โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

สหรัฐอเมริกาใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวมาตลอด 200 กว่าปี

BT Beartai

อัพเดต 09 ก.ค. 2566 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2566 เวลา 09.32 น.
สหรัฐอเมริกาใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวมาตลอด 200 กว่าปี

ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงได้ชื่อว่า ประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ? ทั้งที่เพิ่งก่อตั้งประเทศเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว และสหรัฐฯ มีรัฐธรรมนูญเพียงแค่ฉบับเดียวเท่านั้น แล้วอะไรคือเคล็ดลับของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ทำให้ถูกใช้งานมาได้อย่างยาวนาน คลิปนี้เราจะบรีฟให้คุณฟัง

ข้อมูลจากสารานุกรมประวัติศาสตร์สากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งเขียนโดย รศ. ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นเนื่องจากความล้มเหลวของ ธรรมนูญแห่งสมาพันธรัฐ ซึ่งเป็นธรรมนูญการปกครองฉบับแรกของประเทศที่เกิดขึ้นใหม่

โดยธรรมนูญนี้ขาดประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ เนื่องจากไม่มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งในการบริหารบ้านเมือง ส่งผลให้มีการจัดประชุมร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในปี 1787 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย และท้ายที่สุดก็ได้มีการลงนามรับรองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 17 กันยายน ปี 1787 และหากนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลา 236 ปีแล้วที่รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐฯ ถูกใช้งาน และก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐฯ ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่มีเนื้อหาสั้นและกระชับมาก โดยมีแค่ 7 มาตราเท่านั้น และเพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความทันสมัยตลอดเวลา ก็ได้มีการกำหนดวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 5

ซึ่งถ้าเรานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐฯ ผ่านการแก้ไขมาแล้วทั้งหมด 27 ครั้ง โดยการแก้ไข 10 ครั้งแรกที่ออกมาพร้อมกัน คือ บัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง หรือ Bill of Rights ซึ่งจะประกันสิทธิต่าง ๆ เช่น เสรีภาพในการพูด, การนับถือศานา รวมถึงกระบวนการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งความยืดหยุ่นของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี่เองที่ทำให้รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาถูกใช้งานมาเป็นเวลา 200 กว่าปี

สำหรับเนื้อหาอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐฯ สามารถแบ่งได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ คือ

1. รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากสมาพันธ์รัฐ มาเป็นสหพันธ์รัฐ ที่แบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่าง ๆ โดยอำนาจสำคัญ ๆ เช่น การประกาศสงคราม, การออกเงินตรา จะอยู่ในมือของรัฐบาลกลาง ในขณะที่อำนาจส่วนใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนจะอยู่ในมือของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น การออกกฎหมายเพื่อปกครองในรัฐ, การจัดการศึกษา แต่ก็มีบ้างที่บางอำนาจจะถูกใช้ร่วมกัน เช่น การเก็บภาษี แต่ไม่ว่าจะเป็นอำนาจใด ๆ ก็ตาม โดยพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนชาวอเมริกัน คือ แหล่งที่มาของอำนาจสูงสุด

2. ระบบการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • อำนาจนิติบัญญัติ หมายถึง อำนาจในการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่ใช้อำนาจส่วนนี้ คือ รัฐสภาหรือสภาคองเกรส ที่มาจากการรวมกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งล้วนมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน
  • อำนาจบริหาร เป็นอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งผู้ที่ใช้อำนาจส่วนนี้ คือ ประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี โดยประธานาธิบดีจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ในขณะที่คณะรัฐมนตรีจะได้รับการแต่งตั้งตามความเหมาะสม
  • อำนาจตุลาการ เป็นอำนาจในการตัดสินคดีความต่าง ๆ โดยผู้ที่ใช้อำนาจส่วนนี้ คือ ศาล นั่นเอง

3. ระบบตรวจสอบและคานอำนาจ เพราะแม้ว่าจะมีการกระจายอำนาจออกเป็น 3 ส่วนแล้ว ก็ยังมีกำหนดให้มีการตรวจสอบและคานอำนาจกันและกันอีกชั้นหนึ่ง เช่น สภาคองเกรส แม้ว่าจะมีอำนาจในการออกพระราชบัญญัติ แต่ประธานาธิบดีก็มีสิทธิยับยั้งพระราชบัญญัตินั้นได้ เรียกว่า วีโต้ (Veto) ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีก็มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้พิพากษาสูงสุดและคณะรัฐมนตรี แต่การเสนอต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อน

จะเห็นได้ว่าความยั่งยืนของรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ไม่ได้มีเคล็ดลับที่ซับซ้อนอะไรเลย โดย รศ. ดร.โกวิท ก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า บรรดาผู้ร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ตระหนักไว้ว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น พวกเขาจึงได้ร่างรัฐธรรมนูญที่สั้น กระชับ และเปิดโอกาสให้มีการตีความบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง ทำให้รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ สามารถปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยได้ตามกาลเวลานั่นเอง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...