วิจัยชี้ หมาเชอร์โนบิล พันธุกรรมต่างจากหมาอื่น
น้องหมาที่เชอร์โนบิลตอนนี้ มีพันธุกรรมแตกต่างจากน้องหมาตัวอื่น ๆ ที่เหลือบนโลกแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงผลกระทบระยะยาวของการได้รับรังสีนิวเคลียร์มากขึ้น และตอบคำถามที่ว่าสุนัขจรจัดเหล่านี้สามารถรอดชีวิตได้อย่างไรในสภาพแวดล้อมที่มีกัมตภาพรังสีสูงแบบนี้
เป็นที่ทราบกันดีว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลเกิดการรั่วไหลเมื่อปี 1986 ทำให้ผู้คนทั้งเมืองต้องอพยพออกไป แต่ไม่สัตว์เลี้ยงต้องถูกจำกัดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของรังสี แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บางคนได้ปล่อยให้น้องหมาบางตัวยังคงได้วิ่งเล่น และได้รับการเลี้ยงดู ปัจจุบันคาดว่ามีลูกหลานกว่า 800 ตัวจากกลุ่มสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น
นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยจีโนมมนุษย์แห่งชาติสหรัฐฯ จึงได้เก็บตัวอย่างเลือดของสุนัข 302 ตัวในพื้นที่เชอร์โนบิล ไม่ว่าจะจากภายในโรงงานที่เก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว โรงงานในป่ารอบ ๆ เตาปฏิกรณ์ และเมืองรอบ ๆ ภายในรัศมี 15 ถึง 45 กิโลเมตร และเปรียบเทียบพันธุกรรมกับสุนัขในส่วนอื่น ๆ ของประเทศยูเครน และ 12 ประเทศใกล้เคียง (เก็บข้อมูลในปี 2017-2019 ซึ่งก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครน)
พวกเขาพบว่า พันธุกรรมของน้องหมาในเชอร์โนบิลมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับสุนัขในส่วนอื่น ๆ ของโลก ยังไงก็ตามยังไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าพันธุกรรมของมันเปลี่ยนแปลงไปเพราะกัมตภาพรังสีรึเปล่า หรือเป็นเพราะการผสมพันธุ์ในกลุ่มที่แยกโดดเดี่ยวเป็นเวลา 37 ปี
“เรามีอะไรมากมายให้เรียนรู้จากสัตว์เหล่านี้” Elaine Ostrander นักพันธุศาสตร์แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าว “นี่เป็นโอกาสทองที่จะได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่หลายชั่วอายุคนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร”
ขั้นต่อไป ทีมงานจะต้องศึกษาพันธุกรรมน้องหมาในเชอร์โนบิลกับสุนัขในพื้นที่ที่อยู่มาก่อนเกิดภัยภิบัตินิวเคลียร์ เพื่อค้นหาหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ผลที่ได้อาจช่วยในการระบุพันธุกรรมเพื่อต้านทานมะเร็งได้มากขึ้น หรือช่วยในการพัฒนาการป้องกันรังสีทั้งกับคนบนโลกและนักบินอวกาศที่เจอระดับรังสีสูงกว่า
“ภัยพิบัตินิวเคลียร์แบบนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นเราต้องการเรียนรู้ทุกสิ่งที่เราสามารถทำได้จากมัน” Ostrander กล่าว
ที่มา
https://www.nature.com/articles/d41586-023-00629-6
https://www.newscientist.com/…/2362633-dogs-living…/