โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พอล ดิแร็ก" นักฟิสิกส์ผู้เงียบขรึม แต่บรรยายได้งดงามราวเสียงดนตรี | บัญชา ธนบุญสมบัติ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ก.ค. 2566 เวลา 06.16 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2566 เวลา 05.43 น.

หากทำโพลถามว่านักฟิสิกส์ที่โดดเด่นที่สุด 10 คนแรกมีใครบ้าง ชื่อที่คุ้นหูอย่างเซอร์ไอแซ็ก นิวตัน และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ย่อมโผล่ขึ้นมาแน่ๆ แต่บางชื่อที่ติดโผแทบทุกโพลอย่าง พอล ดิแร็ก นี่ คนไทยส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยรู้จักเลย

พอล เอเดรียน มอริซ ดิแร็ก (Paul Adrien Maurice Dirac) เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1902 พ่อของเขาเป็นคนสวิสที่ย้ายมาอยู่อังกฤษ ส่วนแม่เป็นคนอังกฤษ ทั้งคู่มีลูก 3 คน

พ่อของเขาเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสและมีบุคลิกเฮี้ยบมาก คือจะบังคับให้ลูกทุกคนพูดเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น หากใครพูดผิดก็จะถูกลงโทษ

ดิแร็กก็เลยเลี่ยงโดยการไม่พูดเลยหรือพูดให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ พ่อยังห้ามลูกๆ ไม่ให้คบค้าสมาคมกับคนอื่น และบังคับให้เรียนในสิ่งที่ลูกไม่สนใจอีกต่างหาก

ดิแร็กเป็นคนเงียบขรึม ขี้อาย ไม่ค่อยพูดจา ไม่ชอบเด่นดัง เรียกว่าเป็นอินโทรเวิร์ตแบบสุดๆ ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่เขาทำงานมีการตั้งหน่วยขึ้นเล่นๆ ว่า 1 Dirac คือ พูด 1 คำต่อวัน (แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุ 1 คำต่อปีก็มี)

คราวหน้าเจอใครพูดน้อยๆ ลองใช้หน่วยนี้วัดดูนะครับ

แม้จะไม่ช่างพูด แต่เมื่อมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จัดให้ดิแร็กบรรยายปีละครั้งในช่วงปี ค.ศ.1930-1933 นักฟิสิกส์เรืองนามชาวอินเดียชื่อ สุพรมมัณยัน จันทรเศขร (Subrahmanyan Chandrasekhar) ได้เข้าฟังทั้ง 4 ครั้ง และบอกในภายหลังว่าการบรรยายของดิแร็กนั้น “ราวกับเป็นเสียงดนตรีที่คุณอยากจะฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

มีเรื่องว่าเมื่อเขาทราบว่าได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี ค.ศ.1933 นั้น ตอนแรกเขาต้องการปฏิเสธรางวัลเพราะไม่อยากมีชื่อเสียง

แต่เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด นักฟิสิกส์ผู้อาวุโสเตือนว่าหากเขาไม่ไปรับรางวัล ก็จะยิ่งดังหนักขึ้นไปอีกไป เขาจึงจำยอมไปรับรางวัล

ในปีนั้นเขาได้รางวัลโนเบลร่วมกับแอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ ผู้คิดค้นกลศาสตร์คลื่นในวิชากลศาสตร์ควอนตัม

ครั้งหนึ่งดิแร็กเดินทางไปญี่ปุ่นกับเพื่อนนักฟิสิกส์ชื่อ แวร์เนอร์ ไฮเซินแบร์ก พอไปถึงท่าเรือก็มีนักข่าวมารอรุมสัมภาษณ์เต็มไปหมด แต่เนื่องจากไฮเซินแบร์กทราบดีว่าดิแร็กไม่ชอบให้ข่าว ก็เลยบอกนักข่าวไปว่าดิแร็กไม่สะดวก

ทั้งๆ ที่ดิแร็กยืนอยู่ข้างไฮเซินแบร์กนั่นเอง!

นอกจากชอบทำงานอย่างหนักแล้ว ดิแร็กยังชอบเดินเล่น เดินขึ้นภูเขา อ่านหนังสือ (โดยเฉพาะนิยายสืบสวนสอบสวนของอากาธาคริสตี และเชอร์ล็อกโฮล์ม) แถมยังเป็นนักเล่นหมากรุกชั้นเซียนอีกด้วย

พอล ดิแร็ก เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี แต่จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโทสาขาคณิตศาสตร์ ส่วนตอนเรียนปริญญาเอกนั้น เขาได้ทำวิจัยกับนักฟิสิกส์เรืองนามชื่อ ราล์ฟ ฟาวเลอร์

ช่วงฤดูร้อน ค.ศ.1925 ไฮเซินแบร์กไปให้สัมมนาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หลังการสัมมนาเขาได้มอบสำเนาของบทความเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัมแบบใหม่ของเขาให้แก่ราล์ฟ ฟาวเลอร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เชิญเขาไป ในเวลานั้นบทความนี้ยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ (ต่อมาทฤษฎีควอนตัมของไฮเซินแบร์ก เรียกว่า กลศาสตร์เมทริกซ์ และถือกันว่าเป็นกลศาสตร์ควอนตัมรูปแบบแรก)

ฟาวเลอร์ได้มอบบทความดังกล่าวให้แก่พอล ดิแร็ก แถมเขียนโน้ตข้อความสั้นๆ แนบไปด้วยว่า “ลองดูหน่อยสิว่าคิดยังไง (See what you think of this)”

ดูเหมือนว่าตอนแรกดิแร็กไม่ได้สนใจบทความดังกล่าวเท่าใดนัก แต่เมื่อหยิบมาศึกษา เขาก็รับรู้ได้ถึงความสำคัญของบทความนั้น โดยเฉพาะตรงที่ว่า ผลคูณของปริมาณ 2 ตัว คือ AB ไม่เท่ากับ BA ซึ่งตรงนี้เองที่เขาเห็นว่าคล้ายคลึงกับปัวซงแบร็กเก็ตในวิชาพลศาสตร์คลาสสิค

ดิแร็กใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนหลังจากที่เริ่มศึกษาเขียนบทความวิชาการยาว 30 หน้า แล้วส่งให้ไฮเซินแบร์กพิจารณา ทฤษฎีของดิแร็กเรียกว่า พีชคณิตเลขคิว (q-number algebra) แต่บางครั้งก็เรียกว่า กลศาสตร์โอเปอเรเตอร์ (operator mechanics) หรือพีชคณิตควอนตัม (quantum algebra)

ผลงานชิ้นนี้ยังถูกขยายผลไปเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขาอีกด้วย วิทยานิพนธ์นี้มีชื่อสั้นสุดเท่คือ Quantum Mechanics แถมยังเขียนด้วยลายมือทั้งเล่มอีกต่างหาก

เขาจบปริญญาเอกในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1926

กลศาสตร์ควอนตัมของดิแร็ก จึงนับเป็นรูปแบบที่ 2 ถัดจากกลศาสตร์เมทริกซ์ของไฮเซินแบร์ก

ส่วนกลศาสตร์ควอนตัมแบบที่ 3 เรียกว่า กลศาสตร์คลื่น (wave mechanics) คิดค้นโดยแอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ ในช่วงปลายปี ค.ศ.1925 ถึงปี ค.ศ.1926

อย่างไรก็ดี กลศาสตร์ควอนตัมทั้ง 3 รูปแบบนี้ ยังไม่ได้รวมเอาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity) ของไอน์สไตน์เข้าไปด้วย คือใช้ได้กับวัตถุควอนตัม (เช่น อิเล็กตรอน) ที่มีความเร็วต่ำกว่าแสงมากๆ เท่านั้น

แต่พอล ดิแร็ก นี่เองที่สามารถรวมกลศาสตร์ควอนตัมเข้ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษได้เป็นคนแรกและคิดค้น สมการดิแร็ก (Dirac equation) สำเร็จในเดือนธันวาคม ค.ศ.1927 และตีพิมพ์เผยแพร่ในเดือนมกราคม ค.ศ.1928

ความน่าทึ่งของสมการดิแร็กมีอย่างน้อย 3 อย่าง ได้แก่

(1) สมการนี้ทำนายว่าอิเล็กตรอนมีสมบัติที่เรียกว่า สปิน (spin) (จริงๆ แล้ววงการฟิสิกส์รู้จักสปินอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันมีที่มาอย่างไร)

(2) สมการนี้ทำนายค่าโมเมนต์แม่เหล็กของอิเล็กตรอน

(3) สมการนี้ทำนายการมีอยู่ของอนุภาคที่ตรงกันข้ามกับอิเล็กตรอน กล่าวคือ เป็นอนุภาคที่มีมวลเท่ากับอิเล็กตรอนแต่มีประจุเป็นบวก ต่อมาเรียกว่า ปฏิอนุภาค (anti-particle) หรือถ้ามองว่าอนุภาคเป็นสสาร (matter) ก็อาจพูดได้ว่าสมการดิแร็กทำนายการมีอยู่ของปฏิสสาร (anti-matter)

เรื่องที่ (3) นี้น่าทึ่งที่สุดเพราะดิแร็กทำนายไว้ในบทความที่ตีพิมพ์เดือนกันยายน ค.ศ.1931 แต่หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงปี คารล์ เดวิด แอนเดอร์สัน ก็ค้นพบอนุภาคโพสิตรอน (ซึ่งเป็นปฏิอนุภาคของอิเล็กตรอน) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ.1932

พอล ดิแร็ก ยังมีผลงานที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง เช่น ตำราที่เขาเขียนชื่อ The Principles of Quantum Mechanics (ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1930) จัดเป็นตำราชั้นครูถึงขนาดที่ว่าเมื่อไอน์สไตน์ติดปัญหาเกี่ยวกับกลศาสตร์ควอนตัมก็จะถามว่า “ดิแร็กของฉันอยู่ไหน?” ซึ่งจริงๆ แล้วหมายถึงหนังสือเล่มนี้นี่เอง

จนถึงวันนี้ตำราของดิแร็กยังมีขายอยู่แม้จะมีอายุเกือบ 1 ศตวรรษแล้ว!

ดิแร็กยังคิดค้นทฤษฎีทรานสฟอร์เมชั่น (transformation theory) อันเป็นผลงานที่ภูมิใจที่สุด ริเริ่มศาสตร์ที่เรียกว่า ควอนตัมอิเล็กโทรไดนามิกส์ (quantum electrodynamics) ทำนายการมีอยู่ของแม่เหล็กขั้วเดียว คิดถึงอนุภาคที่เหมือนกัน (identical particles) ซึ่งต่อมาพัฒนาไปเป็นสถิติแบบแฟร์มี-ดิแร็ก (Fermi-Dirac statistics) และใช้ลากรังเจียนในกลศาสตร์ควอนตัมซึ่งต่อมาริชาร์ด ฟายน์แมน นำไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นเทคนิคปริพันธ์ตามวิถี (path integral formulation)

สุดท้ายขอจบด้วย ‘ทฤษฎีความของสตรี’ ซึ่งแสดงถึงความเป็นนักคิดสนุกๆ ซนๆ ของเขาซะหน่อย

ครั้งหนึ่งในกรุงโคเปนเฮเกน ดิแร็กเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับความงามของสุภาพสตรีโดยกล่าวว่า “จะต้องมีระยะทางที่แน่นอนค่าหนึ่ง ที่ใบหน้าของหญิงสาวจะแลดูสวยงามที่สุด”

ทำไมน่ะรึ?

ดิแร็กสมมุติให้ความสวยของใบหน้าเป็นฟังก์ชั่นของระยะทาง

กรณีสุดโต่งแบบแรก หากหญิงสาวอยู่ไกลแสนไกล เราจะมองไม่เห็นอะไร ความงามของใบหน้าจึงเท่ากับศูนย์

กรณีสุดโต่งแบบที่สอง หากหญิงสาวอยู่ใกล้สุดๆ ภาพใบหน้าก็จะบิดเบี้ยว ดูไม่น่ารัก เนื่องจากตาของคนเราเป็นเพียงช่องเปิดขนาเล็กให้แสงเข้า หรืออาจคิดง่ายๆ ว่า เมื่อดูใบหน้าใกล้ๆ ก็จะเห็นไฝ ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่นชัดเจน ก็แสดงว่าความงามของใบหน้าจึงเข้าใกล้ศูนย์อีกเช่นกัน

ดังนั้น หากพล็อตกราฟระหว่างความงามของใบหน้ากับระยะทาง ย่อมพบว่ากราฟนี้เพิ่มขึ้นในช่วงเริ่มแรก และลดลงจนเหลือนิดเดียวเมื่อระยะทางมากขึ้น

นั่นคือจะต้องมีระยะที่แน่นอนค่าหนึ่งที่ใบหน้าของหญิงสาวจะแลดูสวยงามต้องใจที่สุดนั่นเอง!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...