ ท้ายจวนแห่งนี้ บนเตามีหม้อข้าวต้มกลิ่นหอม พี่ชายอุ้มน้องชายนั่งตักบนตั่งเล็ก ๆ กวนข้าวไปมา ฟังเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยเล่าพูดเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ทีด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ มืออีกข้างยกขึ้นปาดน้ำตาอยู่หลายรอบ ร้องไห้เพราะมีความสุขเป็นเช่นนี้เอง

บทที่ 2 ย่างหัวมันรอพี่ใหญ่ ตอนต้น

ไม่นานข้าวต้มสองถ้วยก็วางอยู่ตรงหน้า ซีห่าวใช้ข้าวทั้งหมดไม่กลัวว่าตอนเย็นจะไม่มีข้าวกิน หลังมื้อเช้าเขาจะเข้าป่า เป็นใช้ชีวิตอยู่ชายแดนหลายปีย่อมเคยล่าสัตว์

ต่อให้ร่างกายไม่พร้อม อาวุธไม่พร้อมก็ต้องได้ไก่สักตัว หาหัวมันอีกสี่ห้าหัวก็ได้มื้อเย็นแล้ว หรือหากหมดหนทางจริง ๆ ปีนโรงครัวไปขโมยข้าวสารสักสองกำคงไม่มีใครจับได้

ผู้พี่คิดถึงมื้ออาหารต่อไปแล้ว ส่วนผู้น้องกำลังตบมือแปะ ๆ เมื่อเห็นว่าข้าวเยอะกว่าทุกวัน จากนั้นพวกเราก็ลงมือกินมื้อเช้าอันแสนอร่อยนี้ ร่างสูงเป่าข้าวต้มถ้วยอาซวนจนไม่ร้อนมากแล้ว น้องชายเขากินเองได้ สองพี่น้องจึงกินข้าวด้วยกันโดยมีน้องชายพูดเจื้อยแจ้วตลอดมื้ออาหาร

“พี่ใหญ่ วันนี้อิ่มมากขอรับ” มือเล็ก ๆ ลูบท้องตัวเองที่มีข้าวอยู่มากกว่าทุกวัน ซีห่าวได้ยินก็เอื้อมมือไปลูบผมน้องชายก่อนจะกินส่วนของตนเองให้หมดแล้วเก็บถ้วยชามไปล้าง อาซวนกินอิ่มแต่เขานั้นไม่อิ่ม ต้องรีบเข้าป่าดูไม่อย่างนั้นคงไม่มีแรงทำสิ่งใดแล้ว

บ้านหลังเล็กซอมซ่อมีเสียงกุกกักของสองพี่น้องเก็บกันถ้วยจานช่วยกันไปไว้ในกระบุง รอบบ้านไร้เสียง เงียบเชียบจนรู้สึกโดดเดี่ยว ปกติทุกวันก็ไม่ค่อยมีเสียงใดอยู่แล้ว แต่เขาเคยอยู่ค่ายทหารที่มีเสียงฟาดฟัดและเสียงร้องโอยโอด เสียงร้องไห้เมื่อมีทหารสูญเสียสหายดังอยู่ตลอดหลายปี พอเจอความเงียบที่ไม่ใช่จวนแม่ทัพเช่นนี้ก็รู้สึกผ่อนคลาย

“ตอนนี้คงต้นยามซื่อ (09:00-10:59) กระมัง” เงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเพื่อคาดเดาเวลา มือก็ล้างถ้วยชามเอาไว้ เสร็จจากนี้ก็เข้าไปหยิบกระบุงและมีดพร้าออกมา รวมถึงผ้าสองผืน หาอาหารก่อนค่อยมาจัดการเรื่องบ้าน

“อาซวน มานี่เร็ว”

“พี่ใหญ่จะพาข้าไปไหนหรือขอรับ” เด็กน้อยไม่รู้แต่ก็เดินเตาะแตะไปหาพี่ชาย มองรองเท้าเก่า ๆ ของเขาถูกพี่ใหญ่สวมให้ จากนั้นผมเขาก็ถูกมัดรวบเป็นหางม้าน้อย ๆ เหมือนพี่ใหญ่แต่ของพี่ใหญ่ไม่มีหางม้า

“ไปผจญภัยในป่า”

“ในป่าหรือ ข้าอยากไป”

“เช่นนั้นก็คลุมผ้าก่อน จะได้ไม่ร้อน” เห็นน้องชายกระตือรือร้นเขาก็เบาใจ ไม่อยากปล่อยทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียว ซีห่าวให้ผ้าคลุมศีรษะอาซวนเสร็จแล้วก็ให้น้องชายเกาะหลัง นำผ้ามาผูกมัดเอาไว้กับตัวจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกาะหลังเขาตลอด วิธีการเช่นนี้เขาเคยเห็นชาวบ้านที่ชายแดนทำยามออกไปหาของป่า

ไม่นานเด็กน้อยก็เกาะหลังพี่ใหญ่เหมือนลิง ซีซวนยิ้มเบิกบานดีอกดีใจที่จะได้ไปเที่ยวเล่น ผมหางม้าน้อย ๆ ที่เก็บไม่หมดสั่นไปมา รอพี่ใหญ่หยิบพร้าเก่า ๆ กับกระบุงสะพายไว้บนไหล่เสร็จก็ออกเดินทางได้

“ไปกันเถิด”

“ไปเที่ยวป่ากันนน”

“หึหึ” เสียงทุ้มหัวเราะเบา ๆ เมื่อคนบนหลังตะโกนดีใจ ปิดบ้านเรียบร้อยก็ถึงเวลาพาน้องชายไปผจญภัยใกล้บ้านแล้ว ยามสายของวันนี้ซีห่าวมิได้ไปหาบผักที่ตลาด สองพี่น้องแบกกันขึ้นหลังโดยมีเสียงเจื้อยแจ้วถามนั่นถามนี่ของน้องชายอยู่ตลอดทาง

ชายป่าอยู่ไกลเล็กน้อยแม้จะอยู่ด้านหลังของบ้าน ซีห่าวแบกน้องชายเดินช้า ๆ ไม่รีบร้อน ผ่านที่ดินโล่งไปเรื่อย ๆ อย่างสบายใจ หันมองด้านข้างหลังจวนยาวไปถึงแม่น้ำเป็นสวนดอกไม้สำหรับพักผ่อน ความจริงแล้วทำไว้เพื่อรับแขกมากกว่าแม้ว่าจะไม่มีแขกมาเลยก็ตาม

จวนตระกูลเฟินอยู่ใกล้ตลาดและใกล้เขา เป็นจวนที่ทำเลไม่ดีสำหรับขุนนางและเป็นจวนไม่ใหญ่มากหากเทียบกับขุนนางคนอื่น ราคาก็ไม่แพงเช่นจวนอื่นเช่นกัน

เพราะผู้นำตระกูลอย่างเฟินหมิงเจ๋อ บิดาของเขาเป็นเพียงขุนนางปลายแถวที่กำลังพยายามไต่เต้า เดิมสอบขุนนางได้เพราะท่านตาของเขาฝากฝัง

แม้ว่าฮูหยินเอกคนใหม่ที่เลื่อนขั้นจากฮูหยินรองอย่างรั่วซีแซ่จูจะเป็นบุตรสาวของขุนนางขั้นสอง พี่สาวคนโตของนางเป็นถึงกุ้ยเฟย แต่เพราะนางเป็นบุตรสาวของอนุผู้หนึ่ง และมารดาของซีห่าวนั้นมาจากตระกูลเหลียง ทั้งสองตระกูลเป็นศัตรูกัน ขุนนางขั้นสองแซ่จูจึงไม่ให้ความช่วยเหลือบุตรอนุและบุตรเขยเลย

กระทั่งหกเดือนหน้ากุ้ยเฟยเกิดอยากใส่ใจตระกูลน้องสาวขึ้นมาจึงให้บุรุษตระกูลเฟินไปฝึกทหารและติดตามท่านแม่ทัพและองค์ชายสักพระองค์ไปรบที่ชายแดนได้

เหมือนจะรักใคร่ ทว่าค่ายทหารกับการรบไม่ได้สะดวกสบาย เสี่ยงตายอยู่ตลอดเวลา คนนั้นจึงกลายเป็นซีห่าวแทน ตอนเขาฆ่าล้างตระกูลเฟินสองแม่ลูกในวังหลวงจึงไม่ได้แยแสเลยแม้แต่นิดเดียว

ความทรงจำเก่า ๆ เมื่อไม่เลือนหายไปก็ต้องถูกรำลึกทุกครั้งที่ยังวนเวียนอยู่สถานที่เดิม ๆ พบเจอคนเดิม ๆ บางครั้งเขาก็อยากดื่มน้ำแกงยายเมิ่งให้ลบความทรงจำเสียก่อนคงจะดี แต่หากลบไปทุกอย่างก็คงจบไม่ต่างจากชาติก่อน

“พี่ใหญ่ ท่านเดินช้า”

“พี่ใหญ่อยากให้ซวนซวนชมนกชมไม้ก่อน” ซีห่าวจะบอกได้อย่างไรว่าเขาไม่มีแรง แต่คนบนหลังได้ยินก็พยักหน้าเข้าใจไม่ถามต่อตามประสาเด็ก หันไปชมนกชมไม้อย่างที่พี่ใหญ่บอก

กลางยามซื่อ (09:00-10:59) แดดเริ่มมีแล้วแต่ไม่แรงมาก ซีห่าวแบกน้องชายเดินมาถึงตีนเขา ร่างกายที่กินข้าวไม่อิ่มและไม่ได้ออกกำลังย่อมเหน็ดเหนื่อยพอสมควรแต่ก็ทนได้ ส่วนเด็กน้อยบนหลังยังคงร่าเริงเกาะหลังพี่ชายมองซ้ายขวาอย่างสนใจ

“พี่ใหญ่ ใกล้ถึงป่าแล้วขอรับ”

“หึหึ ใช่แล้ว หากจับสัตว์ได้สักตัวพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปผจญภัยที่ตลาดต่อ”

“ข้ารักพี่ใหญ่” เสียงสดใสเอ่ยขึ้นอย่างเบิกบานใจ วันนี้นอกจากพี่ใหญ่หายป่วยแล้วยังได้ไปผจญภัยที่ป่าและที่ตลาดอีกด้วย เพราะเขาเช็ดตัวให้พี่ใหญ่ใช่หรือไม่ ดียิ่งนัก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...