โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

"ค่าเปลี่ยนชื่อ / ค่าเปลี่ยนสัญญาคอนโด" ต้องจ่ายหรือไม่?

Checkraka

เผยแพร่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 06.53 น. • เช็คราคา.คอม

ช่วงนี้ผู้ประกอบการหลายราย (ทั้งรายเล็กและรายใหญ่) ไล่เปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ๆ กันเป็นว่าเล่น ซึ่งบางโครงการก็ฮิตมากมีนักเก็งกำไรเข้าไปซื้อหลายรายอยู่พอสมควร ปัญหาที่เกิดขึ้นคือคนซื้อดาวน์บางคนโดนเรียกเก็บค่าเปลี่ยนชื่อ หรือค่าเปลี่ยนสัญญาจากเจ้าของโครงการด้วย? คำถามคือ เราจะต้องเสียค่าเปลี่ยนชื่อพวกนี้อีกหรือ? วันนี้ CheckRaka.com เรามีคำตอบมาให้ครับ การเปลี่ยนชื่อคืออะไร ? คำพูดง่ายๆ ที่พูดกันว่า "เปลี่ยนชื่อคอนโด" หรือ "เปลี่ยนสัญญา" จริงๆ แล้วถ้าพูดกันในแง่หลักการแล้วก็คือการ "เปลี่ยนตัวคู่สัญญา" ในสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดนั่นเอง จากชื่อคนจะซื้อเดิม (ซึ่งอาจเป็นนักเก็งกำไรที่เข้าไปจองซื้อคอนโดไว้หรือคนซื้อจริงแต่เปลี่ยนใจอยากขายดาวน์) เป็นเรา (สมมติเราจะเข้าไปซื้อต่อ) โดยสัญญาจะซื้อจะขายที่พูดถึงนี้ก็คือตัวสัญญาที่ผู้จะซื้อรายเดิมนี้ได้เซ็นไว้กับเจ้าของโครงการคอนโดนั้นนั่นเอง วิธีการก็คือ ถ้าเราสนใจจะซื้อดาวน์คอนโดต่อจากคนจะซื้อรายเดิม เราก็ต้องแจ้ง Sales โครงการล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อกัน แล้วนัดคนจะซื้อรายเดิมนี้เข้าไปที่สำนักงานขายโครงการ พร้อมกับทำสัญญาฉบับหนึ่งกับโครงการซึ่งทางโครงการจะเป็นคนเตรียมให้ (อาจเป็นในรูปของสัญญาแก้ไข หรือบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย) เพื่อเปลี่ยนชื่อคนจะซื้อรายเดิมในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดนี้เป็นชื่อเราแทน (ในฐานะผู้จะซื้อคนใหม่) ส่วนเจ้าของโครงการก็ยังคงฐานะเดิมคือเป็นผู้จะขายต่อไป ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนชื่อหรือไม่ ? คำตอบนี้ต้องแบ่งเป็น 2 กรณีขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าไปซื้อต่อจากเจ้าของเดิมตอนไหน 1. ถ้าเจ้าของเดิมยังไม่ได้เริ่มจ่ายเงินดาวน์เลย แค่เซ็น "ใบจองซื้อห้องชุด" และชำระเงินจองไปเฉยๆ ยังไม่ได้เซ็น "สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด" กับโครงการ กรณีนี้ไม่มีกฎหมายควบคุม ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่แต่ละโครงการจะกำหนดไว้ในใบจองนั้น ซึ่งหลายๆ โครงการก็มีเรียกเก็บเหมือนกันตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท ดังนั้น ถ้าเราเข้าไปซื้อใบจองแบบนี้ เราอาจจะต้องเสียค่าเปลี่ยนชื่อ

2. ถ้าเจ้าของเดิมผ่านขั้นตอนเซ็น"ใบจองซื้อห้องชุด" และหลังจากนั้นก็ได้ทำ "สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด" กับโครงการแล้ว โดยหลักการกฎหมายกำหนดว่าสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดจะต้องทำตามแบบสัญญามาตรฐานของกรมที่ดิน ซึ่งถ้าเจ้าของโครงการคอนโดทำตามกฎหมายตัวนี้ (คลิกดูเนื้อหาสัญญาได้ที่นี่) การเปลี่ยนชื่อจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือค่าเปลี่ยนชื่อใดๆ ให้กับเจ้าของโครงการ หรือผู้จะซื้อรายเดิมแม้แต่บาทเดียว เพราะข้อ 4.5 ของสัญญามาตรฐานนี้ระบุชัดเจนห้ามไม่ให้มีการเรียกเก็บอยู่แล้วโดยมีข้อความตามสัญญาดังนี้ "ในระหว่างที่สัญญานี้ [สัญญาจะซื้อจะขาย] มีผลใช้บังคับ ผู้จะซื้อ [ผู้จะซื้อรายเดิมที่จองคอนโดไว้และจะขายดาวน์ต่อให้เรา] มีสิทธิโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้บุคคลอื่น [เราในฐานะผู้จะซื้อรายใหม่ที่จะซื้อดาวน์คอนโดนี้] โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้จะขาย [เจ้าของโครงการ] โดยผู้จะขายตกลงจะไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้จะขายต้องจัดให้ผู้รับโอน [ซึ่งก็คือเราในฐานะผู้จะซื้อรายใหม่ที่จะซื้อดาวน์คอนโดนี้] ได้รับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่" ดังนั้น ถ้าเราเข้าไปซื้อดาวน์หลังจากที่เจ้าของเดิมเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโครงการแล้ว กฎหมายวางหลักชัดเจนว่าไม่ให้มีการเรียกเก็บครับ ปัญหาที่เกิดและทางออก อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติมักจะเกิดปัญหา 2 เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ คือ 1. เจ้าของโครงการให้ทำสัญญาจองซื้อแทน: เจ้าของโครงการบางรายเลี่ยงบาลีไม่ยอมทำ "สัญญาจะซื้อจะขาย" กับลูกค้า แต่กำหนดให้ลูกค้าเซ็น "สัญญาจองซื้อ" แทน และไม่มีกำหนดเวลาให้ลูกค้าเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในเวลาอันใกล้นี้ด้วย (เช่น 15 วัน) ในแง่หลักการนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าสัญญาจองซื้อจะต้องทำตามแบบสัญญามาตรฐาน ดังนั้น เจ้าของโครงการก็จะยัดข้อสัญญาขอเรียกเก็บค่าเปลี่ยนชื่อเข้ามา เช่น ขอเรียกเก็บ 10,000 หรือ 20,000 บาท แล้วพอโครงการก่อสร้างใกล้เสร็จซึ่งผ่านไปแล้ว 1-3 ปี (แล้วแต่ระยะเวลาก่อสร้างของโครงการ) ก็ค่อยเรียกลูกค้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขาย ทางออกหรือวิธีลดความเสี่ยงถ้าเจอโครงการแบบนี้ก็คือ

  • ถ้ามีโครงการอื่นให้เลือก ควรเลือกโครงการอื่น เพราะการที่เจ้าของโครงการทำแบบนี้ เป็นการส่อเจตนาแล้วว่าอาจพยายามเอาเปรียบลูกค้า เพราะโดยวิธีปฏิบัติแล้ว ถ้าเจ้าของโครงการตรงไปตรงมา และทำตามกฎหมายจริง หลังจากลูกค้าเซ็น "ใบจองซื้อห้องชุด" แล้ว เจ้าของโครงการจะต้องทำ "สัญญาจะซื้อจะขาย" กับลูกค้า ไม่ใช่ "สัญญาจองซื้อ" นอกจากนี้ โดยหลักทั่วไปแล้ว ถ้าเจ้าของโครงการผิด "สัญญาจองซื้อ" ผู้ซื้อจะมีทางเลือกในการเล่นงานเจ้าของโครงการได้น้อยเรื่อง และน้อยทางเลือกกว่าการผิด "สัญญาจะซื้อจะขาย"

  • สัญญาจองซื้อไม่มีกฎหมายควบคุมเหมือนสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น เจ้าของโครงการจะเขียนอะไรก็ได้ซึ่งแน่นอนมักเป็นการเอาเปรียบคนซื้อ ดังนั้น ถ้าปฏิเสธไม่เซ็นได้ ควรปฏิเสธเลย

  • ลองอ่านสัญญาจองซื้อดู และหากพบว่าสัญญานี้ไม่มีเนื้อหา หรือข้อความตามที่ พรบ. คุ้มครองผู้บริโภคกำหนด (ดูเนื้อหาที่ต้องมีได้ที่นี่) ให้ฟ้อง สนง.คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง เพราะธุรกิจขายห้องชุดเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และการที่เจ้าของโครงการไม่ทำตามกฎหมายตัวนี้ ก็จะถือว่าฝ่าฝืน พรบ. คุ้มครองบริโภคซึ่งจะมีโทษตามกฎหมายด้วย2. เจ้าของโครงการดื้อแพ่งเรียกเก็บอยู่ดี: บางโครงการก็ฝ่าฝืนกฎหมายเอาซะดื้อๆ คือถึงแม้จะใช้สัญญาจะซื้อจะขายมาตรฐานของกรมที่ดิน แต่ก็แอบแก้ข้อสัญญาข้อนี้ให้เป็นว่าถ้ามีการซื้อขายดาวน์ต่อ เจ้าของโครงการจะเรียกเก็บค่าเปลี่ยนชื่อ (หรือเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น ค่าดำเนินการ) ทางออกหรือวิธีลดความเสี่ยงถ้าเจอโครงการแบบนี้ก็คือ

  • ให้เถียงไปเลยว่าข้อสัญญาแบบนี้ไม่เป็นคุณกับผู้จะซื้อและขัดกับ พรบ. อาคารชุด (มาตรา 6/2) ซึ่งหมายความว่า ข้อสัญญาที่ไม่เป็นคุณกับผู้จะซื้อแบบนี้ ไม่มีผลใช้บังคับเลย และถือว่าเจ้าของโครงการทำผิดกฎหมายตัวนี้แบบเต็มๆ ด้วยซึ่งมีโทษคือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

  • ขอให้เจ้าของโครงการแก้ไขข้อสัญญาข้อนี้ให้ถูกต้องตามสัญญามาตรฐาน คือแก้ว่าให้ไม่มีการเรียกเก็บค่าเปลี่ยนชื่อ

  • แจ้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้ามาดู หรือเข้ามาช่วยเป็นคนกลางแก้ไข หรือช่วยเหลือ โดยโทรสายด่วน สนง. คุ้มครองบริโภคได้ที่ 1166 (ส่วนจะช่วยเหลือได้แค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ)ดังนั้น กล่าวโดยสรุปในแง่หลักการก็คือ เราไม่ต้องเสียค่าเปลี่ยนชื่อ ค่าเปลี่ยนสัญญา หรือค่าดำเนินการใดๆ เวลาเราซื้อดาวน์คอนโดต่อจากคนที่ได้มีการเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโครงการอีกต่อไปแล้ว (แต่ถ้าเป็นการซื้อแค่ใบจอง (คือคนขายเขายังไม่ได้เซ็นสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการ) ยังอาจต้องเสียอยู่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในใบจอง) แต่ในบางกรณี เราอาจเจอเจ้าของโครงการที่ไม่ตรงไปตรงมาแอบสอดใส้ขอเรียกเก็บจากเรา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เรา CheckRaka.com ขอแนะนำว่าให้ถอยห่างจากเจ้าของโครงการแบบนี้ดีกว่า เพราะแม้กฎหมายเขียนห้ามชัดเจนในเรื่อง (เล็กๆ น้อย) แบบนี้ เขายังฝ่าฝืนเลย นับประสาอะไรกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่เขาอาจเลี่ยงกฎหมาย เอาเปรียบ หรือหมกเม็ดกับท่านได้นะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...