ถ้าการบวชจะเป็นอาชีพ ก็คงเป็นอาชีพที่ไม่คุ้มกับเงินเดือน - เชือก โชติช่วย
หลายคนอาจจะตกใจกับข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ในวงการพระสงฆ์บ้านเรา ซึ่งในทีนี้ผู้เขียนจะไม่ใช้คำว่า “วงการพุทธ” เพราะพุทธศาสนาใหญ่กว่าประเทศไทย โลกไม่ได้หมุนรอบประเทศไทย อย่างที่ “คุณแขก คำผกา” พูดไว้หลังกรณีข่าวของ “อดีตพระกาโตะ”
และเอาจริง ๆ เหตุการณ์แนวนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มีมาคู่โลก 2,000 กว่าปี ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังอยู่เป็นหลักเป็นประธานด้วยซ้ำ
ดังนั้น ศาสนาพุทธไม่ได้เสื่อม แต่ก็เข้าใจเสียงบ่นพึมพำนี้ได้ เพราะเราชาวพุทธมีความคาดหวังในตัวพระค่อนข้างสูงว่า ท่านจะเป็นผู้ดำรงอยู่ในพระธรรมวินัย ตามแบบฉบับตำรับตำรา ให้เป็นผู้ชี้ทางสว่างแก่ชาวโลก
หรือบางคนอาจจะผิดหวังในมุมที่ว่า วันก่อนยังเห็นท่านเทศน์สอนชาวบ้านเสียดิบดี แต่ที่ไหนได้ตัวท่านเองกลับไปแอบแซ่บ เป็นใครก็เซ็งเหมือนกัน
แต่เอาล่ะ ถ้าทำผิดวินัย ก็มีเรื่องอาบัติและขั้นตอนทางสงฆ์กำกับอยู่ ถ้าผิดอาญาด้วย ก็มีกฎหมายบ้านเมืองกำกับอยู่อีกชั้นหนึ่ง
ขณะที่ในมุมวิชาการทางรัฐศาสตร์ ท่านทั้งหลายก็จะวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ในไทยว่า ให้พึงระหว่างเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐและศาสนาไว้เถิด หลังภาครัฐออกมาขยับว่ากำลังศึกษา เล็งฟื้นกฎหมายสงฆ์ ที่เหมือนจะไปกันใหญ่
บ้างก็ช่วยกันปรามกระแสโซเชียลจากบางฝ่ายว่า อย่าไปยกย่อง อย่าไปเซลฟี่กับผู้ทำผิด เพราะเป็นการเสริมพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เดี๋ยวจะมีคนไม่ดีเข้าไปบวช อาศัยผ้าเหลืองหากินอีก ยิ่งทุกวันนี้เหมือนพระเป็นแค่อาชีพ อาชีพหนึ่งที่มีความอู้ฟู่!
มาถึงตรงนี้ ใครจะไปเจออย่างไรมา ผู้เขียนไม่ติด! เพราะได้ยิน-ได้ฟัง-ได้ข่าว มาเยอะเหมือนกัน
แต่! ส่วนตัวผู้เขียนที่เคยบวชมาแล้ว ตอบได้เลยว่า ถ้านักบวชจะเป็นอาชีพ ก็คงเป็นอาชีพที่โคตรไม่คุ้มกับเงินเดือน (ค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นเงินหรือทรัพย์สิน)
หรืออาจจะเป็นวาสนาของผู้เขียนที่บวชแล้วลำบากแทบทุกครั้ง น่าวงวารมั้ยล่ะ
…“ในคืนแรก เมื่อฉันลาบวช”…
ครั้งแรก บวช (เณร) หน้าไฟ (อันนี้โดนบังคับ)
ครั้งที่สองและสาม บวช(เณร) ภาคฤดูร้อนเป็นหมู่คณะ ตารางกิจกรรมแน่นเอี้ยดตั้งแต่เข้ามืดยันมืดอีกที
ครั้งที่สี่ บวชพระ เมื่อตอนอายุ 32 ปี อยู่วัดที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อปี 2563
การบวชครั้งที่สอง สาม และสี่ เป็นไปด้วยความเต็มใจที่อยากจะฝึกตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการบวชพระครั้งหลังนี้ หาโอกาสมาหลายปีมาก เพราะงานเลี้ยงชีพทางโลกมันยุบยับไปหมด
ผลพลอยได้คือ แม่ พี่น้อง หมู่ญาติ และเพื่อนฝูง ได้มาเอาบุญ บุญที่เกิดจากการขวนขวายตื่นแต่เช้ามาช่วยงาน ทำอาหารมาถวาย และฟังเทศน์ฟังธรรมก่อนนำไปปฏิบัติ และหวังว่าบุญจากการบวชพระลูกชาย จะไปถึงพ่อผู้ล่วงลับ ในฐานะที่เลือดเนื้อและ DNA ของพ่อก็อยู่ในร่างกายเรานี่แหละ
บวชแล้วก็เจอพระอาจารย์ เจอหลวงพี่ หลวงตา ซึ่งท่านตั้งใจบวชยาว ๆ โดยมีเทคนิคว่า “บวชวันต่อวัน”
ทำไมถึงว่าอย่างนั้น นั่นก็เพราะการบวช ต้องใช้กำลังใจที่สูงส่งมาก อันนี้ไม่ได้พูดแบบโลกสวยเลย
ผู้เขียนคิดว่าตัวเองก็พอตัวล่ะ ผ่านการบวชมาหลายรอบ แต่ลืมไปว่าสมัยบวชเณรนั่นมีเพื่อนเยอะ แม้จำวัดในกลด แต่อยู่กลดติด ๆ กันเป็นกลุ่ม
แต่คราวนี้ เป็นพระจำวัดคนเดียว ในกุฏิที่อยู่ลึกที่สุด ติดกับชายป่า ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ ลมแรง ๆ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ลองจินตนาการเสียงต้นยางนาขนาดใหญ่ปะทะแรงลม ส่งเสียงหวีดหวิวทั้งวันทั้งคืน
วันแรก กว่าจะเสร็จพิธีก็ปาไปจนค่ำมืด หลังส่งญาติโยมเสร็จ ก็มาถามเรื่อง How to ความเป็นพระ กับพระอาจารย์ต่อ แต่อย่างแรกเลยก็คือต้องเอาจีวรมาทำพิธี โดยเอาสีเมจิกมาแต้มเป็นจุด ๆ เหมือนให้ผ้ามีตำหนิ หลัก ๆ ก็จะมีผ้าครองกับผ้าอาศัย ภาษาง่าย ๆ คือ ชุดหลักกับชุดสำรอง เรื่องนี้มีหลักการและเหตุผลตั้งแต่สมัยพุทธกาล เพราะผ้าเป็นของหายาก (มีวินัยอยู่ข้อนึงที่ให้จีวรครองอยู่ใกล้ ๆ ตัว เช่น ต่อให้จะซักตากไว้กลางคืน ผู้เขียนก็ต้องไปเก็บแต่เช้ามืดให้มาอยู่ใกล้ ๆ ตัวก่อนสว่าง หรือหอบมาทำวัตรเช้าด้วย อันนี้พระอาจารย์บอกว่าหลักการคือให้พระนึกถึงสมณสัญญา)
เสร็จแล้วก็หอบสัมภาระฝ่าความมืดไปกุฏิหลังท้ายสุด ซึ่งพระอาจารย์บอกก่อนหน้านี้ว่า “หลวงพี่อนุญาตให้เปิดไฟให้สว่างทิ้งไว้ทั้งคืนได้เลยนะ” เอ๊ะ ยังไง?
ถึงกุฏิแล้ว พระใหม่ก็จัดแจงข้าวของ พร้อมกับเปิดแท็ปเล็ตและมือถือ ซึ่งจริง ๆ ไม่ควรใช้ แต่เนื่องจากติดพันเรื่องงานบางอย่างจริง ๆ เลยขอพระอาจารย์ แต่เจ้ากรรม สัญญาณแทบไม่มี สงสัยจะโดนลมพัดปลิวหายไปหมด อ่ะยังดีที่พอมีให้ฟังเสียงสวดมนต์ในยูทูป บวชครั้งนี้ตั้งใจว่าจะสวดบทธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้คล่องปาก
นึกขึ้นมาได้ว่า เอาละ! พรุ่งนี้ต้องห่มจีวรแบบไหน อ๋อ หลวงพี่บอกว่าถ้าอยู่ในพื้นที่ห่มคลุมหรือห่มลูกบวบได้ ส่วนถ้าทางการหน่อยก็ห่มดอง
ห่มดอง ผู้เขียนพอได้นะ แต่ต้องมีเพื่อนช่วยจับตอนพับผ้า อ่ะไม่เป็นไร ใช้ลิ้นชักโต๊ะช่วย แล้วห่มบวบแบบม้วน ๆ อ่ะ ยังทำไม่เป็น ก็ต้องเปิดยูทูปดูวิธี แต่เจ้ากรรม ในคลิปหลวงพี่คนสาธิตม้วน ๆๆ แล้วสะบัดพาดไปข้างหลังก็เข้าทรงพรึบ! ของเราอย่าว่าแต่สะบัดเลย แค่ม้วนจีวรผืนใหญ่ ๆ ยังยาก เพราะผ้าใหม่มันยังไม่นุ่มแหละ อันนี้วิเคราะห์เข้าข้างตัวเอง
ซ้อมห่มไป ๆ มาๆ จะตี 1 แล้ว พระอาจารย์นัดทำวัตรเช้า 04.30 น. ดังนั้น ตื่น 04.00 ไม่ทันแน่ ไหนจะล้างหน้าแปรงฟัน ห่มจีวรอันแสนลำบาก และเดินฝ่าลมหนาวไปศาลาปฏิบัติธรรม
เอาเป็นว่าคืนแรกแทบไม่ได้จำวัด และจำไม่ได้ว่าสรงน้ำรึป่าว เพราะอากาศเย็น แถมห้องน้ำก็อยู่นอกกุฏิ
พอทำวัตรเช้าและปฏิบัติธรรม จากนั้นก็แยกย้ายไปทำงานดูแลงานวัด และจัดการตัวเองต่าง ๆ จากนั้นก็ฉันเช้า พระใหม่ที่ยังไม่เป๊ะเรื่องการถือบาตรและการบิณฯ ท่านให้เอาไว้ก่อน งานนี้ต้องมีซ้อมเดี๋ยวบาตรจะคว่ำจนโดนคว่ำบาตรเอาได้ เสร็จจากเช้าแป๊บ ๆ ก็เพล พอช่วงบ่ายรูปไหนมีงานก็ทำ สมัยบวชภาคฤดูร้อนจะมีพระอาจารย์มาอบรม ส่วนรอบนี้เราอบรมตัวเองวนไป พอตกค่ำก็ทำวัตร นั่งสมาธิ มีเวลาก็เคลียร์งาน อ่านหนังสือบ้างก่อนจำวัดฟังเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ รอบกุฏิ ที่บางคืนก็เงียบจนหูแว่วได้ยินเสียงมหรสพที่ไหนก็ไม่รู้ลอยมา บางคืนก็ดีหน่อยที่มีเสียงรถเกี่ยวข้าวจากทุ่งนาตรงชายป่าฝั่งนู้นพอให้เป็นเพื่อนคลายวังเวง
…“ให้ทั้งกำลังใจตัวเอง แล้วยังต้องเป็นที่พึ่งแก่คนอื่น”…
วันคืนผ่านไปแม้กิจวัตรเริ่มลงตัว แต่ใจมันเคว้ง ๆ โหวงเหวงมันกันแฮะ กับการที่ต้องอยู่คนเดียว จากนั้นก็เริ่มยกย่องชื่นชม พระเพื่อนพี่น้องที่เรารู้จัก บางท่านไปอยู่ต่างจังหวัด บ้างไปต่างประเทศ ใจท่านต้องแกร่งมาก ๆ นี่เราแค่บวชช่วงสั้นอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ดเองนะเนี่ย
โดยเฉพาะคนที่ต้องจากครอบครัว จากบุคคลผู้สนิทคุ้นเคย เจอชีวิตที่ไม่สะดวกสบาย ต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก ถ้าคนที่ชีวิตดีอยู่แล้วจะมาบวชทำไม เพราะต้องถือศีลหลายข้อ ต้องปฏิบัติธรรม ต้องทำกิจวัตร ต้องอดกินอดนอน ต้องรับบุญทำภารกิจดูแลวัด บางท่านก็มีงานบริหาร งานช่วยเหลือชุมชน ฯลฯ ตื่นเช้ามาแล้วอยากจะกราบหลวงพี่ทุกรูปทั่วทุกมุมวัดซะเหลือเกิน นับถือใจท่านทั้งหลายจริง ๆ
อย่างพระอาจารย์ที่นี่ นอกจากท่านจะบริหารหลายสิ่งอย่างแล้ว ทุกวันท่านก็จะแปลงร่างเป็นช่างทาสี ชนิดที่มืออาชีพยังอาย เพราะทากุฏิมาแล้วหลายหลัง
ตลอดเวลาที่บวชอยู่ ผู้เขียนยังจำหลักปฏิบัติที่มีพระอาจารย์สอนตั้งแต่สมัยบวชเณรแล้วว่า “ต้องทำตัวให้สมกับการที่คนกราบไหว้”
ถ้าจะบอกว่าใส่สบงแล้วทรงพลัง พลังจริง ๆ มันคงออกมาจากข้างใน เราได้ถามตัวเองว่าการที่คนทั้งหัวหงอกหัวดำมากราบไหว้ เค้ายอมลดศักดิ์ศรี วางสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมลงชั่วระยะ แปลว่าเค้าคาดหวัง และเห็นอะไรถึงยอมก้มหัวให้พระ
ก็คงเป็นเพราะการใช้กำลังใจที่สูงส่งขนาดนี้แหละ คนมาทำบุญด้วยถึงได้บุญ อย่างที่เค้าเรียกว่าเป็น “เนื้อนาบุญ”
ผู้เขียนเอง ตลอดเวลาที่บวชอยู่ราวครึ่งเดือน ก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเต็มที่ คราวใดที่มีความสุขจากการบำเพ็ญภาวนา ก็นึกถึงหลาย ๆ คนที่มาช่วยงาน-ร่วมงาน-นึกถึงผู้มีพระคุณทุกท่าน รวมถึงผู้อ่านบทความนี้ด้วยนะ ให้ได้บุญด้วยกัน
… “ใจไม่รักจริงใครจะกล้าลงทุนกับอาชีพนี้”…
อ้อ! ผู้เขียนเกือบลืมไป ตลอดเวลาที่บวชอยู่ ได้รับกิจนิมนต์ 1 ครั้งให้ไปสวดมนต์ที่บ้านชาวบ้าน พอดีมีพระอาจารย์รูปหนึ่งท่านเสียสละให้พระใหม่ไปลองลิ้มชิมรสดูพอให้มีสีสัน ได้รับซองมา 600 บาท สุดท้ายก็ถวายคืนหลวงพี่นั่นแหละ ส่วนซองร่วมบุญงานบวชจากญาติโยมก็เอาไปใช้จ่ายกับงานบวชจริง ๆ แล้วก็ถวายวัดด้วย หลังจากสึกออกมาก็กลับไปลุยงานทำมาหาเลี้ยงชีพต่อ แม้จะเหนื่อยยากแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับตอนบวช
ดังนั้น ผู้เขียนเลยกล้าพูดจากประสบการณ์ตรงเลยว่า “ถ้าการบวชจะเป็นอาชีพ ก็คงเป็นอาชีพที่ไม่คุ้มกับเงินเดือน”
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงมีพระหลายต่อหลายรูป ที่ท่านยังทำอาชีพนี้อยู่ในบ้านเรา และทั่วโลก ทั้งในอดีต ปัจจุบันและในอนาคต
เมื่อผู้เขียนเห็นพระที่ไหน อยากแรกในหัวสมอง จึงเป็นการนับถือใจของท่าน
เพราะพระทุกรูป คือนักเดินทาง
มีถึงเป้าหมายบ้าง ไม่ถึงบ้าง
มีเป้าหมายไกลบ้าง ใกล้บ้าง
ยิ่งถ้าเป็นเณร ที่ต้องละความสนุกสนานวัยเยาว์ ขาดการพะเน้าพะนอจากพ่อแม่ มาอยู่กับคนแปลกหน้า มาเรียนบาลียาก ๆ ต้องฝึกนั่งสมาธิ ทั้งที่ปกตินั่งเฉย ๆ ก็ยากอยู่แล้ว ไม่มีเกมให้เล่น ไม่มีขนมให้กินตลอดเวลา
เด็กที่ตัดใจได้เก่งขนาดนี้ เห็นทีไร เราก็อยากจะตีลังกาม้วนหน้า 8 ตลบไปกราบสัก 3 ทีจริง ๆ
ดังนั้น ใครจะบวชก็อนุโมทนา บวชแล้วเป็นแบบไหนท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ อย่าให้โป๊ะ ส่วนท่านไหนจะสึกก็ไม่ว่า เพราะคนเราล่วนมีทางเดิน ออกแบบเส้นทางชีวิตของตัวเองได้
ตอนนี้ผู้เขียนไม่อินกับใครทั้งนั้น เพราะยังเอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน ฮาาา
เจริญพร เอ้ย! สวัสดี ตอนนี้เป็นโยมแล้ว