เกิดใหม่เป็นตัวประกอบที่ปลูกผักวิญญาณได้นิดหน่อย
นิยาย Dek-D
อัพเดต 20 เม.ย. 2567 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2567 เวลา 01.45 น. • 诗丽 (Lovely Poet)ข้อมูลเบื้องต้น
สาวใหญ่เจ้าของฟาร์มใหญ่ที่สุดในจังหวัดตายเพราะโรคร้าย
วิญญาณดวงน้อย ๆ ดันมาโผล่ที่ยุคโบราณ
ในโลกของนิยายกำลังภายในที่เคยอ่าน
มีมิติแสนเทพมาให้ทั้งที นางเลยตั้งใจจะหาเลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพดั้งเดิม
นั่นก็คือ ปลูกผักยังไงล่ะ
ว่าแต่ท่านตัวร้ายคนนั้น เลิกส่งสินสอดมาให้ข้าสักที
เครดิตรูป
ภาพปกมีลิขสิทธิ์ ผู้เขียนคอมมิชชั่นมาอย่างถูกต้องกับนักวาดโดยตรง ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตทุกกรณี
นักวาด : Noahcross & MintMichaelis
จัดอาร์ต : ปกนิยาย E-book by Nalin x Wynx
สวัสดีค่ะ Lovely Poet นะคะ
เปิดเรื่องใหม่อีกแล้วค่ะ แนวกำลังภายใน ฝึกยุทธ์ สัตว์อสูร มีกลิ่นอายของการผจญภัยหน่อยๆ แต่โดยรวมแล้วนางเอกของเราจะปลูกผักขายค่ะ เนื้อเรื่องอาจจะมีรายละเอียดเยอะหน่อย ถ้าตรงไหนรู้สึกว่าอืดไป แจ้งไรท์ได้นะคะ เช่นเคย ไรท์จะมาชี้แจงดังนี้น้า
1. เรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของไรท์เท่านั้น สถานที่ บุคคล ทฤษฎีต่างๆ ในเรื่อง ไม่อ้างอิงตามหลักความเป็นจริง
2. นิยายเรื่องนี้จะติดเหรียญแน่นอน จะติด 2 รอบ รอบแรกคือรอบอ่านล่วงหน้า เหมือนการเช่าอ่าน จากนั้นจะเปิดให้อ่านฟรีช่วงหนึ่ง ในอัตรา 2 บาทต่อตอน หรือ 4 เหรียญนะคะ จากนั้นจะเปิดให้อ่านฟรีช่วงหนึ่ง แล้วตามมาติดเหรียญถาวรย้อนหลัง ในอัตราที่รวมแล้วราคาใกล้กับอีบุ๊ก สายฟรีอ่านได้จนจบแต่ช้าหน่อย มีอีบุ๊กค่ะแต่ยังไม่ออก ออกเมื่อไหร่ไรท์จะแจ้งนะคะ
3. เรื่องนี้พลังนางเอกเว่อร์มาก เว่อร์กว่าทุกเรื่องที่เคยเขียนมา ดังนั้นไม่ใช่แนวกดปิดได้นะคะ
4. คอมเมนต์ด้วยความสุภาพ ติได้ตามความสมเหตุสมผล ชมได้ไรท์ชอบ ด่าตัวละครได้แต่อย่าด่าไรท์ ใจบางมากๆ ยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่เปียกน้ำค่ะ หากไม่ถูกใจแค่กดปิด ไม่บั่นทอนกำลังใจกันนะคะ
5. เช่นเคย หวังว่าทุกท่านจะชื่นชอบผลงานของไรท์นะคะ อย่างน้อยการได้ทำให้ทุกท่านยิ้มมุมปากกับเรื่องราวของไรท์ ก็ made my day
รักนักอ่านทุกท่านเสมอตลอดไป
คำเตือน
มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม มีการกล่าวถึงความตาย มีฉากที่บรรยายถึงเลือด และความรุนแรง มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม ทำร้ายจิตใจและร่างกาย
ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เหมาะสำหรับนักอ่านที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
พูดคุยกันได้ที่นี่
©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิตอล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
ก่อนเริ่มเรื่อง ข้อมูลจำเพาะในเรื่อง
ระดับพลังในเรื่อง ทั้งคนและสัตว์อสูรจะใช้แบบเดียวกัน ถ้าใครงงก็ไล่เฉดสีรุ้งนั่นแหละค่ะ
สีขาว - ขั้นรวบรวม มี 10 ขั้นย่อย ชาวบ้านธรรมดาจะอยู่ขั้นนี้ ไม่ค่อยใช้ประโยชน์อะไรได้ แค่มีพละกำลังมากกว่าคนอื่น
สีม่วง – ขั้นก่อเกิด มี 10 ขั้นย่อย ส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นทหาร หรือขุนนางระดับล่าง หรือชาวบ้าน
สีคราม - ขั้นหลอมรวม มี 10 ขั้นย่อย ขั้นนี้จะเป็นนายกอง ถือเป็นผู้ฝึกยุทธเบื้องต้น ขุนนางระดับกลางจะมีพลังที่ขั้นนี้ - คุณสมบัติต่ำสุดในการเข้าสู่หอเทพยุทธ์
สีน้ำเงิน – ขั้นเปลี่ยนแปร มี 10 ขั้นย่อย ขั้นนี้จะเป็นยอดฝีมือ ถือเป็นขั้นของแม่ทัพ ขุนนางระดับสูง
สีเขียว – ขั้นปราณแท้ มี 10 ขั้นย่อย ขั้นนี้จะเป็นระดับหัวหน้าหน่วยในหอเทพยุทธ เชื้อพระวงศ์ หรือชนชั้นสูงที่ฝึกยุทธ์ ส่วนใหญ่จะมีพลังที่ระดับนี้ ซึ่งเริ่มจะฝึกฝนยาก
สีเหลือง – ขั้นปราณจิต มี 10 ขั้นย่อย ขั้นนี้ถือเป็นผู้ฝึกยุทธที่เป็นยอดยุทธ์ จะถูกเรียกขานว่าปรมาจารย์
สีส้ม - ขั้นปราณปฐพี มี 10 ขั้นย่อย ขั้นนี้คือขั้นจ้าวยุทธ มีในตำนาน เพราะฝึกได้ยากมาก
สีแดง - ขั้นปราณสวรรค์ มี 10 ขั้นย่อย ขั้นนี้เหมือนเป็นขั้นเหนือกว่าตำนาน ยังไม่เคยมีใครไปถึง
สีทอง – ขั้นปราณจักรพรรดิ มี 10 ขั้นย่อย เป็นขั้นที่มีเพียงการกล่าวถึงไม่มีหลักฐานว่ามีคนเคยฝึกได้จริง
พลังปราณธาตุในเรื่อง
มี 5 ธาตุหลัก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้
ธาตุพิเศษ 5 ธาตุ ธาตุทอง น้ำแข็ง สายฟ้า ธาตุมืด ธาตุแสง
หน่วยเงิน
1,000 ทองแดง – 1 ตำลึงเงิน
100 ตำลึงเงิน – 1 ตำลึงทอง
1,000 ตำลึงทอง – 1 เพชร
หน่วยเวลา
ยามจื่อ (子:zǐ) คือ 23.00 – 24.59 น.
ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 – 02.59 น.
ยามอิ๋น (寅:yín) คือ 03.00 – 04.59 น.
ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 – 06.59 น.
ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 – 08.59 น.
ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 – 10.59 น.
ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 – 12.59 น.
ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 – 14.59 น.
ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 – 16.59 น.
ยามโหย่ว (酉:yǒu) คือ 17.00 – 18.59 น.
ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 – 20.59 น.
ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 – 22.59 น
หน่วยวัดระยะ
1 ลี้ (里) = 150 จั้ง (丈) = 500 เมตร (米)
2 ลี้ (里) = 1 กิโลเมตร (公里) หรือ 1,000 เมตร (米)
.
1 จั้ง (丈) = 10 ฉื่อ (尺)
1 ฉื่อ (尺) = 10 ชุ่น (寸)
1 ชุ่น (寸) = 10 เฟิน (分)
1 เฟิน (分) = 10 หลี (厘).
หากวัดความยาวแบบเป็น ‘เมตร’ จะได้ ดังนี้
1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร
1 ฉื่อ ประมาณ 33.33 เซนติเมตร
1 ชุ่น ประมาณ 3.33 เซนติเมตร
อนึ่ง ไรท์จะพยายามไม่ใส่เข้าไปเยอะเกินไป เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาดูบ่อยๆ ว่าเอ๊ะ มันคืออะไรเท่าไหร่นะ บางครั้งจะทำเชิงอรรถเอาไว้นะคะ ทั้งนี้ที่ต้องใช้หน่วยแบบนี้ ก็เพื่อให้นิยายเกิดอรรถรสสูงสุดค่ะ
ส่วนด้านล่างนี้คือดินแดนเทพยุทธ์
โปรดอย่าบู้บี้สกิลการวาดเขียนของไรท์เตอร์เด็ดขาด ไรท์อายค่ะ 555 ภาพประกอบเพื่อให้เห็นภาพรวมเท่านั้น
บทนำ ตายแล้วไปไหน
ช่อแก้วในวัย 45 ปี รูปร่างผ่ายผอม ดวงหน้าซีดตอบ แต่ก็ดูรู้ว่ามีเค้าโครงของความงดงามเมื่อวัยสาว เธออยู่ในชุดสวมใส่สบาย นอนพิงหมอนอยู่บนเตียง ในห้องนอนที่โปร่งโล่งสบาย หน้าต่างกว้างขวาง มองออกไปด้านนอก คือวิวของทุ่งนาที่กำลังออกรวงสีทองสุดลูกหูลูกตา ถัดออกไปอีก คือสวนผักขนาดใหญ่ เลยออกไปอีกก็เป็นโรงเลี้ยงวัวนม
นี่คือกิจการของสาวใหญ่คนนี้ ฟาร์มของเธอ เป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดทางภาคกลางของประเทศ มีทั้งการปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทุกอย่างทำด้วยกระบวนการออร์แกนิก ที่ผสานกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ ให้ผลผลิตไม่น้อยในหนึ่งปี สร้างรายได้ให้เธอเป็นจำนวนแปดหลักทุกปี
ทว่าแม้หน้าที่การงานจะรุ่งโรจน์ แต่ในด้านชีวิตรักกลับติดลบ เนื่องจากครั้งหนึ่งช่อแก้วเคยแต่งงานมาแล้ว ทว่าสามีกลับไปมีคนอื่น จบไม่สวยต้องฟ้องหย่ากันเป็นพัลวัน โชคดีเพียงอย่างเดียวของเธอก็คือ เธอยังไม่มีลูกกับสามีเก่า ให้เกิดเป็นความผูกพันกันไม่จบไม่สิ้น
ความรักที่ล้มเหลวทำให้สาวใหญ่เข็ดขยาดไปเสียแล้ว จึงไม่เปิดใจให้ใครอีก เลือกมาทุ่มเทให้กับงานที่จังหวัดบ้านเกิด อยู่กับธรรมชาติ จนกระทั่งขนาดของฟาร์มเธอใหญ่ขึ้นทุกที เลี้ยงคนงานเอาไว้เป็นร้อย ๆ คน
“พี่แก้ว กินข้าวค่ะ” ช่อขวัญ น้องสาววัย 40 ปี เดินถือถาดที่เป็นอาหารอ่อนเข้ามาให้
นี่เป็นอาหารสำหรับคนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแบบเธอ หลังจากที่ต่อสู้กับโรคมาเนิ่นนาน จนหมดทางรักษา ไม่ว่าโรงพยาบาลในเมืองหลวงจะล้ำหน้ามากขนาดไหน ในที่สุดเธอตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ที่ฟาร์มแห่งนี้ ใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายอย่างสงบ
“ขอบใจขวัญ หลาน ๆ ล่ะ” ช่อแก้วหันมายิ้มให้น้องสาวเพียงคนเดียว ที่ตอนนี้จะเป็นผู้สืบทอดฟาร์มแห่งนี้ต่อจากเธอ เนื่องจากไร้ทายาท และน้องสาวคนนี้ก็เป็นสายเลือดที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเธอ
การได้เห็นช่อขวัญมีครอบครัวที่มีความสุข มีหลานที่น่ารัก เท่านี้ช่อแก้วก็หมดห่วงโดยสิ้นเชิงแล้วในชีวิตนี้
สาวใหญ่ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างที่มีให้หลาน ๆ และน้องสาวคนเดียว กับสามีที่เอาการเอางานของน้องสาว เพื่อให้ช่วยดูแลเหล่าคนงานทั้งหลายในฟาร์มด้วย และทุกคนก็ทำได้ดี
ช่อขวัญมองร่างพี่สาวที่ผอมจนแก้มตอบ ร่างกายทรุดโทรมจากโรคร้าย แต่แววตาของพี่สาวยังคงสดใสอย่างที่เคยเป็นเสมอ น้ำตาของเธอก็คลอเบ้า
ทำไมคนที่เข้มแข็ง ใจสู้ และแสนดีแบบนี้ ถึงได้มีเวลาอยู่บนโลกใบนี้ได้สั้นนักก็ไม่รู้ พี่สาวที่ทุ่มเททำเพื่อเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ยอมเสียสละชีวิตในวัยสาวที่แสนงดงาม เพื่อทำงานหนักส่งเธอเรียนจนจบดอกเตอร์ ให้เธอได้มีชีวิตที่ดีที่สุด แทนพ่อแม่ที่จากไปตั้งแต่ทั้งสองคนยังเด็ก จนตอนนี้ช่อขวัญมีชีวิตที่ดีมีความสุข แต่พี่สาวของเธอกลับกำลังจะจากไป
ผู้เป็นน้องสาวกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อขับไล่น้ำตาที่เอ่อคลอ แล้วยิ้มหวานให้พี่สาว “หลานคงกำลังกลับ ช่วงนี้ติดเพื่อนที่มหาลัยน่ะพี่ วัยรุ่นก็แบบนี้”
“นั่นสิ อ้อ หนังสือเล่มนั้นพี่อ่านจบหมดแล้ว ฝากเราเอาเล่มใหม่มาให้พี่ด้วยสิ นักเขียนคนนี้เขียนได้สนุกดีนะ” ช่อแก้วทำทีเป็นไม่เห็นสายตาเศร้าสร้อยของน้องสาว สายตาของเธอมองไปยังหนังสือนิยาย ที่เป็นเพื่อนในยามที่ต้องนอนรักษาตัวอยู่แบบนี้
มันสามารถพาเธอไปสู่โลกใบใหม่ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้คอยเอาใจช่วยพระนางโดยไม่รู้ตัว เป็นสิ่งที่ทำให้เธอเพลิดเพลินในยามนี้ เธอทั้งอ่านในแท็บเล็ตและอ่านแบบรูปเล่ม แต่มักจะชื่นชอบการสะสมเป็นรูปเล่มด้วย มันดูมีคุณค่าทางจิตใจดี
“ได้สิคะ พี่ชอบงานนักเขียนคนนี้เหรอ เห็นเพิ่งมีเรื่องใหม่ออกมาด้วย เดี๋ยวขวัญให้ลูกแวะซื้อมาให้แล้วกันนะ” ช่อขวัญบอก แล้วก็หยิบหนังสือเล่มนั้นไปใส่ชั้นหนังสือที่มุมห้องให้พี่สาว
คอยดูแลให้พี่สาวกินอาหารจนหมด กินยา แล้วจึงเก็บจานชามออกไป
ยามค่ำมาถึง หลานชายที่กลับจากไปเรียน ก็เดินเข้ามาหา พร้อมหนังสือเล่มใหม่
“ป้าแก้วฮะ ผมซื้อหนังสือใหม่มาให้แล้ว เรื่องนี้เขาบอกว่ากำลังขายดีเลย” นักรบ หลานชายอายุ 18 ปี เดินยิ้มแย้มเข้ามาหาผู้เป็นป้า ที่เขาผูกพันไม่แพ้ผู้เป็นแม่ ตอนนี้ทุกคนต่างใส่ใจ และอยู่เป็นเพื่อน คอยดูแลช่อแก้วให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยทำใจกันเอาไว้แล้วว่าเวลาของสาวใหญ่คนนี้กำลังนับถอยหลัง
“ขอบใจลูก มาเหนื่อย ๆ ไปกินข้าว อาบน้ำ พักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงป้า” ช่อแก้วยิ้มให้หลานชาย ยกมือที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูกนั้นลูบลงบนหัวของหลานชายเบา ๆ
“ครับ งั้นป้าพักผ่อนนะ รบไม่กวนแล้ว” เพราะรู้ว่าผู้เป็นป้าคงจะอ่านหนังสือก่อนแน่ ๆ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะรีบไปกินข้าว อาบน้ำ ให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาอยู่เป็นเพื่อนป้าอีกที
เมื่อหลานชายออกไปแล้ว ช่อแก้วก็หยิบหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาดูหน้าปก ที่เป็นภาพวาดงดงาม มีคนในชุดจีนโบราณพลิ้วไหวสองคนชายหญิง ยืนเคียงคู่กันบนภูเขาสูง ให้บรรยากาศสูงส่งสง่างาม หน้าปกมันเขียนไว้ว่า
‘ตำนานรักเทพยุทธ์’
หลังจากนั้นช่อแก้วก็เปิดหน้าแรก แล้วก็เริ่มจมลงใบในโลกนิยายทีละนิด
ตำนานรักเทพยุทธ์เป็นนิยายรักแนวกำลังภายในกึ่งเทพเซียน ขับเคลื่อนอยู่บนแผ่นดินที่ชื่อว่า ดินแดนเทพยุทธ์ ในนั้นมีสามดินแดนใหญ่ คือดินแดนจื้อ ตง และไห่ โอบล้อมทั้งสามแคว้นนี้เอาไว้ด้วยแนวป่าอสูรที่กว้างใหญ่โตจนสุดลูกหูลูกตา และยิ่งลึกก็ยิ่งมีแต่ความน่ากลัวและลึกลับ
ในแต่ละแคว้นนั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า สำนักยุทธ์ และ สำนักเทพยุทธ์ เพื่อให้เหล่าคนที่มีพลังยุทธ์ทั้งหลาย เข้าร่วมเพื่อฝึกฝน ใฝ่หาอำนาจด้วยตนเอง ยิ่งเก่ง ยิ่งแกร่ง ก็ยิ่งมีแต่คนเกรงขาม เป็นโลกแสนบ้าคลั่งที่คนอ่อนแอต้องพ่ายแพ้ คนแข็งแกร่งจะอยู่รอด
พระเอกของเรื่องมีนามว่าติ้งเฟยเทียน เขาคือผู้มีพรสวรรค์อย่างมากคนหนึ่งในดินแดนเทพยุทธ์ สามารถบรรลุพลังวิญญาณระดับสีเหลืองได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย ๆ คือพลังขั้นที่ 6 เรียกว่าขั้นปราณจิต ครอบครองพลังธาตุหายากอย่างธาตุน้ำแข็ง จาก 9 ระดับใหญ่ โดยที่ในดินแดนนี้ ระดับที่ 7 ขั้นปราณปฐพี ระดับที่ 8 ขั้นปราณสวรรค์ และ ระดับ 9 ขั้นปราณจักรพรรดิ ยังไม่เคยมีใครไปถึง เขาจึงกลายเป็นตัวตนที่ทรงพลังมากที่สุดคนหนึ่งของแดนเทพยุทธ์แห่งนี้ เพราะถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่มีพลังสูงที่สุดในดินแดนแห่งนี้นั่นเอง
ด้วยความเก่งกาจและพรสวรรค์ที่มี เขากลายเป็นประมุขของหอเทพยุทธ์มังกรทะยาน ตั้งแต่อายุได้เพียง 28 ปีเท่านั้น และคอยเป็นแนวหน้าในการช่วยแคว้นจื้อ รับมือกับสัตว์อสูรจากป่าอสูรที่มีความดุร้ายอันตราย และรับศึกจากการรุกรานของหอเทพยุทธ์ในดินแดนอื่น
ส่วนนางเอกของเรื่อง คือบุตรสาวเสนาบดีกลาโหมของแคว้นจื้อ มีนามว่าจ้าวเลี่ยงเฟิ่ง เป็นสาวงามอันดับหนึ่งในดินแดนเทพยุทธ์ มีพรสวรรค์ด้านการฝึกพลังวิญญาณเช่นกัน นางมีธาตุพิเศษคือธาตุแสง ถือเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากมาก นางบรรลุพลังสีเหลือง ระดับ 6 ได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี เป็นที่หมายปองของชายทั่วทั้งแผ่นดิน
แล้วก็เป็นที่หมายปองของติ้งเฟยเทียนด้วย
ทั้งสองร่วมเผชิญการต่อสู้อันน่าตื่นตาตื่นใจร่วมกันหลายครั้ง มีการเข้าใจผิดจากการโดนยุแยงหลายหน หลังจากปรับความเข้าใจกันก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งพัฒนาขึ้น จนกลายเป็นรักลึกซึ้ง
ในตอนนั้นเอง ที่ความงามของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งดันไปถูกใจหลี่หวังเยี่ยน ประมุขหอเทพยุทธ์เพลิงฟ้าทมิฬ อันเป็นหอเทพยุทธ์ที่เป็นคู่แข่งของหอเทพยุทธ์มังกรทะยานเข้า
หลี่หวังเยี่ยนเป็นชายชาตรีที่มีความดุดัน เหี้ยมหาญ คล้ายจะเป็นขั้วตรงข้ามกับติ้งเฟยเทียนอย่างชัดเจน เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ที่มีเอกลักษณ์คือเส้นผมของเขา ที่เป็นสีน้ำตาลออกทองไปทั้งศีรษะ เนื่องจากธาตุทองในตัวที่มี ชายคนนี้ทั้งเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ปากร้าย และไม่สนวิธีการ เขาพยายามจะแย่งชิงจ้าวเลี่ยงเฟิ่งมาด้วยวิธีการที่หลากหลาย หลายครั้งทำให้คู่หนุ่มสาวผิดใจกันอย่างรุนแรง แต่สุดท้ายก็ยังคงพ่ายแพ้ให้กับความรักอันมั่นคงของทั้งคู่
ในงานประลองยุทธ์ชิงฉายาจ้าวเทพยุทธ์ หลี่หวังเยี่ยนพ่ายแพ้ในการประลองกับติ้งเฟยเทียน บาดเจ็บสาหัสและตกหน้าผาไป สุดท้ายหอเทพยุทธ์มังกรทะยาน ก็กลายเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า และติ้งเฟยเทียนก็ได้ครองรักกับจ้าวเลี่ยงเฟิ่งอย่างงดงาม
โลกของเทพยุทธ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาดูมีความงดงาม ผู้เขียนพยายามถ่ายทอดถึงความรักระหว่างพระนาง ทว่าหลายครั้งมีสิ่งที่ทำให้ช่อแก้วสะดุดใจหลายจุด
เช่นนางเอกนั้นเป็นลูกคุณหนูที่ค่อนข้างเอาแต่ใจเล็กน้อย หากไม่พอใจพระเอก นางจะสะบัดหน้าหนีทันที ไม่ค่อยรับฟังเหตุผล อีกทั้งหลังจากที่รักกับพระเอกแล้ว หลายครั้งก็จัดการคนที่ไม่ชอบใจด้วยวิธีการที่เหี้ยมโหดเกินพอดี โดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่นจัดการทำลายตระกูลของหญิงสาวที่มาชอบติ้งเฟยเทียน โดยมีพระเอกคอยหนุนหลังอยู่ ติ้งเฟยเทียนเองก็ทำเช่นกัน หากรู้ว่าใครหมายปองนางเอก เขาจะส่งคนไปจัดการอย่างดุดัน บางทีขับไล่ไปที่อื่น บางทีจัดการจนตาย ทั้ง ๆ ที่บางทีมันเป็นแค่การมองอย่างชื่นชอบเท่านั้น ยังไม่ทันได้มีแผนร้ายอะไรในหัวเลยด้วยซ้ำ ก็ไปจัดการกับเขาเสียแล้ว
เรียกว่าคนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ
แม้ภาพรวมมันจะทำให้คนอ่านสะใจดีที่พระเอกและนางเอกนั้นเด็ดขาดมาก ไม่ได้ดูเป็นคนดีเกินไปจนโง่ แต่สำหรับช่อแก้วกลับมองว่าบางมุมมันก็ดูเกินกว่าเหตุจนเกินไป
อย่าเข้าใจผิด เธอเองก็ไม่ได้โลกสวยขนาดนั้น แต่เพราะดันไปอ่านเจอเข้ากับเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาได้
นั่นก็คือเหตุการณ์ของตระกูลขุนนางตระกูลกู้ ในแคว้นจื้อ เป็นขุนนางขั้น 3 ที่จู่ ๆ ก็มีขุนนางคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมงานของประมุขตระกูลกู้ เอ่ยปากเสนอบุตรสาวของตระกูลกู้ให้เป็นอนุของติ้งเฟยเทียนโดยอ้อม ๆ
แน่นอนว่าติ้งเฟยเทียนปฏิเสธ และตระกูลกู้เองก็แสดงเจตนาว่าไม่คิดจะเสนอตัวออกไปแล้ว
แต่หลังจากนั้นตระกูลกู้ทั้งตระกูล ทั้งเด็กทั้งแก่ ก็โดนใส่ความว่าทุจริต จนโดนเนรเทศ ไม่พอ ระหว่างทางการโดนเนรเทศ ยังถูกจ้าวเลี่ยงเฟิ่งส่งนักฆ่ามาตามฆ่า จนตายตกไปทั้งตระกูลอีก ข้อหาเสนอบุตรสาวให้พระเอก
อันนี้ก็ออกจะเกินไปสักหน่อยในความคิดของเธอ
แค่ปฏิเสธไปตรง ๆ ตอนนั้นก็พอแล้วกระมัง เพียงเท่านี้ตระกูลกู้จะไปทำอะไรได้อีก อีกอย่าง ตระกูลกู้ก็ไม่ได้เป็นคนเสนอบุตรสาวของตนเองด้วยซ้ำ คนอื่นในตระกูลก็เป็นผู้บริสุทธิ์
ช่อแก้วเข้าไปอ่านรีวิวนิยายเรื่องนี้ในเว็บไซต์ แล้วตัวเองก็เขียนรีวิวของตัวเองเข้าไปเช่นกัน
‘เป็นความรักที่มั่นคงดี แต่พระเอกนางเอก ดูโหดร้ายเกินไปหน่อย ถ้าลดการคิดทำร้ายคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลลงได้บ้าง ก็จะดีกว่านี้ สงสารตระกูลกู้ที่ต้องตายโดยที่ตัวเองไม่มีความผิดอะไรเลย’
เธอกดส่งรีวิวของตัวเองเข้าไป โดยไม่ทันได้ดูผลลัพธ์ ว่าหลังจากนั้นรีวิวของเธอจะได้รับทั้งเสียงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากมาย
ในค่ำคืนหนึ่งอันยาวนานท่ามกลางบรรยากาศในต่างจังหวัด คืนนั้นเอง ก็เป็นคืนที่ช่อแก้วที่เจ็บป่วยมาเนิ่นนานจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางเสียงเครื่องมือแพทย์ ที่ดังเป็นสัญญาณ ว่าสัญญาณชีพจังหวะสุดท้ายของเธอหยุดลงแล้ว และเสียงร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจของครอบครัว
ช่อแก้วรู้สึกว่าเธอกำลังล่องลอยออกไปอย่างไม่รู้จุดหมาย ในเส้นทางสีขาวที่ทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เส้นทางนั้นสว่างไสวอบอุ่นกว้างขวางดูไร้จุดหมาย แต่ดวงวิญญาณน้อย ๆ ของเธอที่กลายเป็นเหมือนดวงแสงกลม ๆ ก็ลอยไปยังทิศทางหนึ่งตามสัญชาตญาณ
ลอยไปเรื่อย ๆ ตามแสงที่ปลายทางไป จนกระทั่งแสงนั้นสว่างวาบ ช่อแก้วก็ไม่รับรู้อะไรอีก
โลกหลังความตายของเธอช่างแปลกดีแท้ ๆ
แม้แต่ช่วงก่อนที่สติของเธอวูบไป เธอกลับได้ยินเสียงหวาน ๆ เสียงหนึ่ง และเสียงอีกหลาย ๆ เสียงที่จับไม่ได้ว่าเป็นเสียงใครบ้างดังมา
“ขอบใจนะ ที่เหลือฝากด้วยนะ”
“แก้แค้นให้พวกเราด้วยนะ”
“เจ้าทำได้ ขอฝากตระกูลกู้ด้วยนะ”
พรึบ
ดวงตากลมหวานซึ้งเปิดขึ้น สิ่งที่ได้รับรู้ในตอนนี้เลยก็คือความเจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย
ซ่า
สายฝนเทกระหน่ำ พาเอากลิ่นดินและฝนโชยเข้าจมูกชัดเจน ความเยียบเย็นของสายฝนและอากาศในหน้าหนาวรวมกัน ทำให้ร่างบอบบางที่นอนอยู่บนพื้นเริ่มสั่นสะท้านไหวจากความหนาวเหน็บ
ตอนนี้หญิงสาวนอนคว่ำอยู่บนพื้น รับรู้ได้ว่าโดนอะไรทับอยู่ด้านหลัง จึงพยายามขยับตัว
ร่างทั้งร่างที่เลอะไปด้วยโคลนและเปียกไปทั้งตัว ฝืนข่มความรู้สึกประหลาดใจของตัวเองในการดันอะไรก็ตามที่ทับตัวเองอยู่ออกไป แล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วเริ่มมองไปรอบ ๆ
ภาพอันน่าตกใจที่เห็นนั้นทำให้หญิงสาวตกใจจนกรี๊ดออกมา ก่อนที่ความทรงจำมากมายสายหนึ่ง จะไหลเข้ามาในหัว
“โอ๊ย”
มือน้อย ๆ กุมศีรษะของตัวเอง หลับตาปี๋ ซึมซับข้อมูลทุกอย่างในนั้น ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง นึกอยากหยิกตัวเอง แต่ความเจ็บปวดในตอนนี้นั้นยืนยันได้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
ช่อแก้วที่ควรตายไปแล้ว กลับกลายเป็นกู้หลิงหลิน เด็กสาววัย 15 ปี สมาชิกของตระกูลกู้
ทันทีที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ นางจึงหันกลับไปยังสิ่งที่ตนเองผลักออกไปก่อนจะฟื้นเมื่อครู่ ก่อนจะพบว่า นั่นคือร่างของบิดาของร่างนี้
“ท่านพ่อ!!!” แม้จะเป็นคนอื่นโดยสมบูรณ์ ทว่าความเจ็บปวดในหัวใจกลับล้นเหลือ
ร่างของบุรุษสูงใหญ่ที่มีเค้าหน้าหล่อเหลา แต่บัดนี้กลับซีดเซียวไร้สีเลือด บาดแผลร้ายแรงถึงชีวิตที่กลางหลังจำนวนมาก เกิดจากตอนที่เขาเอาตัวเข้ามารับกระบี่แทนนาง แม้ว่าตอนนั้นนางจะโดนแทงไปแล้วก็ตาม
มือน้อย ๆ สัมผัสลงไปที่จุดที่ควรจะเป็นบาดแผลที่ร่าง ทว่าตอนนี้มันกลับหายไปแล้ว มีเพียงรอยเลือดเปื้อนที่อาภรณ์เท่านั้น ที่บ่งบอกได้ว่ากู้หลิงหลินเคยผ่านอะไรมา
สายตาของนางมองไปโดยรอบ ก่อนจะกรีดร้องอย่างเศร้าเสียใจ เสียงร้องของนางทะลุฝ่าสายฝน ฝ่าเสียงฟ้าร้องครืน หญิงสาวคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง ทรุดกายลงข้างร่างไร้วิญญาณของบิดา ฟุบหน้าลงร้องไห้ด้วยความปวดร้าวในอก เมื่อพบว่า
ตอนนี้ที่อยู่รอบตัวของนาง คือร่างไร้วิญญาณของคนตระกูลกู้ทั้งตระกูล
Writer's talk :
ไม่น้า ไรท์เปิดเรื่องได้โหดเกินไปใช่ม้ายยยยยย 555
เรื่องใหม่ที่เคยถามๆ เอาไว้ค่ะ เรื่องนี้น้องต้องชนนะ บังคับเลย อิอิ
ฝากติดตามเอาไว้ด้วยจ้า ตอนต่อไปมาพรุ่งนี้ เจอกัลลลล
รักมว๊ากกกกกก
บทที่ 1 แค้นของตระกูลกู้
นี่เป็นเหตุการณ์ตอนที่ตระกูลกู้โดนเนรเทศออกมาจากแคว้นจื้อ แล้วโดนนางเอกของนิยาย คือจ้าวเลี่ยงเฟิ่งตามฆ่าล้างตระกูล
ในหัวของกู้หลิงหลินว่างเปล่า ดวงใจบีบรัด ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด สายฝนปนกับน้ำตาจนแยกไม่ออก
แม้ว่าดวงวิญญาณของนางจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกับตระกูลกู้เลย แต่นางกลับรู้สึกโศกเศร้าอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์นี้ ในหัวบังเกิดความทรงจำของร่างเดิม ที่เกิดเหตุการณ์ล่าสังหารนี้ขึ้นมา
ตระกูลกู้เป็นเพียงขุนนางระดับสาม ของแคว้นจื้อ ผู้ที่มีพลังสูงสุดนั้น ก็มีเพียงพลังขั้นสีคราม ขั้นเปลี่ยนแปร หรือระดับ 3 จาก 9 ขั้นใหญ่เท่านั้น ไม่อาจต่อสู้กับคนจากหอเทพยุทธ์มาโจมตี ซึ่งมีพลังระดับต่ำที่ขั้นสีเขียว อันเป็นขั้นที่เหนือกว่าได้
หนึ่งในนักฆ่าที่มา มองพวกนางอย่างเหยียดหยัน ก่อนจะแทงกระบี่เข้ามาปลิดชีพร่างเดิม “ต้องโทษที่พวกเจ้าคิดหมายปองของสูง ลงไปฝันในนรกเสียเถิด”
ในโพรงอกของหญิงสาวเจ็บแปลบ พร้อมคำถามมากมายในใจ
พวกนางผิดอะไรนักหนาหรือ
นั่นเป็นคำถามสุดท้ายที่ร่างเดิมคิดอยู่ในหัว ก่อนที่ดวงวิญญาณของช่อแก้ว ในภพชาติอื่นจะเข้ามาแทนที่
เสียงที่ได้ยินตอนที่นางกำลังเดินทางอยู่ในห้วงมหัศจรรย์นั้น ยังคงดังก้อง แต่ที่ชัดเจนเลยก็คือ ปณิธานเดียวที่ส่งผ่านความรู้สึกมาหานาง
นั่นก็คือความแค้น
กู้หลิงหลินพาร่างที่เจ็บปวดอย่างมากลุกขึ้น ไม่สนความเลอะเทอะของเสื้อผ้า นางจัดการลากร่างของคนตระกูลกู้ทีละร่าง มารวมกันที่ข้างทาง ที่นี่คือถนนชายป่าอสูร ระหว่างที่กำลังจะเดินทางไปยังแคว้นไห่ เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ ตรงนี้เป็นที่เปลี่ยว ไร้คนผ่านไปมา พวกมันจึงมาซุ่มที่นี่ แล้วที่นี่ก็กลายเป็นจุดจบของตระกูลกู้ เมื่อจัดการปลิดชีพทุกคนได้แล้ว ก็จากไปอย่างย่ามใจและหยิ่งทะนง ปล่อยให้ร่างเหล่านี้กลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าอย่างโหดร้ายที่สุด
ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องชายของร่างเดิมทั้งสองคน ที่อายุเพียง 12 และ 10 ปีเท่านั้น ยังมีครอบครัวของท่านลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ และลูกของท่านลุงใหญ่อีก 2 คน ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง
ไม่มีใครรอดเลยแม้แต่คนเดียว
10 ชีวิต
ที่ต้องจบลงเพียงเพราะตัวเองมีพลังอ่อนด้อยกว่า ไร้ซึ่งความสามารถที่จะต่อสู้ โดยที่ไร้ความผิดอย่างสิ้นเชิง
ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าตอนนี้คือท้องฟ้าหลังฝนที่สดใส
กู้หลิงหลินจัดการรวบรวมของทุกอย่างที่เป็นของตระกูลกู้ เก็บมาไว้กับตัว ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในแหวนมิติของแต่ละคน ของหลายอย่างในแหวนมิติเหล่านี้ จะเป็นตัวช่วยของนางในอนาคต นางไม่ยินยอมให้ใครก็ตามที่อาจผ่านมาทางนี้ ได้ฉกฉวยเอาของจากพวกเขาไป กู้หลิงหลินขอโทษและบอกกล่าวในใจ แหวนมิติเหล่านั้นก็หลุดออกมาจากนิ้วของทุกคนอย่างง่ายดาย
ยามเมื่อร่างทั้ง 10 นอนเคียงกันใกล้ ๆ หญิงสาวที่น้ำตาคลออีกรอบ นั่งลงคุกเข่า นางโขกศีรษะ หน้าผากลงแนบพื้นที่เปียกจนกลายเป็นโคลน ไล่ไปทีละศพ เพื่อแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย จนมาถึงร่างของท่านปู่ของนาง ที่เป็นหัวหน้าตระกูลกู้ ภาพจำสุดท้ายคือเขาต่อสู้ปกป้องคนในตระกูลจนตัวตาย เท่าที่พลังขั้นสีครามของตนจะทำได้
“ข้าไม่รู้จักพวกท่าน แต่การได้รับโอกาสอีกครั้งนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ข้าถือว่ามันเป็นวาสนาและโชคชะตา ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้มันสูญเปล่า ความแค้นของพวกท่านข้ารับรู้แล้ว และขอสาบานว่าจะทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะจัดการล้างมลทิน และแก้แค้นแทนพวกท่านทุกคนให้ได้ ด้วยความสามารถทั้งหมดที่ข้ามี พวกท่านจงเฝ้าดูอยู่บนสวรรค์เถอะนะ”
สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านไป ความเย็นเยียบจากสายฝนก่อนหน้า พลันหายไป กลายเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนสายหนึ่ง
นางเงยหน้ามองท้องฟ้า กลุ่มก้อนเมฆด้านบนขยับไหว เผยให้เห็นท้องฟ้าแจ่มใส เช็ดน้ำตาที่หลั่งเพราะความโศกเศร้าจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ว่าจะมาจากเจ้าของร่างเดิม หรือคนที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ ที่รู้สึกเวทนาสงสารชะตากรรมของตระกูลกู้จับใจก็ตามที
ในหัวปรากฏวิธีการใช้พลังสายหนึ่ง ที่ร่างน้อย ๆ จำได้
เจ้าของร่างนี้เดิมที่มีพลังธาตุไฟ สีม่วง ขั้นก่อเกิด ถือเป็นขั้นที่ 2 จาก 9 ขั้นใหญ่ มีเพียงธาตุเดียว ไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์อะไร
มือของนางยกขึ้น จากนั้นเปลวเพลิงจากพลังยุทธ์ของนาง ก็แผดเผาร่างทั้ง 10 ตรงหน้า
แต่ครั้งนี้พลังของกู้หลิงหลินกลับแปลกไป
“เอ๊ะ ทำไมไฟเป็นสีฟ้าล่ะ” ในความทรงจำ พลังไฟของนางก็คือไฟทั่วไปนี่แหละ จุดไฟทำอาหารได้ ใช้โจมตีได้เล็กน้อย ไม่ได้ร้ายกาจอะไร พอป้องกันตัวจากโจรกระจอกได้เท่านั้น แต่หากเจอคนที่มีพลังเทียบเท่าหรือเหนือกว่า พลังของนางก็ไม่นับเป็นอันใดได้
พออุทานจบ ความหน่วงร้อนที่ท้องน้อยก็ลามเลียมายังอกซ้าย เกิดเป็นความเจ็บปวดสายหนึ่ง แม้คนที่เคยชินกับความเจ็บปวด ตั้งแต่ตอนที่ได้ต่อสู้กับโรคร้ายอย่างนางยังต้องนิ่วหน้า
“เจ็บ” อุทานออกมาได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ภาพรอบตัวทั้งหมดจะพลิกกลับ
เพียงวูบเดียวร่างบอบบางของเด็กสาวที่ภายในไม่สาว ก็มาอยู่ในสถานที่แปลกตา กลิ่นสดชื่นของหญ้าและสายลมเอื่อย ๆ ของธรรมชาติ พัดมาปะทะหน้า สลายความเจ็บปวดในร่างออกไปได้อย่างประหลาด
“ที่ไหนเนี่ย” กู้หลิงหลินมองสำรวจภาพที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งสำหรับนางแล้วนี่คือความมหัศจรรย์พันลึกอย่างอธิบายไม่ถูก
ตรงหน้าของหญิงสาวคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล แทบจะสุดลูกหูลูกตา มองไปไกล ๆ ทางซ้าย คือภูเขาสูงลิ่ว เห็นเป็นแนวเขา ถัดมาตรงกลาง คือบึงน้ำ ไม่สิ กว้างขนาดนี้สมควรเรียกว่าทะเลสาบมากกว่า เพราะทะเลสาบนี้ทอดยาวออกไปไกล จนไม่เห็นจุดสิ้นสุดเช่นกัน น้ำของทะเลสาบเป็นสีฟ้าใสงดงามอย่างยิ่ง ยามที่มันส่องประกายกับแสงแดด ราวกับเป็นอัญมณีที่งดงามก็ไม่ปาน
เลยมาทางขวา เป็นหอสูงแบบจีน ก่อจากอิฐหรืออะไรที่ดูแข็งแรงกว่านั้น ทรงกระบอก ขนาดมหึมา ฐานล่างก่ออิฐยกสูง มีประตูที่ทำจากเหล็กที่แค่มองจากตรงนี้ ก็คิดว่าน่าจะกว้างประมาณ 2 จั้ง [1] ได้ ทั้งดูหนาและหนัก แต่ตัวหอนั้นสูงมาก สูงจนมองไม่เห็นยอด แทงทะลุชั้นเมฆขึ้นไปเลยด้วยซ้ำ ดูยิ่งใหญ่อลังการอย่างยิ่ง
ถัดจากนั้นคือบ้านแบบดั้งเดิมที่แสนงดงาม เป็นเรือนสี่ประสานสีขาวหลังคาสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ถัดจากบ้านไปอีกคือลานดินที่กว้างจนสุดลูกหูลูกตา เลยไปอีกจึงจะเป็นแนวป่าที่เขียวครึ้ม ดูลึกลับ
กู้หลิงหลินมองรอบ ๆ อย่างงุนงง ในขณะที่ยืนอยู่ก็สูดเอาความหอมสดชื่นอ่อน ๆ นั้นเข้าปอด จนกระทั่งรู้สึกได้ว่าความเจ็บปวดที่มีแต่เดิมนั้น หายไปจนหมดแล้ว
หญิงสาวประหลาดใจ
“นี่มันอะไรกัน”
แม้จะประหลาดใจ ทว่านางไม่สามารถต้านทานความดึงดูดบางอย่าง ที่รู้สึกได้ตั้งแต่ตอนที่มายังสถานที่นี้ จึงค่อย ๆ เดินเข้าไปที่บ้านสี่ประสานหลังนั้น
มือน้อย ๆ กำลังจะผลักบานประตู แต่ยังไม่ทันได้ออกแรงด้วยซ้ำ
แอ๊ด
บานประตูนั้น ค่อย ๆ แง้มเปิดออกด้วยตัวเองเสียก่อนแล้ว
ด้านในบ้านมีลานบ้านงดงาม เต็มไปด้วยพืชพรรณดอกไม้สีสวย และต้นไม้ที่มีกิ่งก้านเอนไหว ใบเขียวชอุ่ม ดูสดชื่นตา กลางลานบ้านยังมีบ่อน้ำเล็ก ๆ น้ำตกขนาดย่อม เสียงน้ำไหลทำให้ใจสงบอย่างประหลาด
กู้หลิงหลินมองไปยังจุดกลางลานบ้านแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อพบร่างของชายคนหนึ่งยืนอย่างสง่าอยู่ตรงนั้น
“ท่านปู่” นั่นคือท่านปู่ นามกู้ผาน ที่นางเพิ่งจะเผาไปเมื่อครู่นี้นี่นา
ชายชรามีรอยยิ้มเมตตา ดวงตาสงบนิ่ง มองตรงมาที่หญิงสาวด้วยความอาทร
“เจ้าสามารถเรียกข้าเช่นนั้นได้ แต่จริง ๆ แล้วข้ามิใช่กู้ผานหรอก ข้าเป็นเพียงสำนึกของบรรพบุรุษตระกูลกู้ ที่คอยปกปักรักษาสถานที่แห่งนี้เอาไว้เท่านั้นเอง เพียงแต่การยืมรูปลักษณ์ของกู้ผาน อาจทำให้สื่อสารกับเจ้าได้ง่ายขึ้น เจ้าวิญญาณสุกสว่างจากต่างภพเอ๋ย” ชายชราเอ่ยยิ้ม ๆ
กู้หลิงหลินเบิกตากว้าง ตอนนี้นางกำลังมึนงงกับข้อมูลทุกอย่างที่ไหลเข้ามาในหัว
“ข้ามีเวลาไม่มากนัก เพราะตอนนี้เจ้าของที่แท้จริงของดินแดนอนันต์แห่งนี้ปรากฏกายแล้ว ดังนั้นข้าจะอธิบายที่มาที่ไปอย่างเร่งด่วน เนื่องจากข้าเองก็ต้องสลายไปยามที่สำนึกของเจ้าของตัวจริงเช่นเจ้า ได้หลอมรวมกับที่แห่งนี้โดยแท้จริง
การที่เจ้าเข้ามาที่นี่ได้นั้น สามารถกำหนดจิตเพื่อ ‘เข้า’ ดินแดนแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ โดยยามที่เข้ามาแล้วจะเข้ามาทั้งตัว ตัวเจ้าที่ด้านนอกก็จะหายไป เจ้าสามารถนำสิ่งของจากด้านนอกเข้ามาได้ และนำสิ่งของจากด้านในออกไปได้ นำสัตว์วิเศษ หรือสัตว์อสูร ที่ผูกพันธะกับเจ้าเข้ามาได้ โดยหลักการแล้ว เวลาด้านในจะเดินเร็วกว่าด้านนอก เป็นอัตรา 1 วันด้านนอก คือ 1 ปีด้านใน แต่เวลานั้นจะไม่มีผลกับเจ้าเพียงคนเดียว หมายความว่า ถ้าเจ้าปลูกพืช พวกนั้นจะโตตามเวลาในดินแดนนี้ มีเพียงเจ้าที่จะมีอายุตามเวลาด้านนอก แม้เจ้าจะมาใช้เวลาอยู่ในนี้เป็นสิบปีก็ตาม” ชายชราอธิบายอย่างใจเย็น
กู้หลิงหลินพยายามทำความเข้าใจ ต้องขอบคุณความชื่นชอบในการอ่านของนาง ทำให้นางพอจะจับหลักอะไรได้แล้ว
“หมายความว่า ที่นี่คือมิติส่วนตัวของข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
“ที่นี่เหนือกว่ามิติเหล่านั้นมากโขแม่หนูเอ๋ย มิติส่วนตัวของเหล่าคนธาตุมืดนั้น หากยิ่งซับซ้อน ก็ยิ่งต้องสูญเสียพลังในการคงไว้ซึ่งมิติมาก และสูญเสียพลังในการสร้างมากมาย อีกทั้งยังต้องใช้สื่อกลาง แต่ที่นี่อยู่ในตัวของเจ้า ไม่มีใครสามารถเข้ามาได้ และไม่มีใครแย่งชิงจากเจ้าไปได้ มันมีพลังในตัวเอง อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยพลังวิญญาณของเจ้าของมาหล่อเลี้ยง” ชายชราลูบเคราสีเงิน สีหน้าพอใจที่อีกฝ่ายเข้าใจอะไรได้รวดเร็วยิ่ง
กู้หลิงหลินดีใจ ต้องบอกก่อนว่านางสับสนอย่างมาก
แม้จะรับปากคนตระกูลกู้ไปว่าจะแก้แค้นให้ แต่พลังในกายแต่เดิมก็อ่อนด้อย ในหัวกำลังคิดว่าจะใช้วิธีใดในการเปิดโปงความชั่วร้ายของจ้าวเลี่ยงเฟิ่ง และติ้งเฟยเทียน ตอนนี้กลับมีของวิเศษโผล่ขึ้นมา เพียงแค่เข้ามาในนี้ สาวน้อยก็รู้แล้วว่ามันวิเศษมาก
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลกู้ และการที่เจ้าเข้ามาในร่างนี้ มันเป็นเหมือนชะตาที่อธิบายได้ลำบาก แต่มันก็เป็นการปลดพันธนาการสุดท้าย ของดินแดนอนันต์นี้ ที่ไม่มีลูกหลานตระกูลกู้คนใดเคยนำไปใช้ได้ เนื่องจากสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในห้วงเสี้ยววิญญาณของลูกหลานสกุลกู้ทุกคน ที่ในอดีตบรรพบุรุษของพวกเขา ได้เคยบรรลุพลังระดับสูงสุด ก็คือระดับสีทอง และมันฝังเอาไว้ในสายเลือดที่สืบต่อ ๆ กันมา” ชายชราในรูปลักษณ์ของกู้ผานยังคงอธิบายต่อไป
“สีทอง!!!” กู้หลิงหลินอุทานตกใจ
สีทองคือระดับสูงสุดในโลกใบนี้ ที่ว่ากันว่าไม่เคยมีใครไปถึง
บรรพบุรุษของตระกูลกู้ช่างยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ตกต่ำนักเล่า
ชายชราคล้ายเข้าใจว่าหญิงสาวคิดอะไร เขาถอนหายใจ “เฮ้อ ผลอันแสนเลวร้ายของกาลเวลา มีรุ่งเรืองย่อมมีถดถอย เช่นเดียวกับมีเกิดย่อมมีดับ”
หญิงสาวเข้าใจได้ นางที่มาจากต่างที่ต่างเวลา ตอนนั้นก็เติบโตมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ประสบการณ์ชีวิตพอสมควร หลักการเหล่านี้ยังเข้าใจได้ดี
“เจ้าเป็นผู้มีปัญญา ที่มากกว่านั้นคือความอุตสาหะไม่ย่อท้อ และใจเย็นสงบนิ่ง นี่เป็นคุณสมบัติที่ดีในการฝึกยุทธ์ เอาเป็นว่าหากเจ้าต้องการเข้ามาที่นี่ เจ้าก็เพียงกำหนดจิตเพื่อเข้ามา จะระบุว่าเข้ามาอยู่ตรงจุดใดในดินแดนอนันต์แห่งนี้ก็ได้ ยกเว้นหอฝึกตนนั่นที่จะเข้ามาอยู่ได้เพียงหน้าหอเท่านั้น ยามจะออก ก็เพียงกำหนดจิตว่าออก ก็จะออกไปอยู่ยังจุดเดิมที่เข้ามา ระวังอย่าใช้ต่อหน้าคนอื่นก็เพียงพอ ความโลภไม่เข้าใครออกใคร” ชายชราสอนวิธีการใช้มิติอย่างง่าย ๆ ให้นาง
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” กู้หลิงหลินเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ค่อย ๆ เริ่มไม่รู้สึกแปลกแยกทีละน้อย
“หากเจ้ามีข้อสงสัยใด ให้เข้าไปที่ห้องหนังสือทางด้านนั้น จะมีตำราที่อธิบายถึงที่นี่เอาไว้อย่างละเอียด ที่นี่เป็นของเจ้าแล้ว ดังนั้นใช้ให้ดี ข้าขอบคุณแทนสกุลกู้ที่เจ้าอาสาชำระแค้นให้ และขออวยพรให้เจ้าโชคดีนับจากนี้ไป จงใช้ชีวิตโดยไม่ผิดต่อตนเอง และคุณธรรมในใจเถิดนะ” ชายชราที่อยู่ในรูปลักษณ์ของกู้ผาน ยิ้มอย่างเมตตาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วร่างของเขาก็ค่อย ๆ จางลง
กู้หลิงหลินน้ำตาไหลอีกครั้ง แม้ไม่รู้จักกัน แต่คล้ายว่านางจะรู้สึกผูกพันกับตระกูลกู้มากเป็นพิเศษ ในยามที่เห็นคนที่คล้ายท่านปู่ของร่างเดิมกำลังจะจากไปอีกครั้ง จึงเกิดความเศร้าขึ้นอีกครา ร่างที่กำลังจะสลายนั้นยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้นางเบา ๆ ยิ้มอย่างเมตตา แล้วหายไปพร้อมกับสายลมอบอุ่นที่พัดเข้ามาวูบหนึ่ง
หญิงสาวคุกเข่าลงคำนับไปยังจุดที่ร่างนั้นยืนอยู่สามครั้ง ด้วยความเคารพขอบคุณ
ตอนนี้คำอธิบายต่อโลกใบใหม่ยังไม่ครบถ้วน กู้หลิงหลินยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ
“ออก” นางกำหนดจิตเพื่อออกจากดินแดนแห่งนี้ก่อน
ยามที่ได้ออกมา ร่างไร้วิญญาณของสมาชิกตระกูลกู้ยังคงโดนแผดเผาไปเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าตอนนี้จิตใจของกู้หลิงหลินกลับสงบลงมากกว่าเดิม เพราะรู้ดีว่า เรื่องที่นางสงสัยนั้น ในดินแดนอนันต์ย่อมให้คำตอบได้ดี ดังนั้นนางจะจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วค่อยหาคำตอบในเรื่องอื่น
นางนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าร่างทั้งสิบ มองร่างเหล่านั้นมอดไหม้ แต่ครั้งนี้น้ำตาของนางไม่มีให้ไหลแล้ว ต่อหน้าเปลวเพลิงที่โชติช่วงสีฟ้า เพียงไม่นานนัก ร่างทั้ง 10 ก็กลายเป็นกองกระดูกกองหนึ่ง
หญิงสาวนำเอาโถขนาดเล็ก มาบรรจงเก็บกระดูกของร่างทุกร่างเข้าไป เขียนชื่อของทุกคนแปะติดเอาไว้ ห่อด้วยผ้าอย่างดี แล้วนำกระดูกของพวกเขาเข้าไปเก็บเอาไว้ในดินแดนอนันต์ อันเป็นดินแดนของบรรพบุรุษของพวกเขา อย่างน้อย พวกเขาก็ได้สัมผัสความเกรียงไกรของบรรพบุรุษของตนได้
ร่างเล็กจัดการทำลายหลักฐานทั้งหมด ร่องรอยเลือด ร่องรอยการเผา ราวกับตระกูลกู้นั้นหายไปเฉย ๆ จากนั้นเข้าไปในดินแดนอนันต์ แล้วผลัดเปลี่ยนชุดเสียใหม่ ชำระร่างกายให้สดชื่น กลับออกมาอีกครั้ง เพื่อเริ่มเดินทางต่อไป
การศึกษาดินแดนอนันต์ยังไม่สามารถทำตอนนี้ได้ เนื่องจากเส้นทางนี้อยู่ที่ชายป่าอสูร ทั้งเปลี่ยวและไม่ปลอดภัย นางจำต้องเร่งเดินทางด้วยตัวเองเพียงลำพัง เพื่อไปยังอีกแคว้นหนึ่ง ที่เป็นจุดหมายของตระกูลกู้ตั้งแต่แรก
นั่นก็คือแคว้นไห่
แต่เดิมนั้นตระกูลกู้ทุกคน กำลังจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของแคว้นไห่ แต่โดนดักฆ่าเสียก่อน ที่นั่นมีญาติคนหนึ่งของป้าสะใภ้ตระกูลกู้อาศัยอยู่จึงคิดจะไปตั้งหลักที่นั่น
ทว่าตอนนี้ตระกูลกู้ตกเป็นเป้าไปเสียแล้ว ดังนั้นการจะไปยังเป้าหมายเดิม คาดว่าคงจะสร้างความเดือดร้อนให้คนปลายทางเสียมากกว่า
“คงต้องเปลี่ยนเป้าหมายสินะ” กู้หลิงหลินที่เดินมาถึงทางแยก หยิบเอาแผนที่ของดินแดนเทพยุทธ์ออกมา มองหาเส้นทางใหม่
“เมืองฟู่งั้นเหรอ” นางมองพิจารณาเมืองที่อยู่ไม่ไกลนัก เป็นเมืองขนาดกลาง ๆ ที่เงียบสงบ ดูไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ดู ๆ แล้ว ภูมิทัศน์ ความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นจุดเด่นของแคว้นไห่ ก็ยังคงมีอยู่
“อยู่ห่างจากป่าอสูรไม่ไกลนัก คงพอเก็บเกี่ยวอะไรได้ และไม่สะดุดตา พื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ใกล้แหล่งน้ำดีด้วย” ดูจากภูมิศาสตร์ใกล้ ๆ คิดว่าคงมีสภาพอากาศใกล้เคียงกับประเทศบ้านเกิดที่นางจากมาไม่มากก็น้อย
“ตัดสินใจแล้ว ที่นี่แหละ แถมยังอยู่ไกลจากแคว้นจื้อไม่มากด้วย ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ดวงตากลมโตพิจารณาทุกอย่างด้วยความใจเย็น นางไม่ได้คิดประมาท แต่แค่ประเมินจากความน่าจะเป็น
เนื่องจากลักษณะนิสัยของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งนั้นเป็นคนหยิ่งทะนงเอาแต่ใจ ส่วนติ้งเฟยเทียนนั้นเป็นคนดุดันเด็ดขาด แต่ก็เย่อหยิ่ง คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่น เห็นได้จากเหล่าลูกน้องที่ยกมาจัดการตระกูลกู้นั่นอย่างไร ดังนั้นในตอนนี้ ที่จัดการกับตระกูลกู้ไปแล้ว พวกเขาย่อมเข้าใจว่าตระกูลกู้จบสิ้นแล้ว และคงไม่คิดมาระแวงอะไรอีก ตราบใดที่นางไม่โผล่ไปให้เห็น แต่อาจจะจับตาดูคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลกู้อยู่พักหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ระแคะระคายเรื่องที่เกิดขึ้น หรืออาจจะลืมคนตระกูลกู้ไปหมดสิ้นแล้วก็เป็นได้
หมายความว่า ตราบใดที่กู้หลิงหลินไม่ทำตัวโดดเด่นมากจนเกินไป พวกนั้นก็ไม่มีทางรับรู้ได้ว่านางยังรอด
“ข้าคงต้องทิ้งแซ่กู้ไปสักพัก บัดนี้คงเหลือแต่นามหลิงหลิน ที่คงไม่สะดุดตามากมายเท่าใด เอาใจช่วยข้าด้วยนะทุกคน” หญิงสาวเก็บแผนที่เข้าแหวนมิติ
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีขายกันทั่วไป แม้ว่าจะราคาสูง แต่ก็ไม่เกินกำลังครอบครัวนางจะซื้อหา ทว่าพื้นที่ด้านในไม่ได้กว้างมากมาย ขนาดคงประมาณกว้าง 1 จั้งยาว 1 จั้ง สูง 1 จั้ง เท่านั้นเอง ใส่สิ่งของได้ไม่มากมายอะไร
หากจะซื้อที่มีขนาดความจุสูงกว่านั้น ย่อมต้องมีตำลึงทองให้เพียงพอเท่านั้น และแหวนมิติบางวง ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นหน่วยลี้ ได้ข่าวว่าขายอยู่ที่หลายร้อยเพชรเลยทีเดียว
กู้หลิงหลินเอาของทั้งหลายที่ได้มาจากสมาชิกตระกูลกู้ มาสำรวจด้านใน พบว่ามีเงินจำนวนมากไม่เบา รวม ๆ แล้วก็มีอยู่เกือบ 1,000 ตำลึงทอง เป็นเงินที่ทั้งตระกูลลักลอบเก็บเอาไว้ ในตอนที่โดนใส่ร้ายว่าทุจริต ถือเป็นเรื่องที่โชคดีอย่างหนึ่งที่พวกเจ้าหน้าที่ไม่มีใครมาค้นและยึดเอาไป อาจจะเพราะรู้อยู่แล้วว่าชะตากรรมของตระกูลกู้เป็นอย่างไรก็ได้ และนึกว่าพวกเขานั้นโดนยึดทรัพย์ไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่คิดเอะใจ
ร่างบอบบางหันกายเดินตรงดิ่งไปยังเมืองฟู่ ซึ่งเป็นจุดหมายที่ตนเองเลือก สำหรับชีวิตใหม่ในครั้งนี้
“เอาล่ะ จะเป็นยังไงก็ต้องรอดู”
ละครหลังม่าน
กู้หลิงหลิน : ข้าจะเป็นราชา…แค่ก ๆ /// เดินคนเดียวเลยฟุ้งซ่าน
วิญญาณตระกูลกู้ที่เหลือ : ไหวแน่นะ /// ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจ
กู้หลิงหลิน : แค่ไม่ช็อกก็เก่งแล้ว อย่าคิดเล็กคิดน้อยเลยนะ /// ยิ้มหวาน
[1] 1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร
Writer's talk :
แง สงสารตระกูลกู้
น้องจะมีความนิ่งๆ เย็นๆ ของสาวใหญ่มากหน่อยนะคะ
อีกสักพักคงจะเรียกความใสวัยสาวกลับมาได้
ได้มิติที่สุดยอดมากๆ มาด้วย สุดยอดยังไงเดี๋ยวตอนหน้าได้รู้แน่นอน
สปอยนิดว่าเรื่องนี้ น้องเป็นสายเปย์นะคะ เปย์พระเอก 555
รักมว๊ากกกกกก