โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กสิกรไทย ไพรเวท แบงกิ้ง เสิร์ฟบริการใหม่ "แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2566 เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2566 เวลา 11.01 น.

กสิกรไทย ไพรเวท แบงกิ้ง ธนาคารกสิกรไทย เสิร์ฟบริการใหม่ลูกค้า Wealth “แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว”

วันที่ 19 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Prachachat Wealth เล่าเรื่องการลงทุน SS2 EP.15 นี้พาคุยกับกสิกรไทย ไพรเวท แบงกิ้ง ธนาคารกสิกรไทย เสิร์ฟบริการใหม่ลูกค้า Wealth “แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว” โดย “พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” Managing Director, Wealth Planning and Noncapital Market ใน Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย

บริการ “แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว” คืออะไร ?

หลังจากที่ KBank Private Banking เป็นพันธมิตรกับธนาคารลอมบาร์ด โอเดียร์ ก็ได้เอาปรัชญาในเรื่องการลงทุนที่มองเรื่องของความเสี่ยง และก็รวมถึงเรื่องของบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวมาใช้ การบริหารสินทรัพย์ครอบครัวในต่างประเทศ เขามีบริการพวกนี้ในธุรกิจ Private Banking มาหลาย 10 ปีแล้ว แต่ว่าในประเทศไทยในช่วง 6 ปีที่แล้ว ยังไม่ได้มีใครทำ

เราก็เลยเป็นธนาคารแรกที่ทำเรื่องพวกนี้ พอเราเริ่มให้บริการมา 3-4 ปี เรื่องหนึ่งที่เราเห็นก็คือว่าในการวางกติกาของครอบครัว ซึ่งในการจะทำเรื่องพวกนี้ได้ครอบครัวจะต้องไม่มีความขัดแย้ง ที่ผ่านมาก็เลยกลายเป็นว่าสำหรับครอบครัวที่มีความขัดแย้ง เขาก็บริหารจัดการทรัพย์สินไม่ได้ จะตกลงกติกาก็ไม่ได้ ทางทีมก็เลยพัฒนาบริการอันนี้ขึ้นมา ที่เรียกว่าบริการเรื่องของการแก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว

ลักษณะที่ทำให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ปกติเวลาครอบครัวทะเลาะกัน ในครอบครัวมักจะมองหาคนกลาง ซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นคนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ จากที่เราเข้าไปแต่ละบ้านในการบริหารจัดการสินทรัพย์ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่มองว่าธนาคารมีความเป็นกลาง คลาสสิกเคสของเราเลยก็คือว่าถ้าสมมุติว่าครอบครัวมีที่ดิน 1 แปลง พี่น้องบางส่วนอยากจะขาย พี่น้องบางส่วนอยากจะเก็บไว้ เขาจะตกลงกันอย่างไร เรื่องพวกนี้หลาย ๆ ครอบครัวกลายเป็นว่าทะเลาะกันเยอะ

หรือว่าบางบ้านจะเป็นเรื่องของการถือหุ้นในธุรกิจครอบครัว มันก็จะกลายเป็นความบาดหมางที่มันทำให้การจัดการเรื่องของทรัพย์สินอื่น ๆ มันทำไม่ได้ และก็ที่สำคัญที่สุดมันทำให้ธุรกิจหลาย ๆ ครอบครัวมันเกิดการล่มสลายก็เพราะว่าความขัดแย้งเหล่านี้ ก็เลยเป็นที่มาของ KBank Private Banking จึงออกบริการที่มาช่วยลูกค้าในการแก้ไขปัญหาเรื่องพวกนี้

อะไรคือจุดเด่นของบริการนี้ ?

สิ่งที่เรามองหลัก ๆ เลยเรื่องแรกก็คือว่ามันค่อนข้างจะมีความสำคัญคือ 1.ทำให้การจัดการกงสีของครอบครัวหรือว่าธุรกิจครอบครัวมันไปต่อได้ เรื่องที่ 2.ที่เรามองก็คือการว่าประหยัดเกี่ยวกับเวลา เรื่องของค่าใช้จ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพอเขาพูดกันไม่ได้ หนึ่งคือธุรกิจสะดุดหยุดลง เกิดการฟ้องร้องขึ้น ระยะเวลาที่ใช้ก็หลายปีทีเดียว เพราะฉะนั้นนอกจากเรื่องของเวลาแล้ว ค่าใช้จ่ายก็สูงมากด้วย

ดังนั้น ที่เรามีนักกฎหมายที่เป็นกลางให้ข้อมูลคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพียงพอ และก็เขามีโอกาสที่จะตกลงกันได้ และก็ด้านที่ 3 ที่สำคัญอย่างน้อยที่สุดหลาย ๆ ครอบครัวก็ยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ของความเป็นพี่น้อง หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจได้

หลัก ๆ ที่เราทำเรื่องของการไกล่เกลี่ย เราจะมี 2 ส่วน คือธนาคารเราจะเข้าไปช่วยดูแลในภาพรวมในการพูดคุยระหว่างคู่กรณีว่าเขาต้องการใครบ้าง หลัก ๆ ที่เราจะมีให้ในบริการนี้อยู่แล้วเลยคือ นักจิตวิทยา ซึ่งเขาจะมีความสามารถในการช่วยไกล่เกลี่ย ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเปิดใจรับฟังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็คือว่าเราจะมีนักกฎหมายที่เข้ามาช่วยให้ข้อมูลในเรื่องของเชิงกฎหมายของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

และก็วิธีการทำงานของเราคือเราไม่ได้มีหน้าที่ในการที่จะตัดสินว่าคู่กรณีฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ว่ามันจะเป็นหน้าที่ของทีมคือการช่วยให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเขาสามารถหาทางออกร่วมกันได้

ใครที่สามารถใช้บริการนี้ได้บ้าง ค่าใช้จ่ายแพงไหม ?

ลูกค้าที่ใช้บริการของบริการนี้ เราเป็นการดูแลลูกค้ากลุ่ม Private Banking ทีนี้คนที่จะใช้บริการ จริง ๆ แล้วก็คือไม่จำเป็นจะต้องเป็นเฉพาะในครอบครัวเท่านั้น พันธมิตรทางธุรกิจก็สามารถจะใช้บริการพวกนี้ได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องของค่าใช้จ่ายตอนนี้เราก็พยายามจะทำเหมือนคล้าย ๆ กับแพ็กเกจ เวลาที่ทำเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เรื่องของการจัดสถานที่ แล้วก็จัดรูปแบบการไกล่เกลี่ย มีการสำรวจก่อนครั้งแรกว่าเคสนี้มันมีความยากมากน้อยแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญคิดว่ามันมีโอกาสที่จะแก้ปัญหาได้หรือเปล่า

เราจะให้ข้อมูลเหล่านี้กับตัวของลูกค้าก่อน ถ้าครอบครัวตกลงว่าโอเค คู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงแล้วว่าอยากจะเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งก็ค่อยเข้ามาสู่ในกระบวนการทั้งหมดก็จะมีประมาณ 5-6 Section ที่เขาจะมาพูดคุยกัน โดยที่มีทั้งนักจิตวิทยา แล้วก็นักกฎหมาย แล้วท้ายที่สุดหลังจากพูดคุยกันจบ ทางทีมที่เป็นนักกฎหมายก็จะมีการร่างข้อตกลงร่วมกันระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย

อันนี้ก็จะอยู่ในแพ็กเกจ ค่าใช้จ่ายอยู่ราว ๆ ประมาณ 4-5 แสนบาท แต่หลัก ๆ การจะเข้าใช้บริการในเรื่องของการแก้ไขความขัดแย้ง คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมที่จะให้ทางธนาคารกับทีมผู้เชี่ยวชาญมาเป็นคนกลางในการช่วยแก้ปัญหา

ตอนนี้เริ่มให้บริการแล้วหรือยัง ?

เราเพิ่งเปิดตัว จริง ๆ แล้วเราจะเริ่มบริการนี้เต็มตัวตอนเดือนกรกฎาคม แต่ว่าช่วง 6 ปีที่ผ่านมาจริง ๆ เรามีลูกค้าอย่างที่เรียนว่า เขาต้องการที่จะทำเรื่องพวกนี้ เราก็เลยมีการลองช่วยเขาในเรื่องพวกนี้มาแล้วระดับหนึ่ง ก็คิดว่าตอนนี้หลังจากที่มีข่าวออกไป เรื่องของบริการการแก้ไขความขัดแย้งก็มีหลายครอบครัวที่ติดต่อเข้ามา ว่าเขาอยากให้เราช่วยในการจัดการปัญหาของเขา

ตั้งเป้าหมายการบริการอย่างไร ?

จริง ๆ ต้องบอกว่าเราอยากให้บริการนี้มันมีคนใช้น้อยที่สุด เพราะว่าถ้าเราช่วยแต่ละครอบครัวที่เป็นครอบครัวที่เราดูแลจัดการเรื่องต่าง ๆ แล้วตั้งแต่ต้นความขัดแย้งมันน่าจะแทบไม่มีเลย แต่สำหรับครอบครัวตอนนี้ต้องบอกว่าจากการสำรวจที่ผ่านมาใน 100 ครอบครัวที่เราดูแล จะมีประมาณ 15 ครอบครัวที่อาจจะมีความขัดแย้งแล้ว

ซึ่งระดับความขัดแย้งก็แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่าปีหนึ่ง ๆ เราอาจจะช่วยบ้านเหล่านี้ได้ก็คิดว่าน่าจะเป็นจำนวนหนึ่ง

ต้องเรียนแบบนี้ สมมุติว่าใน 10 บ้าน เราอาจจะมีสัก 3 บ้านที่เขาพูดคุยกันรู้เรื่องและเดินต่อไปได้ ก็อาจจะมีอีกสัก 4 บ้านที่เขาแยกกัน แต่ว่าจบกันด้วยดี แล้วก็ส่วนที่เหลืออาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่จบและมีการไปฟ้องร้องต่อศาลก็มีเหมือนกัน

แต่ว่าท้ายที่สุดที่เรามองก็คือว่าในการช่วยยุติความขัดแย้งของทั้ง 3 กรณีนี้ มันมีข้อดีหลายอย่าง อันแรกเลย เคสแรกไม่ต้องพูดเลยหากตกลงกันได้ อยู่กันต่อ เขาก็เก็บกงสีอยู่ได้ ความสัมพันธ์พี่น้องก็ดี แล้วก็จริง ๆ แล้วภาพรวมของประเทศมันก็ดีด้วย

เป็นหนึ่งในความภูมิใจเราเพราะเราเคยทำเคสของบ้านที่มีที่ดินแปลงสำคัญมาก ๆ ในกรุงเทพฯ แล้วก็พี่น้องทำอะไรกันไม่ได้เลยทะเลาะกันมา 8 ปี และเราใช้เวลาเคสนี้เป็นเวลา 3 ปี ในการเริ่มให้เขากลับมาพูดคุย และท้ายที่สุดเขาก็ทำธุรกิจต่อไปได้

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่เขาตกลงที่จะแยกจากกัน อันนี้อย่างน้อยข้อดีคือว่า เขายังเก็บความเป็นพี่น้องกันได้ เขาไม่ต้องไปศาล เพราะฉะนั้นประหยัดเรื่องเวลา และค่าใช้จ่าย

ส่วนเคสที่ 3 ที่ตอนท้ายที่สุดเขาก็ยังไปฟ้องร้องกัน อย่างน้อยที่สุดเคสพวกนี้ตอนที่เราเอาผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เข้ามา ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับข้อมูลเรื่องของข้อกฎหมายและอื่น ๆ ที่น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นก่อนที่เขาจะไปศาล เขาได้รับข้อมูลที่พอจะตัดสินใจได้แล้วว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ

เพราะฉะนั้นในมุมของทีมเองเรามองว่าบริการแก้ไขความขัดแย้งไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นกรณีไหนใน 3 กรณี ทุกคนได้ประโยชน์หมด อันนี้คือหัวใจหลักสำคัญของการให้บริการเรื่องนี้ของเรา

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...